|
||||||||||||||
|
ทางตันทางการเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11013 ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในการเมืองไทยที่ถึงทางตัน แต่ทางตันครั้งนี้น่าวิตกกว่าเพราะมองไม่เห็นทางออก ทางตันทางการเมืองไทยเกิดขึ้นเมื่อเกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานประโยชน์กันต่อไปได้ ระหว่างกลุ่มการเมืองของชนชั้นนำ (elite) ในที่สุดก็ต้องตัดสินกันด้วยกำลังและความรุนแรง เพราะไม่มีกติกาอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับให้ใช้ตัดสินได้ ฝ่ายชนะจะจัดความสัมพันธ์ภายในระหว่างกลุ่มต่างๆ ของชนชั้นนำกันใหม่ หากระบบใหม่ที่ฝ่ายชนะจัดขึ้นไม่อาจผนวกเอากลุ่มเก่าที่เคยมีส่วนแบ่งอำนาจมาไว้ร่วมในชนชั้นนำด้วยได้ ความรุนแรงก็มักจะมาก เช่นมีผู้เสียเลือดเนื้อหรือต้องจำขังจำนวนมากหน่อย เช่น การขจัดกลุ่มเจ้าและนิยมเจ้าอย่างรุนแรงภายใต้นายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยแรก หรือการขจัดเสรีไทยสายท่านปรีดี พนมยงค์ หลังรัฐประหาร 2490 หรือหลังการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทำให้การสู้รบระหว่างรัฐบาลและ พคท.ยิ่งรุนแรงขึ้น ในขณะที่กลุ่มทุนและธุรกิจถูกกีดกันออกไปจากวงอำนาจ บางส่วนเข้าร่วมการรัฐประหารซ้อนที่ล้มเหลว โชคดีที่รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร มีอายุอยู่เพียง 1 ปีก็ถูกขจัดออกไป และอำนาจใหม่หลังจากนั้น ก็พยายามจะจัดความสัมพันธ์ในหมู่ชนชั้นนำกันใหม่ให้ราบรื่นขึ้น โดยยอมผนวกรวมเอาคนชั้นกลางที่มีการศึกษา, ทุน-ธุรกิจ, ปัญญาชน ฯลฯ เข้ามาร่วมอยู่กับกลุ่มทหารที่กุมอำนาจทางการเมืองไว้ได้สูงสุด ในช่วงรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ การจัดระบบความสัมพันธ์ในหมู่พวกชนชั้นนำกระทำสืบเนื่องกันไปอย่างราบรื่น จึงดูเป็นยุคที่มีความสงบเรียบร้อยดี เพราะไม่ต้องใช้การปะทะกันด้วยกำลังเป็นตัวตัดสินอย่างเคย (แต่สัญญาณของการใช้กำลังเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ก็มีให้เห็นอยู่ตลอด ผ่านการรัฐประหารที่ล้มเหลว) อย่างไรก็ตาม ระบบความสัมพันธ์ที่ดูภายนอกราบรื่นดีนี้มีพลวัตภายใน เพราะบางกลุ่มในหมู่ชนชั้นนำเติบโตมากขึ้น และอยากปรับความสัมพันธ์ภายในให้ตัวได้เปรียบเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน ในที่สุดพลเอกเปรมก็ยอมสละตำแหน่ง หลังการเลือกตั้งใหญ่ใน พ.ศ.2529 ฝ่ายทุน-ธุรกิจ,คนชั้นกลาง และปัญญาชนจำนวนหนึ่ง เข้ามาจัดระบบความสัมพันธ์ในกลุ่มชนชั้นนำกันใหม่ ภายใต้รัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่การปรับความสัมพันธ์ภายในหมู่ชนชั้นนำจะเสร็จสิ้นลง โดยฝ่ายทุน-ธุรกิจ, นักการเมือง, และปัญญาชนได้ส่วนแบ่งอำนาจไปเหนือราชการอย่างเด็ดขาด คณะทหารที่ใช้ชื่อว่า รสช.ก็ยึดอำนาจบ้านเมือง และมุ่งจะปรับความสัมพันธ์ภายในของกลุ่มชนชั้นนำกันใหม่ แม้ไม่เป็นอริกับฝ่ายทุน-ธุรกิจ แต่ต้องการรักษาอำนาจของกองทัพไว้เป็นตัวถ่วงดุล (และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์) ตลอดไป การปรับความสัมพันธ์ภายในของหมู่ชนชั้นนำภายใต้ รสช.ประสบความล้มเหลว เพราะฝ่ายทุน-ธุรกิจ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับนักการเมืองบางกลุ่มไม่พอใจ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองมีสำนึกทางการเมืองสูงขึ้น ถึงไม่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศมากขึ้น คนกลุ่มนี้ได้ร่วมกับนักการเมือง ด้วยทุนอุดหนุนของฝ่ายทุน-ธุรกิจ และปัญญาชน โค่นล้ม รสช.