|
||||||||||||||
|
โอกาสลงทุนในตะวันออกกลาง
Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ในขณะที่อัตราการเติบโตของประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มชะลอตัวลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมถึงภูมิภาคเอเชียซึ่งได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย กลุ่มประเทศเดียวที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ สูงกว่าปีที่แล้ว คือกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa) หรือ เรียกย่อๆ ว่า "มีน่า" (MENA) ในประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประมาณว่า ภูมิภาคตะวันออกกลาง จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.1% ในปี 2008 เทียบกับ 5.8% ในปี 2007 และแอฟริกาจะเติบโต 6.3% ในปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วที่เติบโต 6.2% ในขณะที่ภูมิภาคเอเชีย ยังเป็นภูมิภาค ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด คือคาดว่า จะเติบโต 8.2% ในปี 2008 แต่เติบโตน้อยกว่าปีที่แล้วที่โตถึง 9.7% ตะวันออกกลางมีอะไรน่าดึงดูด? ภาพของทุกคนที่มองตะวันออกกลางอาจจะมองในภาพของ แหล่งน้ำมัน ทะเลทราย และสงคราม แต่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนต้องล้างภาพ ออกจากความทรงจำอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ตะวันออกกลาง ยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 70% แก๊สธรรมชาติสำรอง 46% ของปริมาณสำรองโลก (ข้อมูลจาก The Oil and Gas Journal 1 มกราคม 2007) หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายด้วยการขับเครื่องบินชนตึก และสถานที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ.2001 แล้ว คนตะวันออกกลาง ถูกตั้งข้อรังเกียจ และถูกกีดกันจากโลกตะวันตกมากมาย ตะวันออกกลาง ซึ่งมีเงินรายได้จากการขายน้ำมันลงทุนอยู่ทั่วโลกมากมาย และลงทุนจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็ทบทวนบทบาทการลงทุนของตน และสรุปว่า เห็นทีจะต้องนำเงินมาลงทุนในประเทศตัวเองบ้างแล้ว เพราะอนาคตอาจไม่แน่นอน แทนที่จะต้องเดินทางไปทำธุรกิจในต่างประเทศ ก็เปลี่ยนเป็นให้ธุรกิจย้ายมาทำในประเทศตนเอง และเงินที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลนั้น ควรจะนำมาลงทุนพัฒนาให้ประเทศของตนเองน่าอยู่ นอกจากนี้ยังมองว่า น้ำมันซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ก็จะหมดไปภายใน 40-50 ปี ตะวันออกกลางจึงไม่ต้องการพึ่งพาแหล่งรายได้แหล่งใหญ่แหล่งเดียว แต่ต้องการกระจายไปมีรายได้ประเภทอื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ การค้า การท่องเที่ยว และการบริการเพิ่มขึ้น ประเทศหลักๆ ในภูมิภาคนี้ได้รวมตัวกันเป็น Gulf Cooperation Council (GCC) ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน กาตาร์ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว สูงถึง 55,300 ดอลลาร์ ในปี พ.ศ.2550 เมืองและรัฐแรกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาคือ ดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่านที่เคยไปดูไบเมื่อสิบปีที่แล้วและกลับไปอีกใน 1-2 ปีนี้จะทราบดีว่า เขาเปลี่ยนทะเลทรายเป็นเมือง ดิฉันขอนำรูปเปรียบเทียบถนนสายเดียวกันมาให้ดูค่ะ เห็นแล้วอุทานได้ว่า "Amazing Dubai" วิธีดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาดำเนินการ คือ การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เขาสร้างถนน ขยายถนนไปเยอะมาก สร้างท่าเรือ ขยายสนามบิน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และทำระบบประปา (จากน้ำทะเล) เรื่องไฟฟ้าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะประเทศเขามีน้ำมันเหลือเฟืออยู่แล้ว ตอนนี้กำลังเร่งสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนค่ะ ปลายปีหน้าก็คงจะเสร็จ มีการสร้างอาคารสำนักงานมากมาย และเชิญให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปอยู่ด้วยค่าเช่าที่ถูก และจะมีตึกสูงที่สุดในโลก ชื่อ เบิร์จ ดูไบ (BIRJ Dubai) จะสูงกว่า เอ็มไพร์สเตท ของสหรัฐ 2 เท่า เสร็จในปีหน้าเช่นกัน นอกจากการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว ยังดึงดูดด้วยภาษี ที่นั่นไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลค่ะ เพราะรัฐบาลมีรายได้จากน้ำมัน โดยบ่อน้ำมันเป็นของรัฐ ดังนั้นรัฐจึงไม่ต้องการเงินเล็กๆ น้อยๆ จากภาษี ได้ข่าวว่าบรรดานักกีฬาดังหลายคน ได้ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ดูไบแล้ว ดูไบต้องการเป็นแหล่งพักหลบภัยของภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับที่ยุโรปมีสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นพวกวัตถุนิยมนะคะ แนวทางเดียวกันนี้ นำมาใช้ในไทยก็คงไม่ได้ แต่สิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นคือ เมื่อมีแผนและแนวทาง (Road Map) เขาสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แผนของเรา ใช้เวลาเกิดเป็น 3-4 ทศวรรษ เช่น รถไฟฟ้า เริ่มในปี พ.ศ.2511 เสร็จในปี 2546 สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มในปี 2503 เสร็จในปี 2549 เป็นต้น คงต้องขอต่อในสัปดาห์หน้าว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ เหมือนตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2527 อย่างไร และขอเรียนเชิญแวะเยี่ยมบูธของ บลจ.