หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โอกาสลงทุนในตะวันออกกลาง

Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ในขณะที่อัตราการเติบโตของประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มชะลอตัวลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมถึงภูมิภาคเอเชียซึ่งได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย กลุ่มประเทศเดียวที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ สูงกว่าปีที่แล้ว คือกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa) หรือ เรียกย่อๆ ว่า "มีน่า" (MENA)

ในประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประมาณว่า ภูมิภาคตะวันออกกลาง จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.1% ในปี 2008 เทียบกับ 5.8% ในปี 2007 และแอฟริกาจะเติบโต 6.3% ในปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วที่เติบโต 6.2%

ในขณะที่ภูมิภาคเอเชีย ยังเป็นภูมิภาค ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด คือคาดว่า จะเติบโต 8.2% ในปี 2008 แต่เติบโตน้อยกว่าปีที่แล้วที่โตถึง 9.7%

ตะวันออกกลางมีอะไรน่าดึงดูด? ภาพของทุกคนที่มองตะวันออกกลางอาจจะมองในภาพของ แหล่งน้ำมัน ทะเลทราย และสงคราม แต่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนต้องล้างภาพ ออกจากความทรงจำอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ตะวันออกกลาง ยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 70% แก๊สธรรมชาติสำรอง 46% ของปริมาณสำรองโลก (ข้อมูลจาก The Oil and Gas Journal 1 มกราคม 2007)

หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายด้วยการขับเครื่องบินชนตึก และสถานที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ.2001 แล้ว คนตะวันออกกลาง ถูกตั้งข้อรังเกียจ และถูกกีดกันจากโลกตะวันตกมากมาย ตะวันออกกลาง ซึ่งมีเงินรายได้จากการขายน้ำมันลงทุนอยู่ทั่วโลกมากมาย และลงทุนจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็ทบทวนบทบาทการลงทุนของตน และสรุปว่า เห็นทีจะต้องนำเงินมาลงทุนในประเทศตัวเองบ้างแล้ว เพราะอนาคตอาจไม่แน่นอน แทนที่จะต้องเดินทางไปทำธุรกิจในต่างประเทศ ก็เปลี่ยนเป็นให้ธุรกิจย้ายมาทำในประเทศตนเอง และเงินที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลนั้น ควรจะนำมาลงทุนพัฒนาให้ประเทศของตนเองน่าอยู่

นอกจากนี้ยังมองว่า น้ำมันซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ก็จะหมดไปภายใน 40-50 ปี ตะวันออกกลางจึงไม่ต้องการพึ่งพาแหล่งรายได้แหล่งใหญ่แหล่งเดียว แต่ต้องการกระจายไปมีรายได้ประเภทอื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ การค้า การท่องเที่ยว และการบริการเพิ่มขึ้น

ประเทศหลักๆ ในภูมิภาคนี้ได้รวมตัวกันเป็น Gulf Cooperation Council (GCC) ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน กาตาร์ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว สูงถึง 55,300 ดอลลาร์ ในปี พ.ศ.2550

เมืองและรัฐแรกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาคือ ดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่านที่เคยไปดูไบเมื่อสิบปีที่แล้วและกลับไปอีกใน 1-2 ปีนี้จะทราบดีว่า เขาเปลี่ยนทะเลทรายเป็นเมือง ดิฉันขอนำรูปเปรียบเทียบถนนสายเดียวกันมาให้ดูค่ะ เห็นแล้วอุทานได้ว่า "Amazing Dubai"

วิธีดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาดำเนินการ คือ การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เขาสร้างถนน ขยายถนนไปเยอะมาก สร้างท่าเรือ ขยายสนามบิน สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และทำระบบประปา (จากน้ำทะเล) เรื่องไฟฟ้าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะประเทศเขามีน้ำมันเหลือเฟืออยู่แล้ว ตอนนี้กำลังเร่งสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนค่ะ ปลายปีหน้าก็คงจะเสร็จ มีการสร้างอาคารสำนักงานมากมาย และเชิญให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปอยู่ด้วยค่าเช่าที่ถูก และจะมีตึกสูงที่สุดในโลก ชื่อ เบิร์จ ดูไบ (BIRJ Dubai) จะสูงกว่า เอ็มไพร์สเตท ของสหรัฐ 2 เท่า เสร็จในปีหน้าเช่นกัน

นอกจากการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานแล้ว ยังดึงดูดด้วยภาษี ที่นั่นไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลค่ะ เพราะรัฐบาลมีรายได้จากน้ำมัน โดยบ่อน้ำมันเป็นของรัฐ ดังนั้นรัฐจึงไม่ต้องการเงินเล็กๆ น้อยๆ จากภาษี ได้ข่าวว่าบรรดานักกีฬาดังหลายคน ได้ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ดูไบแล้ว ดูไบต้องการเป็นแหล่งพักหลบภัยของภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับที่ยุโรปมีสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ

ดิฉันไม่ได้เป็นพวกวัตถุนิยมนะคะ แนวทางเดียวกันนี้ นำมาใช้ในไทยก็คงไม่ได้ แต่สิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นคือ เมื่อมีแผนและแนวทาง (Road Map) เขาสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แผนของเรา ใช้เวลาเกิดเป็น 3-4 ทศวรรษ เช่น รถไฟฟ้า เริ่มในปี พ.ศ.2511 เสร็จในปี 2546 สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มในปี 2503 เสร็จในปี 2549 เป็นต้น

คงต้องขอต่อในสัปดาห์หน้าว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ เหมือนตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2527 อย่างไร และขอเรียนเชิญแวะเยี่ยมบูธของ บลจ.กสิกรไทย ในงานมันนี่เอ็กซ์โป ระหว่าง 8-11 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะคะ ดิฉันจะเข้าร่วมการสัมมนา 2 รายการเกี่ยวกับการวางแผนการลงทุนในเย็นวันศุกร์ และจะไปช่วยจัดพอร์ตให้ดาราในช่วงบ่ายวันเสาร์ค่ะ


โอกาสลงทุนในตะวันออกกลาง (2)

Money Pro : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ในสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้เขียนถึงความเปลี่ยนแปลง และความน่าสนใจของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (Middle East and North Africa) หรือ เรียกย่อๆ ว่า "มีน่า" (MENA) สัปดาห์นี้จะขยายความเกี่ยวกับการลงทุนค่ะ

นอกเหนือจากการลงทุนโดยตรงในธุรกิจขุดเจาะและสำรวจน้ำมันและก๊าซของ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตแล้ว ในเร็วๆ นี้นักลงทุนไทยจะสามารถลงทุนในตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้โดยผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ หรือ Foreign Investment Fund (FIF)

การลงทุนในหุ้นภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายๆ ประเทศมีการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติ แต่ความที่ตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากนัก การลงทุนที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยเป็นปัญหา อย่างไรก็ดีในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

พื้นที่ของประเทศในกลุ่ม "มีน่า" มีประมาณ 10.9 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากร 247 ล้านคน (เฉลี่ยประเทศละประมาณ 5 ล้านคน ยกเว้นอียิปต์ที่มีประชากร 72 ล้านคน) มีขนาดของเศรษฐกิจวัดโดย GDP เท่ากับ 1.53 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราการเติบโตของประชากรมีตั้งแต่ 1% จนถึง 11% ต่อปี การปกครองส่วนใหญ่เป็นระบอบกษัตริย์และสาธารณรัฐ

ประชากรที่เติบโตไม่ได้มาจากการเกิดใหม่อย่างเดียวค่ะ แต่ประชากรที่เพิ่มมากที่สุด มาจากการอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศ ตามที่ดิฉันได้กล่าวถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาสร้างเมืองให้ธุรกิจย้ายมาหาเขา และดึงดูดด้วยวิธีไม่เก็บอัตราภาษีเงินได้