ลงได้สำเร็จ รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นความพยายามของคนชั้นกลางและปัญญาชนที่จะจัดความสัมพันธ์ทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ กันใหม่ทั้งสังคม แม้ไม่ปฏิเสธบทบาทนำของกลุ่มชนชั้นนำ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะเปิดช่องให้คนกลุ่มอื่นๆ แทรกตัวเข้ามาในกระบวนการทางการเมืองตามสมรรถภาพของตัว โดยไม่ต้องปะทะต่อสู้กันเพื่อปรับความสัมพันธ์ แต่มุ่งจะให้การปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองเป็นไปได้โดยสงบ รัฐธรรมนูญ 2540 ประสบความล้มเหลวในวันที่ 19 ก.ย. 2549 เมื่อเกิดการรัฐประหาร แม้กระนั้นก็ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้ให้ นั่นคือก็คือรัฐธรรมนูญควรเป็นกติกาในการระงับความขัดแย้ง ไม่ใช่กติกาของผู้ชนะสำหรับจัดความสัมพันธ์ใหม่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น มรดกอีกอย่างหนึ่งที่ทิ้งไว้ให้สังคมไทยคือการตื่นตัวของกลุ่มประชาชนซึ่งเรียกกันว่า "รากหญ้า" คนกลุ่มนี้ไม่เคยอยู่ในวงจรการเมืองไทย มากไปกว่าลงคะแนนในหีบบัตรเลือกตั้ง แต่ทั้งรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลทักษิณ ทำให้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง ทั้งด้วยนโยบายประชานิยมและความเชื่อมั่นในอำนาจของตนผ่านหีบบัตร เมื่อรวมกับกลุ่มคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งแสดงอาการตื่นตัวทางการเมืองมาตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ก็ถือได้ว่าเป็นกลุ่มใหญ่สุดในหมู่ประชากรผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ทางตันทางการเมืองไทยในครั้งนี้จึงแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นนำอีกแล้ว กลุ่มคน "รากหญ้า" กับคนชั้นกลางระดับล่างเข้ามาร่วมเป็นคู่ขัดแย้งด้วย ฉะนั้นแม้แต่ยอมให้ใช้กำลังในการแก้ไขความขัดแย้ง ก็ไม่มีทางที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ให้ราบรื่นได้ สังคมไทยปัจจุบันไม่อาจขจัด "รากหญ้า" ออกไปได้ เท่ากับที่สังคมไทยไม่อาจขาดบทบาททางการเมือง และเศรษฐกิจของชนชั้นนำได้ รัฐประหารโดยกองทัพ ซึ่งเป็นทางออกที่ใช้กันมาบ่อยครั้ง ไม่อาจหาทางออกให้แก่ทางตันทางการเมืองได้ ถึงก่อรัฐประหารขึ้น กองทัพก็ไม่มีคำตอบใดๆ หากใช้วิธีการเด็ดขาดรุนแรง (อย่างที่มีบางคนเรียกร้องจาก คมช.) ก็รังแต่จะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย กลายเป็นสงครามกลางเมืองอีกระลอกหนึ่ง ทั้งเป็นสงครามกลางเมืองนอกสงครามเย็น อันจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างมโหฬาร อาจเป็นผลให้ไทยต้องถอยกลับไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับฟิลิปปินส์ การเลือกตั้งหรือการ "กลับไปหาประชาชน" ด้วยวิธีการอื่นใดก็ตามอันเป็นวิธีระงับความขัดแย้งปกติในระบอบรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าจะนำเราออกจากทางตันนี้ได้ เพราะเท่ากับให้ "รากหญ้า" และคนชั้นกลางระดับล่าง เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศแต่ฝ่ายเดียว โดยกลุ่มชนชั้นนำมีส่วนต่อรองน้อยลงอย่างมาก ที่กล่าวนี้ไม่ได้ปฏิเสธหลักการว่า "เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์" แต่บนพื้นโลกนี้มีชนชั้นนำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และการเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ พวกเขาไม่อาจรับ "เสียงสวรรค์" ได้ ฉะนั้นความขัดแย้งก็จะยังดำรงอยู่ต่อไปเหมือนเดิม ไม่ว่าสวรรค์จะประกาศิตอย่างไร ในทำนองเดียวกัน การลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขก็ตาม การตั้ง ส.