หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทางเลือกในการบริหาร Sovereign Wealth Fund ของไทย

Just an Idea : ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ FSA@FPO.GO.TH  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ประเด็นที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง คือประเด็นการบริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จน ณ 18 เมษายน มีจำนวนถึง 109,417 ล้านUSD โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 31 ในขณะที่ฐานะการซื้อขายล่วงหน้า มีจำนวน 21,138 ล้านUSD ทำให้ยอดรวมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิมีค่าถึง 1.3 แสนล้านUSD สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเกินดุลการค้า เงินทุนไหลเข้า และการแทรกแซงค่าเงินเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่สิ้นปี 2548 ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นถึงร้อยละ 25

การมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่มากในเวลาที่รวดเร็ว ก็เป็นปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประกอบไปด้วยเงินตราต่างประเทศในสกุลที่มีแนวโน้มด้อยค่าลง

ตัวชี้วัดระดับความพอเพียงของสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศไทย (ดังตาราง) ทุกตัวชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากเพียงพอ และมีส่วนเกินที่จะคิดนำเอาบางส่วนไปบริหารจัดการในเชิงรุก เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว

การบริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในอนาคต จึงควรเน้นการลงทุนในเชิงรุกมากขึ้น โดยมีการแบ่งเงินทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เน้นสภาพคล่องและความปลอดภัยของการลงทุนเป็นหลัก (Liquidity Tranch) ซึ่งเน้นการลงทุนแบบดั้งเดิมในตราสารการเงินและสินทรัพย์ต่างประเทศที่มีระยะสั้นๆ และมีความมั่นคงสูงในเชิง Passive Management และ 2.ส่วนที่เน้นการลงทุนทางเลือกและผลตอบแทนระยะยาว (Investment Tranch) โดยเป็นการลงทุนในลักษณะ Active Management ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น กองทุนประเภทต่างๆ (Fund of Fund, Mutual fund, Hedge Fund) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนโดยตรงในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity)โดยไม่เน้นผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ต้องเห็นผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ในต่างประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะที่มีอิสระ เพื่อแก้ไขปัญหาและใช้ประโยชน์ จากการมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เช่น กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Soverign Wealth Fund-SWF) ขึ้นมาบริหารจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในลักษณะที่ 2 ที่กล่าวมาดังข้างต้น เช่น จีน สิงคโปร์ เกาหลี คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนอร์เวย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง คือ ประเทศเกาหลี ซึ่งจัดตั้งบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ Korea Investment Corporation (KIC) ขึ้นมาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 โดยมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 ล้านวอน ชำระแล้ว 100,000 ล้านวอน จากกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน โดยระยะแรกได้รับมอบอำนาจให้บริหารสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 670,000 ล้านบาท) ทั้งนี้ เกาหลีมีสิทธิที่จะเรียกทรัพย์สินที่ให้ KIC ไปบริหาร กลับคืนมาในกรณีฉุกเฉิน รูปแบบของ KIC โดย KIC ยังสามารถบริหารจัดการเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐบาลอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการกำกับดูแล Steering Committee กำหนดนโยบายและทิศทางโดยรวม และประเมินผลการทำงานของ KIC ด้วย

รายการนี้กระทรวงการคลังจะจัดสัมมนาเรื่อง "ทางเลือกในการบริหาร Sovereign Wealth Fund ของประเทศไทยในอนาคต- Sovereign Wealth Fund : International Experiences and Option for Thailand" ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพมหานคร โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในการจัดตั้ง และบริหารกองทุน SWF ในประเทศต่างๆ เช่น จีน เกาหลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และผู้บริหารระดับสูงของ HSBC มาให้ความรู้และประสบการณ์กับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นบทเรียนและแนวทาง ในการปรับปรุงการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยให้ดีขึ้น และกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต

หัวข้อที่จะบรรยายในช่วงเช้าประกอบไปด้วย 1. ภาพรวมและแนวโน้มของ SWF ในโลก 2.กรณีศึกษาการจัดตั้ง SWF ของประเทศจีน 3. ประสบการณ์ของการจัดตั้ง SWF ของประเทศเกาหลี 4.รูปแบบความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง SWF ในประเทศไทย

สำหรับในช่วงบ่ายประกอบไปด้วย 1.เกณฑ์ในการกำกับดูแลที่เหมาะสม 2.บทเรียนจากกลยุทธ์การลงทุนของ SWF ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA) 3."External Fund Managers; Selecting/Benchmarking Considerations" 4."Investing in Private Equity"

การสัมมนาครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กองทุน กบข.กองทุนประกันสังคม บริษัทจัดการการลงทุน และกองทุนรวมในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทประกันภัย