|
||||||||||||||
|
วิกฤติจากปัญหา
Subprime
บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม
แจงสี่เบี้ย : ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ท่านผู้อ่านที่เฝ้าติดตามวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐ ที่มีต้นตอจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ (Subprime loans) คงจะอยากทราบตอนจบของเรื่อง เหมือนเราดูหนังคงไม่มีใครอยากพลาดตอนจบ ล่าสุดธนาคารซิตี้กรุ๊ป อิงค์ คือธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประกาศตัวเลขการขาดทุนสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2551 ถึง 5,110 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) และหากมองไปยังสถาบันการเงินของฟากยุโรป ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินครั้งนี้ไม่น้อยเช่นกัน อาทิเช่น ธนาคารยูเนียน แบงก์ สวิตเซอร์แลนด์ (UBS) ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ และธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (RBS) ในอังกฤษ ออกมาเปิดเผยผลการขาดทุน และต้องการระดมทุนครั้งใหญ่ เบ็ดเสร็จล่าสุด IMF ประมาณการความเสียหายที่เกิดจากวิกฤติการเงินครั้งนี้ไว้ประมาณ 945 ล้านดอลลาร์ (ราว 30 ล้านล้านบาท หรือร่วม 4 เท่าของ GDPประเทศไทย) ผลิตภัณฑ์การเงินประเภท CDOs (Collateralised Debt Obligations) หรือตราสารทางการเงินที่แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และนำมาขายต่อในตลาดรอง (Secondary market) โดยผลตอบแทนของหลักทรัพย์ จะอิงกับความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มสินทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง ได้ถูกพัฒนามานานกว่า 20 ปี แต่ได้มีการขยายตัวอย่างมากในช่วงระยะหลัง ผู้เกี่ยวข้องในวงการการเงิน และนักวิชาการได้วิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐครั้งนี้ไว้หลากหลายว่า มาจาก... การที่สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน หลังจากเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ปี 2001 จูงใจให้มีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสี่ยงให้ผลตอบแทนสูง อาทิเช่น CDOs ปัญหาความน่าเชื่อถือในการประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ของสถาบันการเงิน และการประเมินความน่าลงทุนโดยบริษัทจัดอันดับต่างๆ (Credit Rating Agencies) รวมทั้งความสามารถของทางการในกำกับดูแลตราสารทางการเงินใหม่ดังกล่าว และความสามารถในการบริหารจัดการกับวิกฤติการเงินที่อาจเกิดขึ้น หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จะพบว่าวิกฤติการเงินครั้งนี้มีต้นตอของปัญหาคล้ายคลึงกับวิกฤติการเงิน ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต คือ การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน การปล่อยสินเชื่อที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มเติมมาสำหรับวิกฤติการเงินคราวนี้ คือ การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ และอาจรวมถึงรูปแบบการแผ่ขยายของวิกฤติซับไพร์มสหรัฐ (Contagion effect) จากการที่สถาบันการเงินถือ CDOs ด้อยค่าจำนวนมาก และรวมถึงการที่สถาบันการเงินพึ่งพาเงินทุนจากตลาดการเงินเป็นหลัก แต่ในช่วงที่มีปัญหาวิกฤติซับไพร์มสหรัฐสถาบันการเงินแห่งนั้นไม่สามารถระดมทุนในตลาดการเงินได้ จนเป็นเหตุให้ต้องประสบปัญหาทางการเงิน อย่างเช่น กรณีธนาคาร Northern Rock ในประเทศอังกฤษ หากเรากลับไปดูวิกฤติการเงินที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและในประเทศเกิดใหม่ จำนวน 20 ประเทศ จากตาราง เราจะเห็นว่า วิกฤติการเงินทั้งสามรูปแบบเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เคยมีผู้เปรียบเปรยว่าวิกฤติการเงินก็เหมือนกับ Hydra สัตว์โบราณรูปร่างคล้ายงูในเทพนิยายกรีกโบราณที่มีหลายหัวเมื่อถูกตัดหัวออกไปแล้ว ก็สามารถงอกออกมาใหม่ได้อีก ซึ่งก็คล้ายกับวิกฤติการเงินที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจบไป ต่อมาก็อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยอาจมีรูปแบบเดิม หรือพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันการเงิน นักลงทุนทั้งที่เป็นนักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไป รวมทั้งทางการควรเรียนรู้จากประสบการณ์และบทเรียนในอดีต รุกและตั้งรับด้วยความไม่ประมาท ประกอบกิจการภายใต้หลักธรรมาภิบาล คำกล่าวโบราณที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" ยังคงไม่ล้าสมัย การป้องกันการเกิดวิกฤติการเงินย่อมดีกว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องแก้ไข ซึ่งมีต้นทุนสูง เหมือนที่เราเคยมีประสบการณ์มาแล้วเมื่อปี 2540 ได้บทเรียนว่า ควรมี กลไกการป้องกันการเกิดวิกฤติการเงิน อาทิเช่น การมีระบบเฝ้าระวังภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความมั่นคงของระบบการเงิน โดยการที่ประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน (Financial system) ที่มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ และขณะเดียวกัน ก็มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็วต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจการเงินสามารถอ่อนโอนตามแรงที่ปะทะแต่ไม่ล้มลงไป ท้ายสุดการที่ภาคการเมืองมีเสถียรภาพเดินไปด้วยกัน และมุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และหากหลีกเลี่ยงไม่พ้นต้องประสบวิกฤติการเงิน ก็ต้องมี กลไกการจัดการกับวิกฤติการเงิน (Crisis Management mechanism) ที่มีประสิทธิผล จัดการให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ได้โดยเร็วด้วยต้นทุนที่ต่ำสุด หมายเหตุ : Twin crisis หมายถึง การเกิดวิกฤติการธนาคารพาณิชย์ และตามด้วยการเกิดวิกฤติอัตราแลกเปลี่ยนภายในระยะเวลา 48 เดือน --------------------------------------------------- บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
|