ส.ร.3 (ตามข้อเสนอของอดีต ส.ส.ร.บางท่านว่า 76 คน มาจากการเลือกตั้ง และ 24 คน มาจากการเลือกจากกลุ่มวิชาชีพ) ก็ไม่น่าจะทำให้หมู่ชนชั้นนำยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ผ่านการแก้ไขมาแล้วได้ ความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ในบางประเทศ ทางตันทางการเมืองลักษณะนี้ถูกผ่าออก โดยมีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองบางคน กลายเป็นขวัญใจประชาชน ได้รับการสนับสนุนจาก "รากหญ้า" อย่างท่วมท้น แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของเขากลับยังเสริมประโยชน์ของหมู่ชนชั้นนำเหมือนเดิม แต่ทางออกเช่นนี้มักไม่ยั่งยืน เพราะฝ่ายชนชั้นนำไม่ยอมบ้าง (จึงลงเอยลงที่การรัฐประหาร) เพราะฝ่าย "รากหญ้า" หมดศรัทธาบ้าง และลงเอยลงที่ฝ่ายขวาจัดกลับมาครองอำนาจใหม่ แม้แต่การกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ถวายพระราชอำนาจคืน, นายกฯ พระราชทาน) อันเป็นข้อเรียกร้องที่นักการเมืองบางกลุ่มเสนอมาทุกครั้งที่การเมืองถึงทางตัน (ตันในทรรศนะของตนเป็นอย่างน้อย) ก็ไม่น่าจะเป็นทางออกแต่อย่างใด ความขัดแย้งเดิมก็ยังอยู่ เพียงแต่เป้าของการโจมตีอาจเปลี่ยนไป แม้แต่ในหมู่ชนชั้นนำเองก็อาจเป็นเหตุให้เพิ่มความขัดแย้งมากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ทางตันทางการเมืองอันนี้กระมังที่เป็นเหตุให้รัฐบาลซึ่งประกอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในสภา แสดงความยโสโอหังทางการเมืองอย่างที่ชนชั้นนำไม่เคยประสบมาก่อน เช่น จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องตนเอง ให้พ้นจากความผิดที่ก่อขึ้นไว้เอง โดยไม่ต้องปิดบังอำพรางใครทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไรเมื่อ "กลับไปหาประชาชน" เมื่อไร พรรครัฐบาลก็จะชนะการเลือกตั้งทุกทีไป เราจะออกจากทางตันนี้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อและฝากความเจ็บปวดแก่กันไปอีกนาน? คำตอบโดยหลักการมีมากมาย นับตั้งแต่ "สมานฉันท์, ถอยคนละก้าว, รักชาติ, รักพ่อ" ฯลฯ ซึ่งถูกทั้งนั้น แต่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ (หากเป็นไปได้ง่ายๆ แค่นั้น ความขัดแย้งก็หายไปนานแล้ว) คำตอบที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติต่างหากที่ต้องช่วยกันคิด และไม่ควรคิดหนทางวิเศษสุดเพียงทางเดียว แต่ควรคิดถึงหนทางที่พอยอมรับ ได้แก่ทุกฝ่ายที่ร่วมอยู่ในความขัดแย้งนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม "รากหญ้า" และคนชั้นกลางระดับล่าง (ซึ่งมักไม่ค่อยถูกนับเข้ามาอยู่ในความขัดแย้ง มากไปกว่าเป็นเพียงเบี้ยที่คนอื่นเป็นผู้เดิน) แม้ว่าเป็นทางออกที่มีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายชนชั้นนำต้องยอมรับเสียทีว่า ทางออกจากทางตันครั้งนี้ ไม่อาจละเลยคน "รากหญ้า" ได้อีกแล้ว ฉะนั้นควรทำให้ความภักดีที่เขามีต่อพรรคหรือนักการเมืองบางพรรคบางคน กลายเป็นสมบัติกลางของทุกคน ส่วนของนโยบายที่เรียกกันว่า "ประชานิยม" ที่เห็นว่าเป็นหลักประกันที่รัฐสมควรให้แก่พลเมืองทุกคน เช่น หลักประกันสุขภาพ, หลักประกันด้านการศึกษา, ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ น่าจะบรรจุลงในรัฐธรรมนูญให้ชัดไปเลย เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคใดต้องทำให้ได้ มิฉะนั้นอาจเป็นเหตุให้ถูกถอดได้ เป็นต้น และคงมีอีกหลายอย่างหลายประการที่ต้องช่วยกันคิดเพื่อผ่าทางตัน หน้า 6
|