หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แหล่งผลิตน้ำมันใหม่ของซาอุดีอาระเบีย

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เราพูดถึงอุปสงค์ หรือความต้องการใช้น้ำมันกันมามาก ในสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงการที่ธนาคาร Deutsche วิเคราะห์ว่า หากมองจากมุมของผู้บริโภคนั้นสามารถประเมินได้ว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นสามารถรองรับน้ำมันได้ถึงราคา 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอีกด้านหนึ่งเราจึงควรดูว่าฝ่ายผู้ผลิตจะสามารถตอบสนองราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมากได้เพียงใด

ปัจจุบันความต้องการน้ำมันของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่ เพราะประเทศกำลังพัฒนา (โดยเฉพาะจีน อินเดีย และรัสเซีย) ที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นปีละ 10% ประเทศเหล่านี้ กำลังเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจ ต้องใช้น้ำมันในจำนวนที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชากรก็ทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมัน เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) ประเมินว่าความต้องการน้ำมันของโลก จะเพิ่มขึ้นจาก 87 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้มาเป็น 99 ล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 7 ปีข้างหน้า (ปี ค.ศ.2015)

ความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิตน้ำมันของโลก อาทิเช่น การนัดหยุดงานของผู้ผลิตน้ำมันที่ประเทศสกอตแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้การผลิตน้ำมัน 700,000 บาร์เรลต่อวันต้องหยุดชะงักลง ซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบมาก เพราะปริมาณดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.79% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่ก็ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นถึง 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 2.5% กล่าวคือ ปริมาณการผลิตลดลง 1% ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 3% ทั้งนี้ IEA ประเมินว่ากำลังการผลิตส่วนเกินของโอเปคนั้นมีอยู่ประมาณ 2.5-3.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน สำหรับกำลังการผลิตส่วนเกินของประเทศผู้ผลิตที่อยู่นอกโอเปคนั้นมีอยู่น้อยมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก คือประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผลิตน้ำมันวันละเกือบ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยอ้างอิงว่ามีกำลังการผลิตประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ก็เคยบอกว่า จะสามารถผลิตน้ำมันได้วันละ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ไม่น่าสูงเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อย่างไรก็ดี ประเทศโอเปคยืนยันเสมอมาว่าได้ผลิตน้ำมันออกมาเพียงพอกับความต้องการที่แท้จริงแล้ว ดังนั้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมันจึงเป็นผลมาจากการเก็งกำไรของกองทุนประกันความเสี่ยง (Hedge Funds) และกองทุนประเภทต่างๆ ที่โยกเงินออกมาจากการลงทุนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะขณะนี้ หุ้นมีความเสี่ยงสูง

การที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้เชื่อได้ว่าการเก็งกำไรไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมัน อยู่ที่ระดับสูงอย่างยืดเยื้อ จึงน่าจะเป็นเหตุผลสืบเนื่องมาจากอุปสงค์ที่แท้จริงและอุปสรรคจากการเพิ่มการผลิตมากกว่า ซึ่งในด้านอุปทานน้ำมันนั้นประเทศผู้ผลิตจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก และอีกประเทศหนึ่งซึ่งผลิตน้ำมันสูงถึง 9.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว คือรัสเซีย โดยทั้ง 2 ประเทศนี้ผลิตน้ำมันมากถึง 22.5% ของการผลิตทั้งหมด

ข่าวร้ายก็คือ ประเทศรัสเซีย นั้น เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าผลิตน้ำมันถึงจุดสูงสุดแล้วในปี 2007 และมีความเป็นไปได้สูงว่า รัสเซียจะผลิตน้ำมันได้ในปริมาณที่ลดลงไปเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไปด้วยเหตุผลดังนี้ คือ

1. จำนวนน้ำมันดิบสำรอง (proven crude oil reserve) ของรัสเซียมีอยู่เพียง 6.6% ของน้ำมันดิบสำรองทั้งหมดของโลก บ่อน้ำมันปัจจุบันก็เป็นบ่อน้ำมันที่ถูกใช้มานานหลายปี จนอิ่มตัวแล้ว (mature)

2. ความต้องการใช้น้ำมัน ของรัสเซีย กำลังขยายตัวในอัตราสูงถึง 10% ต่อปี จึงจะทำให้รัสเซียมีน้ำมันเหลือเพื่อส่งออกลดลง (อย่างไรก็ดี รัสเซียยังมีก๊าซที่สำคัญที่สุดของทวีปยุโรป)

3.ระบบภาษี ของรัสเซียไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน เพื่อสำรวจหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และขยายการผลิต เพราะรัฐบาลจะกำหนดให้ผู้ผลิตน้ำมันได้ผลตอบแทนที่เกือบคงที่เท่ากับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเกินจากนั้นเป็นส่วนที่ต้องเสียภาษีให้กับภาครัฐทั้งหมด

ส่วน ซาอุดีอาระเบีย นั้น มีน้ำมันดิบสำรองมากถึง 22% ของน้ำมันดิบสำรองทั้งหมดของโลก แต่จากการรายงานเชิงวิเคราะห์ของ Asian Wall Street Journal เมื่อ 23 เมษายนที่ผ่านมาสรุปได้ว่า ซาอุดีอาระเบียนั้นปัจจุบันพึ่งพาการสูบน้ำมันจากหลุมน้ำมัน Ghawar มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1948 หรือ 60 ปีมาแล้ว โดยน้ำมันจาก Ghawar เพียงหลุมเดียวสามารถผลิตได้สูงถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเท่ากับ 6% ของการผลิตน้ำมันของโลกทั้งหมด แต่เป็นที่เข้าใจว่า ซาอุดีอาระเบีย จะไม่สามารถเพิ่มการผลิตจากหลุม Ghawar ได้อีก

ดังนั้น ซาอุดีอาระเบียจึงได้ลงทุนเพื่อพัฒนาหลุมน้ำมันใหม่ๆ อาทิเช่น Khursaniya ซึ่งน่าจะสามารถเริ่มการผลิตที่ระดับ 500,000 บาร์เรลต่อวันได้ภายในปลายปีนี้ และ Manifa ซึ่งน่าจะผลิตน้ำมันได้อีก 900,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ปี 2011 แต่แหล่งน้ำมันใหม่ที่นักวิเคราะห์กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ หลุมที่ Khurais ซึ่งจะเพิ่มการผลิตถึง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ปีหน้า (2009) เป็นต้นไป

หลุม Khurais นั้น ถือได้ว่าอาจจะเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่หลุมสุดท้ายของโลก แต่มิใช่จะสามารถสูบน้ำมันออกมาได้โดยง่าย โดยบริษัทน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย คือ Aromco ต้องเสียเงินลงทุน เพื่อพัฒนา Khurais มากถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 473,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพราะ Khurais นั้นแม้จะมีน้ำมันอยู่มาก แต่แหล่งน้ำมันกระจายตัวออกไปในพื้นที่ที่กว้างขวาง และน้ำมันไม่ไหลออกมาจากใต้ดินโดยง่าย เพราะแรงอัดจากหลุมค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น การจะดันให้น้ำมันไหลขึ้นมา จึงต้องลงทุนสร้างท่อน้ำเพื่อนำเอาน้ำทะเลจากอ่าวเปอร์เซียมากรองเกลือออก และส่งต่อไปที่หลุม Khurais กว่า 100 กิโลเมตร และปั๊มลงไปในหลุมน้ำมันเพื่อดันน้ำมันดิบขึ้นมา ทั้งนี้ จะต้องสร้างหลุมเพื่ออัดน้ำทะเลลงไป เพื่อดันน้ำมันดิบขึ้นมากว่า 100 หลุม เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ของ Khurais ซึ่งคำนวณว่ามีขนาดใหญ่ถึง 7,000 ตารางกิโลเมตร การใช้น้ำทะเลดันน้ำมันขึ้นมานั้น ต้องคำนวณอย่างระมัดระวัง เพราะหากคำนวณพลาดน้ำมันดิบก็จะไม่ถูกดันออกมา หรืออาจท่วมหลุมน้ำมันด้วยน้ำ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างสูงก็ได้

เมื่อรัสเซียไม่น่าจะสามารถเพิ่มการผลิตได้ (และการผลิตอาจลดลงอีกด้วย) นอกจากนั้นเวเนซุเอลา เม็กซิโก และทะเลเหนือก็ไม่น่าจะสามารถเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบได้เช่นกัน ทั้งโลกจึงต้องจับตาดูว่า Aramco จะประสบความสำเร็จกับ Khurais หรือไม่ ตลอดจนการผลิตที่คาดหวังเอาไว้กับหลุม Khursaniya และ Manifa ซึ่งรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับปริมาณการผลิตน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นอีก 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2001 ครับ