หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
หยาบคาย และคดโกง

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ผมขึ้นหัวข้อบทความในสัปดาห์นี้ ท่านผู้อ่านโปรดอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าจะเปลี่ยนจากเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องของการเมืองแต่ประการใดนะครับ เพียงแต่ว่ามีรายงานวิจัยเกี่ยวกับสองเรื่องนี้ขึ้นมา และเห็นว่าเป็นสิ่งร่วมสมัย เลยขออนุญาตมานำเสนอให้พิจารณานะครับ

เรื่องแรกมาจากบทความเรื่อง Rudeness and Its Noxious Effects จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมีนาคมนี้ โดยในบทความดังกล่าวได้อ้างถึง งานวิจัยของ Christine Porath และ Amir Erez ที่เขาได้ทำการทดลองเพื่อหาผลกระทบที่เราจะได้รับจากคำพูดที่รุนแรง และหยาบคาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่หยาบคายจากผู้ที่เป็นผู้นำ ว่า จะส่งกระทบต่อความรู้สึกของคนเราได้อย่างไร และนอกจากผลกระทบต่อความรู้สึกแล้ว คำพูดอันหยาบคายยังจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด การสร้างสรรค์ และความทรงจำของบุคคลต่างๆ ได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว คำพูดที่ทำร้ายความรู้สึกและสติปัญญาของผู้ฟังนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคำหยาบคายเท่านั้นหรอกครับ แม้กระทั่งการใช้คำพูดทำร้ายผู้อื่น โดยอาจจะเป็นคำพูดธรรมดา แต่สามารถกรีดทำร้ายผู้อื่นนั้น ก็อยู่ในการทดลองนี้เช่นเดียวกันครับ ในการทดลองเพื่อหาผลกระทบของคำพูดที่หยาบคาย รุนแรง หรือเชือดเฉือนนั้น เขาแบ่งผู้ทดลองออกเป็นสามกลุ่มครับ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ได้รับฟังคำพูดเหล่านั้นโดยตรงจากผู้ที่ทำงานอยู่ด้วยโดยตรง กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่ได้รับฟังคำพูดเหล่านั้นโดยตรงเช่นเดียวกัน แต่จากคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มหรือจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง และ กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่ได้รับการบอกให้ลองจินตนาการว่าได้รับฟังคำพูดเหล่านั้น (เรียกได้ว่าไม่ได้ยินโดยตรง แต่ให้ลองฝันว่าได้ยิน)

ผลที่เกิดขึ้นปรากฏว่าในกลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่มนั้น ความสามารถในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา หรือการหาทางออกหรือทางเลือกต่างๆ ด้อยลงไป หรือเรียกได้ว่าความสามารถในการทำงานลดถอยลง ซึ่งผู้ที่ทำการวิจัยเขาก็สรุปว่า เกิดขึ้นเนื่องจากภายหลังที่ได้รับฟัง (หรือคิดว่าได้รับฟัง) ต่อถ้อยคำที่หยาบคาย รุนแรง หรือเชือดเฉือนแล้ว คนเราจะคิดมากเกี่ยวกับคำพูดเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการหาคำพูดเพื่อตอบโต้ หรือรับฟังไว้เฉยๆ และการที่เราผ่านกระบวนการคิดเหล่านั้น ทำให้เราดึงความสามารถในการคิดมาใช้ และทำให้เราไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ดังปกติ

ดังนั้น ข้อสรุปที่ได้จากการทดลองนี้ ก็คือท่านทั้งหลาย (โดยเฉพาะท่านผู้นำทั้งหลาย) ต้องระวังการใช้คำพูดที่หยาบคาย รุนแรง หรือเชือดเฉือนนะครับ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงแต่ความสามารถในการคิด และทำงานของผู้ที่ได้รับฟังโดยตรงแล้ว ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่รู้เรื่องก็จะพลอยสูญเสียความสามารถในการคิดไปด้วย ...น่าสงสารคนไทยนะครับ

นอกเหนือจากเรื่องหยาบคายแล้ว มาดูเรื่องของการคดโกงกันนะครับ ซึ่งผมนำมาจากวารสาร Harvard Business Review ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เรื่อง How Honest People Cheat เขียนโดย Dan Ariely ครับ ซึ่งเป็นบทความที่มาจากงานวิจัยเช่นเดียวกันครับ โดยเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า คนเราจะคดโกงหรือขี้โกงนั้น เกิดเนื่องจากคนสองลักษณะ ลักษณะแรก เป็นพวกที่คอยมองหาโอกาสในการโกงตลอดเวลา คนเหล่านี้จะมีการคำนวณความเสี่ยงระหว่างผลตอบแทนที่จะได้จากการโกงกับความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ ส่วนคนอีกประเภทหนึ่ง นั้น คนเราจะมีความซื่อสัตย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ จะโกงก็ต่อเมื่อถูกยั่วยวนด้วยสิ่งล่อใจ

ทางผู้เขียนบทความเขาก็ได้มีการทดลองด้วยหลากหลายวิธีการ และข้อสรุปที่สำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับของความไม่ซื่อสัตย์ นั่นคือ ถ้าคนเราจะไม่ซื่อสัตย์หรือเป็นพวกที่คดในสายเลือดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะถูกจับมากน้อยเพียงใด ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการกระทำของบุคคลเหล่านั้น

นอกจากนี้ ถ้าการโกงนั้นทำให้ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงิน อาทิเช่น ของขวัญ บ้าน รถยนต์ ทัวร์ต่างประเทศ เครื่องเพชรพลอย ฯลฯ ซึ่งของเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ในภายหลัง จะทำให้ระดับความเป็นไปได้ในการที่จะคดโกงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มากกว่าการได้รับเงินสดเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน ถ้าคนเราได้รับการล่อหลอกหรือยั่วยวนหรือล่อใจแล้ว คนเรามีแนวโน้มที่จะไม่ซื่อสัตย์เล็กๆ น้อยๆ (แบบน่ารัก) อาทิเช่น การหยิบปากกา หรือพวกของใช้เล็กๆ น้อยๆ จากโรงแรม

ผลวิจัยดังกล่าวพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ทำไมคนที่ตอนแรกๆ ก็ดูเหมือนจะซื่อสัตย์ดี แต่พอมีสิ่งยั่วใจแล้ว จะทำให้เริ่มเขวหรือประพฤติตนในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น ดังนั้น ดูเหมือนว่าทางที่ดีที่สุด คือพยายามหาทางลดสิ่งล่อใจต่างๆ เหล่านี้เสียเลยครับ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้คนคดโกงได้

เนื้อหาในสัปดาห์นี้ เป็นเพียงการนำเสนอผลการวิจัยทางวิชาการสู่ท่านผู้อ่านนะครับ ท่านผู้อ่านอย่าลืมใช้วิจารณญาณของตนเองในการพิจารณาด้วยนะครับ