|
||||||||||||||
|
350 ppm:
เส้นอันตรายของมนุษยชาติ
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11010 ต่อคำถามที่ว่าภัยจากภาวะโลกร้อนปัจจุบันจวนตัวมนุษยชาติแค่ไหน? มีการประเมินที่น่าร้อนใจต่างกันไปบ้างดังนี้: - สหภาพยุโรปเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วต้องหาทางป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เพิ่มสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 2 องศาเซลเชียส มิฉะนั้นก็ไม่อาจประกันความปลอดภัยของมนุษยชาติต่อไป เพื่อการนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชั้นนำบางคนเตือนว่าหากแม้นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สะสมในชั้นบรรยากาศโลก จนเข้มข้นเกิน 400 ppm (parts per million หรือ 400 ส่วนต่อล้านส่วน) ไปแล้ว ก็หวังได้ยากที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว (คริส แอ็บบอต, พอล โรเจอร์ส และ จอห์น สโลโบดา, เผชิญภัยคุกคามโลก: ศตวรรษที่ 21 กับความมั่นคงที่ยั่งยืน, สุนทรี เกียรติประจักษ์, แปล, 2550, น.20-21) ปรากฏว่าการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้อยู่ที่ 383 ppm แล้ว และเพิ่มขึ้นราว 1.5 ppm ต่อปี (Karine Le Lo?t, "L"avenir de la Terre en trois chiffres", Plan?te Terra website, accessed 17 April 2008, www.planete-terra.fr/ article579.html) ถ้าการประเมินข้างต้นถูกต้อง นั่นก็หมายความว่ามนุษยชาติเรามีเวลาเหลืออีก 12 ปีถึง ค.ศ.2020 หรือ พ.ศ.2563 ก่อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสะสมในชั้นบรรยากาศโลกจนทะลุ 400 ppm และทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก สูงขึ้นกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 2 องศาเซลเชียส และพวกเราทั้งหลายต้องมีอันเป็นไปรวมหมู่! ทว่าก็มีผู้ประเมินต่างออกไป โดยเฉพาะ Dr.James Hansen ผู้อำนวยการ Goddard Institute for Space Studies และยอดนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศแห่งองค์การ NASA ของอเมริกาที่นิตยสาร Time ยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขามองภาวะโลกร้อนในแง่ร้ายกว่า IPCC กับขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ จึงทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีบุชผู้ลูกพยายามปิดปากเขาไม่ให้แสดงความเห็นเรื่องโลกร้อนต่อสาธารณชนเรื่อยมา (ดู James Hansen, et al, "Climate change and trace gases", Philosophical Transactions of the Royal Society, 365 (2007), 1925-1954; และ Mark Bowen, Censoring Science: Inside the Political Attack on Dr.James Hansen and the Truth of Global Warming, 2008) ตามการประเมินของ ดร.ฮันเส็น ในบทความวิชาการที่นำเสนอต่อที่ประชุม American Geophysical Union ในนครซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สามารถปล่อยใส่ชั้นบรรยากาศ โดยไม่ก่อความเสียหายแก่โลก ชนิดที่มิอาจแก้ไขกู้คืนให้กลับดีดังเดิมได้อยู่ที่ 350 ppm ต่างหาก, ไม่ใช่ 400 ppm! ทั้งนี้ เพราะจากข้อมูลภูมิอากาศยุคดึกดำบรรพ์ที่เขาเก็บรวบรวมมาได้นั้น หนสุดท้ายที่โลก ร้อนขึ้น 2 หรือ 3 องศาเซลเชียส - ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นหากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกขึ้นถึง 450 ppm - ปรากฏว่าระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นนับสิบๆ เมตรทีเดียว (Bill McKibben, "Remember This: 350 Parts Per Million", Washington Post, 28 December 2007) นั่นแปลว่าขืนปล่อยให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเกินระดับ 350 ppm ไป โลกจะทำลายตัวเอง! แต่เมื่อดูตัวเลขล่าสุดตอนนี้ที่ขึ้นเลยไปถึง 383 ppm ดร.ฮันเส็นจึงฟันธงว่า: - "บัดนี้เรามาถึงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่อันตรายแล้ว" (Rita Farrell, "Earth in crisis, warns NASA"s top climate scientist", AFP, 7 April 2008) และนำมาสู่การเปิดฉากเคลื่อนไหวรณรงค์ของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่ง เรียกร้องให้ชาวโลก เปลี่ยนแบบแผนพฤติกรรมการบริโภคพลังงาน และชีวิตเศรษฐกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง จนมันกลับมาเหลือ 350 ppm ผ่านเว็บไซต์ www.350.org/4/ ดังโปสการ์ดนี้ ถึงกระนั้น จนป่านนี้ ภัยพิบัติทางนิเวศวิทยาในขอบเขตทั้งโลกที่หวั่นวิตกกันยิ่งขึ้นก็หาได้ดึงประเทศต่างๆ ให้มาทำโครงการป้องกันร่วมกันได้ไม่ ฝ่ายทุนซึ่งสามัคคีกันต่อต้านฝ่ายแรงงาน