|
||||||||||||||
|
กระบวนทัศน์เก่า
กระบวนทัศน์ใหม่
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว คอลัมน์นี้อ้างถึง จอร์จ โซรอส ว่า เป็นหนึ่งในบรรดาห้าผู้บริหารกองทุนเก็งกำไร ซึ่งทำรายได้จากการเก็งกำไรได้คนละ กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว บทความนั้นอ้างด้วยว่า จอร์จ โซรอส เป็นนักปรัชญาซึ่งนำทฤษฎีของเขาเองมาประยุกต์ใช้ และเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม ผู้ที่ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดอาจทราบแล้วว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคมที่จะมาถึงนี้ หนังสือเล่มที่ 10 ของเขาจะออกวางตลาด ชื่อของหนังสือได้แก่ The New Paradigm for Financial Markets : The Crisis of 2008 and What It Means ซึ่งคงแปลตรงๆ ว่า "กระบวนทัศน์ใหม่สำหรับตลาดการเงิน : วิกฤติปี 2008 และความหมาย" ณ วันนี้ ผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเร่งด่วนอาจหาซื้อฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้ทางอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ที่ต้องการรู้เพียงแนวคิดหลักๆ อาจค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต หรืออาจฟังการสัมภาษณ์จอร์จ โซรอส เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาในเวบไซต์ของเขาชื่อ www.georgesoros.com ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น จอร์จ โซรอส เริ่มต้นด้วยการสรุปกรอบของหนังสือเล่มใหม่ของเขาว่า ต้นตอของปัญหา ซึ่งนำไปสู่วิกฤติการเงินในขณะนี้มีที่มาจากกระบวนทัศน์ หรือฐานความคิดที่ผิด นั่นคือ การคิดว่าโดยธรรมชาติตลาดการเงิน มีกลไกในตัวของมันเอง เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในแง่ที่มันจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล หลังจากถูกรบกวนให้เบี่ยงเบนไป สิ่งที่ทำให้มันเบี่ยงเบนออกจากความสมดุลเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และจะไม่สามารถทำให้ตลาดขาดสมดุลอย่างร้ายแรงได้เป็นเวลานาน ความคิดนี้มีผลทำให้ผู้มีหน้าที่ดูแลตลาดการเงินงดใช้มาตรการสำหรับป้องกันภาวะขาดสมดุลอย่างร้ายแรง จอร์จ โซรอส เสนอให้ใช้กระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งอยู่ในกรอบของทฤษฎีสะท้อนกลับไปกลับมาโดยต้องคิดว่า ตลาดการเงินเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ความคิดและการกระทำของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์ทางสังคม เนื่องจากมนุษย์เราไม่เข้าใจสภาวะรอบด้านอย่างสมบูรณ์ การตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ ลงไปมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดโดยความจงใจ และการกระทำทั้งหลายมักเสริมกันและกัน จนทำให้ตลาดการเงินขาดสมดุลอย่างร้ายแรงเป็นเวลานาน หากไม่ถูกป้องกันด้วยมาตรการที่เหมาะสม ตามรายงานทางอินเทอร์เน็ต จอร์จ โซรอส เปิดหนังสือเล่มใหม่ของเขา ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "เรากำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุด ตั้งแต่ครั้งเศรษฐกิจโลกตกต่ำแสนสาหัสเมื่อ 75 ปีที่แล้ว" ผู้ติดตามอ่านหนังสือและแนวคิดของเขาคงทราบแล้ว ว่า เขาทำนายไว้นานแล้วว่า ปัญหาร้ายแรงจะเกิดขึ้นในตลาดการเงินของโลก ทั้งนี้ เพราะโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ตลาดการเงินเชื่อมต่อกันทั่วโลก จนเป็นตลาดเดียวกัน แต่ประเทศต่างๆ ยังแยกกันบริหารจัดการตลาดการเงินของตนเอง และเขาได้เปล่งประโยคทำนองนี้ออกมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปัญหาตลาดการเงินเริ่มส่อเค้าว่าจะร้ายแรง คงเพราะเขาอ่านสถานการณ์ได้แม่นยำ การเก็งกำไรจึงทำรายได้ให้เขาถึง 2,900 