หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
น้ำมันแพง ของแพง : มุมมองจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

คอลัมน์ นอกรอบ โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3997 (3197)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตอนนี้ ไปไหนมาไหนก็มีแต่ผู้คนบ่นเรื่องข้าวของราคาแพง ทำไมหรือครับ ก็สาเหตุหลักประการหนึ่ง ก็มาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องล่ะครับ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันโดยทางตรง ผ่านค่าเดินทางที่แพงขึ้น หรือค่าเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการผลิตที่แพงขึ้นแล้ว ยังส่งผล ทางอ้อมให้ข้าวของอย่างอื่นพลอยแพง ไปด้วยดังที่เห็นๆ กันอยู่ครับ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ก็คงเห็นจะเป็น ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะราคาข้าวที่เคยตกต่ำ ก็กลับ แพงขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้น และนอกจากราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นแล้ว ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ราคาสูงขึ้นยังผลักดันสินค้าอื่นๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้นด้วยครับ

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตจากผลิตภัณฑ์ของน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่แพงขึ้นด้วย และเนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรม พื้นฐานที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งอุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมสิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ก่อสร้าง ฯลฯ ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้นจึงส่งผลต่อสินค้าอื่น ที่เกี่ยวเนื่องดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แหละครับ (ดูตารางประกอบ)

โดยหลักการแล้ว ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี มีลักษณะเป็น Homogenous Goods กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีประเภทหนึ่งๆ ไม่ว่าจะผลิตจากแหล่งภายในประเทศ หรือต่างประเทศก็จะแทบไม่มีความแตกต่างกันในผลิตภัณฑ์ เราจะซื้อผลิตภัณฑ์นั้นจากที่ไหนก็ได้ ผู้ผลิตจะขายได้หรือไม่ได้ก็จะแข่งกันที่ราคากันเป็นส่วนใหญ่ครับ นั่นหมายความว่า ตามภาษาเศรษฐศาสตร์แล้วผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้จะเล่นบทบาทเป็นผู้ตามด้านราคา (price taker) คือ ตนไม่มีอำนาจในการกำหนดราคา แต่อย่างใด ราคาในตลาดเขาเป็นอย่างไรกัน ตนก็ต้องขายตามราคานั้นไป

สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยทั่วไปของประเทศไทย แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศมากกว่าเพื่อการส่งออก เพราะดูจากโครงสร้างแล้วเป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ มากกว่า ร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตรวมก็ตาม แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีลักษณะเป็น homogenous goods ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็เลยทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของไทย จะต้องผันแปรตามราคาในตลาดโลกครับ

วันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์กันดูถึงผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมัน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งมีต้นทุนสำคัญคือน้ำมันนะครับ ด้วยความที่เรามีพื้นที่พูดคุยกันในคอลัมน์นี้จำกัด ผมขอเลือกวิเคราะห์ โพรพิลีน และเบนซีน (ไม่ใช่น้ำมันเบนซินนะครับ) ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มโอลิฟิน และอะโรเมติก ตามลำดับ โดยผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ตั้งต้น ที่สำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกและ เคมีภัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งโพรพิลีนจะนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น กระป๋องน้ำ หรือวัสดุอุปกรณ์พลาสติกต่างๆ ที่เราใช้ กันอยู่ และเบนซีนจะนำไปผลิตพลาสติกสำหรับงานวิศวกรรม ที่ต้องการพลาสติกคุณภาพสูงกว่าอีกต่อหนึ่งครับ

จากการศึกษาโดยใช้ข้อมูลรายไตรมาสตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2536 ถึงปีไตรมาส 4 ปี 2550 รวม 60 ไตรมาสพบว่า ราคาโพรพิลีน และเบนซีน ในตลาดโลกผันแปรตามราคาน้ำมัน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่าง ประเทศจีน และประเทศอินเดีย อย่างมีนัยโดยพบว่า ราคาน้ำมันดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิตทั้งเบนซีน และ โพรพิลีนอย่างมีนัย ถ้าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1% แม้ราคาเบนซีนจะเพิ่มไม่มากในระดับ 0.316% แต่ราคาโพรพิลีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่เราใช้กันโดยตรงเพิ่มขึ้นถึง 0.56% ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูสิครับ ว่าราคาน้ำมันดิบช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65.5% (ราคาน้ำมันดิบดูไบ มี.ค.51 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตรงนี้จะทำให้ราคาเบนซีน และโพรพิลีน ซึ่งเอาไปทำเมล็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นั่นแหละครับ ต้นทุนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าไม่ทำให้เขากำไรน้อยลงหรือขาดทุน ก็อาจทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นจากการผลักภาระของผู้ผลิตมายังผู้บริโภคแทนครับ

นอกจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญของเบนซีน และโพรพิลีนจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แล้ว จึงทำให้ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงขึ้นตาม (cost-push inflation แล้ว) ความต้องการการใช้พลาสติกในตลาดโลก ทั้งประเทศใหญ่ และประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงยังเป็นตัวดึงให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีราคาสูงขึ้นด้วย (demand-pull inflation)

สำหรับเบนซีนแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลต่อราคาเบนซีนเพิ่มขึ้นราว 0.034% ใน ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน และประเทศอินเดีย (หลังปี ค.ศ.2000) ที่เพิ่มขึ้น 1% จะผลักดันให้ราคาเบนซีนเพิ่มขึ้น 0.036% และ 0.024% ตามลำดับ ซึ่งทำนองเดียวกับโพรพิลีน ที่มีราคาแปรผันตามเศรษฐกิจโลกเหมือนกันครับ พบว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่เช่นสหรัฐ และญี่ปุ่น 1% จะส่งผลต่อ ราคาโพรพิลีนเพิ่มขึ้น 0.058% และ 0.027% ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มาแรงเช่น จีนกับอินเดีย 1% จะผลักดันราคาโพรพิลีนเพิ่มขึ้น 0.057% และ 0.025%

ถ้าพูดให้ท่านผู้อ่านเข้าใจง่ายๆ นะครับว่า ต่อให้ราคาน้ำมันไม่มีการปรับตัวสูงขึ้นเลย เฉพาะการขยายตัวของประเทศหลักๆ ดังกล่าวข้างต้นเพียงแค่ 1% ในแต่ละประเทศก็จะทำให้ราคาเบนซีนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1% และราคาโพรพิลีนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.17% แล้วล่ะครับ (ซึ่งนับว่า ยังไม่น่ากังวลมากเมื่อเทียบกับปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งจะผลักดันให้ราคาสูงขึ้น cost-push inflation ครับ)

คราวนี้ลองมาดูเงินเฟ้อที่ผ่านมาบ้างนะครับ ตอนที่ผมเขียนคอลัมน์นี้อยู่ ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่มีคือ ตัวเลขของเดือน มี.ค. 2551 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.3% โดยราคาสินค้า มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในเกือบ ทุกรายการ ได้แก่ หมวดอาหารและ เครื่องดื่มที่ระดับราคาเพิ่มขึ้น 7.8% โดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ (+27.7%) เป็ดไก่ (+18.7%) ไข่ (+13.9%) หมวดพาหนะ การขนส่งและสื่อสารที่ระดับราคาเพิ่มขึ้น 8.8% โดยเฉพาะยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง (+15.9%) แต่ยังดีครับ ที่ยังมีหมวดเคหะสถาน และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งมีสัดส่วน ในการคำนวณเงินเฟ้อสูงถึง 23.9% และ 22.0% ที่มีอัตราเงินเฟ้อในหมวดนี้ +0.0 % และ -0.4% ตามลำดับเป็นตัวดึงไว้ไม่ให้เงินเฟ้อสูงมากนัก แต่หากเมื่อพิจารณา แนวโน้มราคาสินค้าปิโตรเคมีที่จะปรับตัวขึ้นไม่มีที่สิ้นสุดตามราคาน้ำมันที่ได้กล่าวไว้ ข้างต้นก็น่ากลัวครับ น่ากลัวว่าเงินเฟ้อในหมวดที่เคยดึงอัตราเงินเฟ้อมิให้สูงขึ้น โดยเฉพาะหมวดเคหะสถาน ซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็น ต้นทุนการผลิต (เช่น สิ่งทอสำหรับใช้ในบ้าน หรือสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด) จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นไปอีก

ตรงนี้เรายังไม่ได้รวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในสายอัลเคน (Alkane) ซึ่งเป็นสาร ตั้งต้นของก๊าซสังเคราะห์ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอมโมเนียที่ใช้ในการทำปุ๋ยเคมีนะครับ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมส่งผล ต่อต้นทุนในการผลิตอัลเคนและจะส่งผล ต่อราคาปุ๋ยที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นไปอีกจากปัญหาราคาน้ำมัน ทั้งทางตรง และทางอ้อม (ตามตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) คงจะเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องประสบไปอีกอย่างต่อเนื่องในระยะยาวครับ

หน้า 37