ยังคงแตกแยกกันเบื้องหน้าภัยธรรมชาติ โดยรัฐบาลและบรรษัทธุรกิจเอกชนทั้งหลายต่างพยายามผลักภาระในการกอบกู้ธรรมชาติไปใส่กันและกัน แม้ว่าโดยหลักการแล้ว ในที่สุดตรรกะของปฏิบัติการร่วมกันน่าจะเข้าครองและระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ น่าจะปรับตัวรับมือปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น, การตัดไม้ทำลายป่า, การขาดแคลนน้ำ, โรคระบาดทั่วใหม่ๆ ฯลฯ ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีหลักประกันเลยว่ามันจะทำได้ทันท่วงทีภายในเวลาที่จำเป็น การที่รัฐบาลและบรรษัทเอกชนทั้งหลาย ยังมัวทะเลาะเบาะแว้งเกี่ยงกันแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดโลก อาจทำให้ระบบทุนนิยมตลาดเสรี เสียศูนย์ถึงแก่ล้มคว่ำคะมำลงก็เป็นได้ ดังที่ Walden Bello นักวิเคราะห์อาวุโสแห่งโครงการ Focus on the Global South สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า: - "ชนชั้นนำของซีกโลกฝ่ายเหนือกับซีกโลกฝ่ายใต้ไม่น่าจะตกลงหามาตรการรับมือ (การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ที่กว้างขวางครอบคลุมแบบนั้นได้ ไกลที่สุดที่พวกเขาน่าจะไปถึงคือพึ่งทางแก้ด้านเทคโนโลยี และระบบจำกัดยอด-ซื้อขายปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบอิงตลาด ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล่วงละเมิดมิได้ เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมโลก... "ในระบบสังคมและเศรษฐกิจที่จะถูกบรรจงสร้างขึ้นแบบรวมหมู่นั้น ผมคาดการณ์ว่าคงจะมีที่ทางให้ตลาดอยู่ อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือแล้วมันจะมีที่ทางให้ทุนนิยมหรือเปล่า? ทุนนิยมในฐานะระบบการผลิต, การบริโภคและการกระจายจะเอาตัวรอดจากการท้าทายให้ต้องหาทางแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิผลได้หรือไม่?" (Walden Bello, "Will capitalism survive climate change?", Bangkok Post, 29 March 2008) ขณะที่ประธานาธิบดีอีวา โมราเลสแห่งโบลิเวีย ฟันธงในที่ประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กับชนพื้นเมืองแห่งสหประชาชาติเลยทีเดียวว่า: - "เราจะกอบกู้โลกไว้ได้ก็แต่โดยการล้มล้างทุนนิยมเท่านั้น ทุนนิยมก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วซึ่งสร้างความฉิบหายวายป่วงแก่ทรัพยากรธรรมชาติ" ("Bolivian president criticises use of biofuels", Radio Netherlands Worldwide, 22 April 2008) และโดยไม่ใช้คำว่า "ทุนนิยม" ตรงๆ Lester Brown ผู้ก่อตั้ง, ประธานและนักวิจัยอาวุโสแห่ง Earth Policy Institute (วอชิงตัน ดี.ซี., สหรัฐอเมริกา) ที่ได้รับยกย่องเป็นครูแห่งขบวนการสิ่งแวดล้อมโลก ก็ได้สรุปฟันธงถึงสภาพปัญหาและภารกิจเบื้องหน้าของชาวโลกไว้กระชับชัดเจนในหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ Plan B 3.0: Mobilizing to Save Civilization (ค.ศ. 2008) ของเขาว่า: - "กล่าวสำหรับด้านเศรษฐกิจ บัดนี้จีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในแง่การบริโภคทรัพยากรพื้นฐานส่วนใหญ่ไปแล้ว คาดว่าถึงปี ค.ศ.2030 เมื่อรายได้ต่อหัวของคนจีนจะเท่าทันคนอเมริกันทุกวันนี้ จีนจะบริโภคกระดาษเป็นสองเท่าของที่โลกผลิตได้ในปัจจุบัน หากแม้นในปี ค.ศ.2030 ประชากรจีน 1.46 พันล้านคนมีรถยนต์ 3 คันทุกๆ 4 คนแบบที่คนอเมริกันมี จีนจะมีรถยนต์ถึง 1.1 พันล้านคัน และจะบริโภคน้ำมัน 98 ล้านถังต่อวัน ซึ่สูงกว่าที่โลกผลิตได้ปัจจุบันไปอักโข "แบบจำลองเศรษฐกิจของตะวันตก - อันได้แก่เศรษฐกิจใช้แล้วทิ้งที่อาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพื้นฐานและมีรถยนต์เป็นศูนย์กลาง - จะใช้ไม่ได้สำหรับจีน และถ้ามันใช้ไม่ได้สำหรับจีนแล้ว มันก็จะใช้ไม่ได้สำหรับอินเดียหรือคนอีก 3 พันล้านคน ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังฝันแบบอเมริกันด้วยเหมือนกัน และในเศรษฐกิจโลก ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวกันขึ้นทุกทีซึ่งพวกเราล้วนพึ่งพาธัญพืช น้ำมันและเหล็กกล้าแหล่งเดียวกันนั้น มันก็ย่อมจะใช้ไม่ได้สำหรับประเทศอุตสาหกรรมเช่นกัน "สิ่งท้าทายคนรุ่นเราคือการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ อันเป็นเศรษฐกิจที่อาศัยพลังงานจากแหล่งที่เกิดต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ ที่มีระบบการขนส่งอันหลากหลายยิ่ง และที่นำทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาใช้และแปรใช้ใหม่ อีกทั้งจะต้องสร้างเศรษฐกิจที่ว่าด้วยความรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วย" หน้า 6
|