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว นอกจากตลาดการเงินแล้ว ตอนนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานและวิกฤติอาหาร วิกฤติเหล่านี้ย่อมเปิดโอกาสให้จอร์จ โซรอส ทำกำไรได้อีกอย่างแน่นอน บางคนจึงอาจถามว่าเขาจะกอบโกยต่อไปทำไม ในเมื่ออายุก็ปาเข้าไป 78 ปีแล้ว คำถามนี้ผู้ที่ติดตามเรื่องราวของเขาอาจตอบว่า เขาใช้ทรัพย์สินส่วนใหญ่หมดไปกับการกุศล และการสนับสนุนการบ่มเพาะการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเทศที่เคยถูกระบบคอมมิวนิสต์และเผด็จการครอบงำ ผู้ที่อ่านภาษาอังกฤษได้อาจเข้าไปดูเวบไซต์ ซึ่งกล่าวถึงไว้ข้างต้น หรืออาจค้นดูนิตยสารต่างๆ อาทิเช่น Business Week ซึ่งมักเสนอการบริจาคทรัพย์สิน เพื่อการกุศลของมหาเศรษฐีอเมริกัน ผู้ที่ติดตามเรื่องราวของจอร์จ โซรอส อาจทราบแล้วว่าเขาต่างกับมหาเศรษฐีเป็นส่วนใหญ่ในแง่ที่ไม่ใช้เงินเพื่อบำเรอตัวเอง เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เข้าสถานเริงรมย์ ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่รับประทานอาหารราคาแพง ไม่มีเครื่องบินส่วนตัว ไม่มีเรือยอชท์ ไม่สะสมภาพวาดหรือรถยนต์ราคาแพง ไม่เดินทางด้วยที่นั่งชั้นหนึ่งในเครื่องบินโดยสาร ชอบพักแรมตามมหาวิทยาลัย ไม่นิยมให้ใครไปโค้งคำนับต้อนรับเมื่อเขาไปถึง มักใช้รถประจำทาง จ้างแท็กซี่ หรือไม่ก็ใช้สองเท้าเดินเอาเอง เขาพักผ่อนด้วยการเล่นเทนนิส ซึ่งเขาชอบเป็นชีวิตจิตใจ กิจการเก็งกำไรทำให้จอร์จ โซรอส ถูกตราว่าเป็นทุนสามานย์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้สนับสนุนอย่างเงียบๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด ได้แก่ การเก็งกำไรในค่าเงินปอนด์ของอังกฤษเมื่อปี 2535 ตอนนั้นรัฐบาลอังกฤษไม่ยอมลดค่าเงินปอนด์ ทั้งที่ภาวะตลาดบ่งอย่างแจ้งชัดว่า ค่าของมันควรต่ำกว่าค่าที่ทางรัฐบาลตั้งไว้ ความแตกต่างนั้นทำให้นักธุรกิจอังกฤษ ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะราคาสินค้าอังกฤษแพงกว่าสินค้าของประเทศอื่น ซึ่งค่าเงินสะท้อนภาวะตลาดเสรีที่แท้จริง การเก็งกำไรของจอร์จ โซรอส และนักเก็งกำไรในตอนนั้น ได้แก่ การโจมตีค่าเงินปอนด์อย่างเข้มข้น จนทำให้รัฐบาลอังกฤษพ่ายแพ้และยอมลดค่าเงินปอนด์ นักเก็งกำไรจึงได้รับการสนับสนุนอย่างเงียบๆ จากนักธุรกิจส่งออกของอังกฤษ จอร์จ โซรอส ทำกำไรได้ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนพ่อค้าอังกฤษทำได้มากกว่านั้น หลังเงินปอนด์ลดค่าลง ข้อมูลที่เล่ามานี้ อาจชี้ว่า จอร์จ โซรอส เป็นได้ทั้งทุนจำพวกมีเมตตาและทุนจำพวกสามานย์ การจะมองอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้มองจะใช้กระบวนทัศน์ไหนเป็นกรอบ ความแตกต่างระหว่างจอร์จ โซรอส กับเศรษฐีใหม่ และนักการเมืองไทยหลากหลายคน ซึ่งร่ำรวยจากการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เมื่อตอนก่อนวิกฤติปี 2540 และจากการโจมตีค่าเงินบาทในปีนั้นคือ เศรษฐีและนักการเมืองไทยหลายคนเป็นทุนสามานย์เพียงสถานเดียว เพราะพวกเขานิยมความหรูหราฟุ้งเฟ้อ ซึ่งจะเห็นได้จากการเปิดไวน์ขวดละแสนบาทอวดกัน นัดรับประทานหูฉลามบ่อยๆ ถอยรถราคานับสิบล้านบาทออกมาอวดนักข่าว และหิ้วกระเป๋าพร้อมกับผูกนาฬิการาคาเป็นแสนเป็นล้านบาท แต่นั่นก็ยังไม่สามานย์เท่าการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง สร้างภาพ พูดเท็จ แทรกแซงสื่อ ระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ฉ้อฉลและมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยจนการเมืองไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติดังที่เห็นอยู่ คนไทยจะใช้กระบวนทัศน์ไหนเพื่อตัดสินใจยกมือไหว้หรือหันหลังให้คนเหล่านี้ ย่อมมีผลใหญ่หลวงต่ออนาคตของประเทศชาติ
|