หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรก บอกอะไร?

พลวัตเศรษฐกิจ : อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ของไทยจะขยายตัวดี และมีโอกาสอยู่ที่ระดับ 6% เมื่อเทียบระยะเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ฐานปีที่แล้ว ในช่วงไตรมาสแรกปีที่แล้วก็ค่อนข้างต่ำ

หลังไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุนดีขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจการลงทุนกับต่างประเทศก็ดีขึ้น เงินช่วยเหลือ เงินกู้ทั้งหลายก็เดินหน้าต่อได้ การเจรจาการค้าก็เดินหน้าได้ตามปกติ

สำรวจดูเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกโดยรวมขยายตัวได้ดี อุปสงค์ในประเทศมีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้การนำเข้าเร่งตัว ขณะที่การส่งออกชะลอตัวลงทำให้ดุลการค้าขาดดุล 109 ล้านดอลลาร์ ในด้านอุปทาน ทั้งผลผลิตและราคาพืชผลขยายตัวดี ส่งผลให้กำลังซื้อในภาคเกษตรขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ที่ขยายตัวในเกณฑ์สูง

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น แต่สถานะของเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมกับสัดส่วนหนี้สินต่างประเทศระยะสั้นต่อเงินทุนสำรองลดลงตามลำดับ เสถียรภาพเศรษฐกิจต่างประเทศ จึงอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

การผลิตหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานยนต์ขยายตัวดีตามอุปสงค์ภายในและภายนอกที่ยังเติบโตมาก พร้อมกับการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่หมวดอิเล็กทรอนิกส์มีอัตราการชะลอตัว สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 78.1 แต่เมื่อปรับฤดูกาลแล้วลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของผลผลิตที่ชะลอลง

จากตัวเลขเศรษฐกิจของแบงก์ชาติเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ปรากฏว่าในไตรมาสแรกของปี 2551 ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 12.9 สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 76.3 อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ยที่ระดับดังกล่าว จะส่งผลทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มได้ในบางอุตสาหกรรม สอดคล้องกับสัญญาณของการฟื้นตัวของดัชนีการลงทุนภาคเอกชน

ส่วนการบริโภคช่วงไตรมาสแรก ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 7.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากเครื่องชี้ทุกตัวที่ขยายตัวในอัตราที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะดัชนีหมวดยานยนต์ แต่แนวโน้มนี้อาจไม่ดีขึ้นมากนักในช่วงไตรมาสสองและช่วงที่เหลือของปี การจัดเก็บภาษีและรายได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการขยายตัวของการบริโภคการลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

การเติบโตของรายได้ของรัฐบาล จะยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แต่การลงทุนต้องเกิดขึ้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ฉะนั้นมีความจำเป็นต้องก่อหนี้และการทำงบขาดดุล

การยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นโดย ธปท.เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับหลายสกุลเงิน ไม่เฉพาะดอลลาร์ ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ปรับสูงขึ้นจากระดับ 78.94 ในเดือนกุมภาพันธ์มาอยู่ที่ระดับ 79.9 ในเดือนมีนาคม การขาดดุลการค้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังคงเป็นปัจจัยช่วยให้เงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากนัก

สรุปเศรษฐกิจไตรมาสหนึ่งอาจเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดสำหรับปีนี้ หากมีวิกฤตการณ์ทางการเมือง ช่วงที่เหลือของปี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจคงลดต่ำลงอย่างแน่นอน

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอาจพลิกกลับเมื่อสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันในช่วงสองปีที่ผ่านมา ช่วยกันสุมไฟแห่งความขัดแย้ง ให้โหมกระพือขึ้นมาอีก ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจึงกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสสอง และครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งหนึ่ง มีความไม่แน่นอนอยู่ ทั้งคดียุบพรรค ทั้งประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคดีของ คตส. ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาในศาล

รวมทั้งความพยายามสร้างเงื่อนไข เพื่อให้เกิดการยึดอำนาจครั้งใหม่โดยดึง "ฟ้าลงต่ำ" ลำพังการที่นายซากิบ เคลิล ประธานโอเปค ออกมาพยากรณ์ ว่า น้ำมันดิบอาจแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า ก็เป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจมากพออยู่แล้ว

แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะลากเอาเศรษฐกิจให้ตกต่ำลงเร็วกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ก็ปรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีมาอยู่ที่ 5.5% ตรงกับการคาดการณ์ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตที่ได้เผยแพร่ไปเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และผมมองว่าอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสขึ้นไปทะลุระดับ 6% ได้ในไตรมาสสอง จริงๆ แล้ว วันแรงงานปีนี้ เราควรให้ของขวัญผู้ใช้แรงงาน โดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ เพราะไม่เช่นนั้น ปัญหาสังคม ปัญหาการเมือง จะติดตามมาอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ครับ