ตลาดหุ้นของภูมิภาคนี้มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ มีบริษัทจดทะเบียน 1,000 กว่าบริษัท แต่มีบริษัทที่มีแนวโน้มจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดอีกมากมาย เฉพาะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประเทศเดียวก็มีอีกกว่า 2,000 บริษัทแล้วค่ะ โดยมีบริษัทที่ดำเนินการโดยภาครัฐจะเข้าจดทะเบียนระดมทุนอีกมาก

อัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จะสูงกว่าตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก หรือ Emerging Markets โดย อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) จะอยู่ที่ 21-26% ในขณะที่ราคาเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น หรือ P/E Ratio ของปี 2551 ที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า ที่สำคัญคือราคาหุ้นของภูมิภาคนี้ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นใหญ่ๆ ในโลก และแม้แต่ในแต่ละตลาดในภูมิภาคเดียวกันนี้ ก็ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากนัก จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนในหุ้นทุน ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน

หุ้นที่มีซื้อขายอยู่ในตลาดต่างๆ มีอยู่กระจายหลายกลุ่มธุรกิจทั้งที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การขนส่งและโลจิสติกส์ การเงิน การเกษตร การบริการ ที่ดิฉันชอบก็คือ บริษัทในภูมิภาคนี้ไม่ได้ทำธุรกิจแต่เฉพาะในประเทศของตน แต่ขยายธุรกิจไปลงทุนในภูมิภาคด้วย เช่นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็จะพัฒนาทั้งอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ โมร็อกโก ซีเรีย จอร์แดน และขยายมาถึงอินเดียและปากีสถาน เป็นต้น

เนื่องจาก เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก มาเป็นการสร้างเศรษฐกิจจากการบริการและการลงทุน จึงมีการเปลี่ยนแปลงและมีการลงทุนในเรื่องต่างๆ อย่างมาก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน ความต้องการบริโภคของประชากรก็เพิ่มสูงขึ้น ทั้งประชากรท้องถิ่นและประชากรที่อพยพมาทำงาน ส่วนนี้ค่ะที่ดิฉันเห็นว่าเหมือนไทยในช่วงปี 2525-2535 ในการปรับประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรน้อยลง และช่วงปี 2528-2536 ตลาดหุ้นไทยก็บูมสุดสุด

ในปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ยังเป็นเศรษฐกิจที่ภาครัฐนำอยู่ แต่ในทศวรรษหน้า ภาคเอกชนอาจกลับมาเป็นผู้นำได้ นอกจากนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ประมาณกันว่ามีถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% ปีๆ หนึ่งก็มีรายได้เข้าประเทศถึง 2 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ต่อไปในอนาคต รายได้จากการลงทุนอาจนำมาใช้จ่ายได้ถึงครึ่งหนึ่งของรายจ่ายภาครัฐเลยทีเดียว ดังนั้นรัฐไม่ต้องเก็บภาษีก็มีรายได้ดี ทั้งจากน้ำมันและทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ค่าของเงินในภูมิภาคนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการยกเลิกการผูกค่าเงินกับดอลลาร์ ดังเช่นที่คูเวต ปรับไปใช้เป็นระบบตะกร้าเงินตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ความเสี่ยงของภูมิภาคนี้คือการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก ธนาคารเอชเอสบีซีคำนวณว่าระดับราคาน้ำมันที่จะทำให้รายได้รัฐบาลเกิดความขลุกขลักคือราคาต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล (ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่มองว่าราคาน้ำมันในระยะยาวน่าจะไม่ต่ำกว่า 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)

นอกจากนี้ หากมีสงคราม หากสหรัฐอเมริกาบุกอิหร่าน ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศในแถบนี้ชะงักงันไปชั่วคราว อาจส่งผลกระทบถึงราคาหุ้นด้วยค่ะ