กสิกรไทย ในงานมันนี่เอ็กซ์โป ระหว่าง 8-11 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะคะ ดิฉันจะเข้าร่วมการสัมมนา 2 รายการเกี่ยวกับการวางแผนการลงทุนในเย็นวันศุกร์ และจะไปช่วยจัดพอร์ตให้ดาราในช่วงบ่ายวันเสาร์ค่ะ โอกาสลงทุนในตะวันออกกลาง (2) Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ในสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้เขียนถึงความเปลี่ยนแปลง และความน่าสนใจของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa) หรือ เรียกย่อๆ ว่า "มีน่า" (MENA) สัปดาห์นี้จะขยายความเกี่ยวกับการลงทุนค่ะ นอกเหนือจากการลงทุนโดยตรงในธุรกิจขุดเจาะและสำรวจน้ำมันและก๊าซของ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตแล้ว ในเร็วๆ นี้นักลงทุนไทยจะสามารถลงทุนในตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้โดยผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ หรือ Foreign Investment Fund (FIF) การลงทุนในหุ้นภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายๆ ประเทศมีการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติ แต่ความที่ตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากนัก การลงทุนที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยเป็นปัญหา อย่างไรก็ดีในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พื้นที่ของประเทศในกลุ่ม "มีน่า" มีประมาณ 10.9 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากร 247 ล้านคน (เฉลี่ยประเทศละประมาณ 5 ล้านคน ยกเว้นอียิปต์ที่มีประชากร 72 ล้านคน) มีขนาดของเศรษฐกิจวัดโดย GDP เท่ากับ 1.53 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราการเติบโตของประชากรมีตั้งแต่ 1% จนถึง 11% ต่อปี การปกครองส่วนใหญ่เป็นระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐ ประชากรที่เติบโตไม่ได้มาจากการเกิดใหม่อย่างเดียวค่ะ แต่ประชากรที่เพิ่มมากที่สุด มาจากการอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศ ตามที่ดิฉันได้กล่าวถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาสร้างเมืองให้ธุรกิจย้ายมาหาเขา และดึงดูดด้วยวิธีไม่เก็บอัตราภาษีเงินได้ ตลาดหุ้นของภูมิภาคนี้มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ มีบริษัทจดทะเบียน 1,000 กว่าบริษัท แต่มีบริษัทที่มีแนวโน้มจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดอีกมากมาย เฉพาะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประเทศเดียวก็มีอีกกว่า 2,000 บริษัทแล้วค่ะ โดยมีบริษัทที่ดำเนินการโดยภาครัฐจะเข้าจดทะเบียนระดมทุนอีกมาก อัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จะสูงกว่าตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก หรือ Emerging Markets โดย อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) จะอยู่ที่ 21-26% ในขณะที่ราคาเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น หรือ P/E Ratio ของปี 2551 ที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า ที่สำคัญคือราคาหุ้นของภูมิภาคนี้ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นใหญ่ๆ ในโลก และแม้แต่ในแต่ละตลาดในภูมิภาคเดียวกันนี้ ก็ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากนัก จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนในหุ้นทุน ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน หุ้นที่มีซื้อขายอยู่ในตลาดต่างๆ มีอยู่กระจายหลายกลุ่มธุรกิจทั้งที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การขนส่งและโลจิสติกส์ การเงิน การเกษตร การบริการ ที่ดิฉันชอบก็คือ บริษัทในภูมิภาคนี้ไม่ได้ทำธุรกิจแต่เฉพาะในประเทศของตน แต่ขยายธุรกิจไปลงทุนในภูมิภาคด้วย เช่นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็จะพัฒนาทั้งอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ โมร็อกโก ซีเรีย จอร์แดน และขยายมาถึงอินเดียและปากีสถาน เป็นต้น เนื่องจาก เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก มาเป็นการสร้างเศรษฐกิจจากการบริการและการลงทุน จึงมีการเปลี่ยนแปลงและมีการลงทุนในเรื่องต่างๆ อย่างมาก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน ความต้องการบริโภคของประชากรก็เพิ่มสูงขึ้น ทั้งประชากรท้องถิ่นและประชากรที่อพยพมาทำงาน ส่วนนี้ค่ะที่ดิฉันเห็นว่าเหมือนไทยในช่วงปี 2525-2535 ในการปรับประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรน้อยลง และช่วงปี 2528-2536 ตลาดหุ้นไทยก็บูมสุดสุด ในปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ยังเป็นเศรษฐกิจที่ภาครัฐนำอยู่ แต่ในทศวรรษหน้า ภาคเอกชนอาจกลับมาเป็นผู้นำได้ นอกจากนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ประมาณกันว่ามีถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% ปีๆ หนึ่งก็มีรายได้เข้าประเทศถึง 2 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ต่อไปในอนาคต รายได้จากการลงทุนอาจนำมาใช้จ่ายได้ถึงครึ่งหนึ่งของรายจ่ายภาครัฐเลยทีเดียว ดังนั้นรัฐไม่ต้องเก็บภาษีก็มีรายได้ดี ทั้งจากน้ำมันและทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ค่าของเงินในภูมิภาคนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการยกเลิกการผูกค่าเงินกับดอลลาร์ ดังเช่นที่คูเวต ปรับไปใช้เป็นระบบตะกร้าเงินตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ความเสี่ยงของภูมิภาคนี้คือการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก ธนาคารเอชเอสบีซีคำนวณว่าระดับราคาน้ำมันที่จะทำให้รายได้รัฐบาลเกิดความขลุกขลักคือราคาต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล (ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่มองว่าราคาน้ำมันในระยะยาวน่าจะไม่ต่ำกว่า 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) นอกจากนี้ หากมีสงคราม หากสหรัฐอเมริกาบุกอิหร่าน ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศในแถบนี้ชะงักงันไปชั่วคราว อาจส่งผลกระทบถึงราคาหุ้นด้วยค่ะ
|