|
||||||||||||||
|
คนงาน คือ
ฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้ง
มุมมองบ้านสามย่าน : ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เมื่อแรกได้ฟังคำบรรยายเรื่อง ระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ ของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง เรารู้สึกประทับใจ และเห็นภาพชัดเจนทีเดียวว่า นอกจาก "เมือง" สัญลักษณ์แห่งความเจริญเติบโตของระบบทุนนิยม การบริโภคที่มุ่งเป้าสู่ความทันสมัยแล้ว สังคมไทยยังมีส่วนคู่ขนานที่ภาครัฐเรียกว่า "ชนบท" ซึ่งถือเป็นส่วนล้าหลัง ด้อยพัฒนา ส่งผลให้รัฐต้องเร่งรัดพัฒนาชนบทขนานใหญ่ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งนักวิชาการสายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจบอกว่า ชนบทคือแหล่งสั่งสมความรู้ อุดมด้วยความเจริญทางจิตวิญญาณ และอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่นำพาสังคมไทยไปสู่สันติสุข ทั้งหมดนี้ ถูกนำมาอธิบายผ่านสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นชุมชน" หรือ "(หมู่) บ้าน" หลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาสู่ความทันสมัยของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ทำให้ภาคชนบทไทยล่มสลาย เกษตรกรจำนวนมากอพยพออกจากไร่นาในชนบท เข้ามาขายแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมในภาคเมือง เฉกเช่นเดียวกับพัฒนาการของระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตามพัฒนาการของทุนนิยมตะวันตก ผู้คนที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมือง คือ คนที่หลุดออกจากภาคชนบทอย่างแท้จริง ไม่สามารถหันหลังกลับไปทำการเกษตร (เพราะไร้ที่ดิน ไร้ราก ไร้ความสัมพันธ์กับผู้คนในชนบท) ทำให้ต้องมุ่งหน้าแสวงหาชีวิตใหม่ในเมือง มองตามทฤษฎีมาร์กซิสม์ คนในเมืองมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เรียกว่า "นายทุน" คนเหล่านี้มีการรวมตัวเป็นสมาคมวิชาชีพ สร้างกฎระเบียบทางสังคมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน อีกกลุ่มหนึ่ง คือผู้ไร้ปัจจัยการผลิต เรียกว่า "ผู้ขายแรงงาน" หรือ "คนงาน" ยุคสมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม การกดขี่ขูดรีดแรงงาน ทำให้คนงานมีการรวมตัวต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม นับครั้งไม่ถ้วน พ่ายแพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่ท้ายที่สุด ทุกภาคส่วนในสังคมตะวันตก ก็ยอมรับบทบาทขององค์กรแรงงาน การรวมตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนงานผ่านหน่วยหรือองค์กรพื้นฐานที่สุดของแรงงาน ที่เรียกว่า "สหภาพแรงงาน" จึงเป็นปรากฏการณ์ปกติในสังคมตะวันตกปัจจุบัน แถมยังมีสหพันธ์แรงงานและพรรคแรงงาน เป็นองค์กรสนับสนุนส่งเสริม และรักษาผลประโยชน์ ไม่เฉพาะแรงงานในประเทศตนเอง แต่ยังหมายรวมถึงการเชื่อมโยงและช่วยเหลือพี่น้องคนงานในต่างประเทศด้วย สังคมตะวันตกยอมรับการเกิดขึ้น และพัฒนาขององค์กรแรงงานอย่างกว้างขวาง พร้อมๆ กัน ทุนนิยมตะวันตกก็สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ ที่พูดมาเสียยืดยาวก็เพราะมีพี่น้องคนงานหลายคนเล่าให้ฟังถึงทัศนะของข้าราชการบางท่าน และนายจ้างบางคน ที่เข้าใจผิดคิดว่า "การก่อตั้งสหภาพแรงงาน คือการบ่อนทำลายบรรยากาศการลงทุน" ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ประเทศทุนนิยมตะวันตกก็น่าจะล่มสลายไปตั้งนานแล้ว แต่...ความจริงนั้นสำคัญไฉน ถึงที่สุดแล้วมายาคติได้ชี้นำการตัดสินใจของนายจ้างและข้าราชการเหล่านั้น ทำให้ในกระบวนการต่อสู้เรียกร้องและการก่อตั้งสหภาพแรงงานของขบวนการแรงงานไทยในรอบ 30 ปี ไปไม่ถึงไหน ลูกจ้างมากกว่าร้อยละ 90 ไม่สมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง เราเคยทำวิจัยเกี่ยวกับแรงงานมาระยะหนึ่ง ก่อนจะไปศึกษาเรื่องชุมชน ทำให้ค้นพบว่า ทั้งคนในชนบท คนในสลัม และคนงาน ล้วนมีรากมาจากที่เดียวกัน คือ "หมู่บ้านหรือชุมชน" ขณะที่คนในสลัมจำนวนมากอพยพเคลื่อนย้ายออกจากชุมชนแบบถาวร คนงานส่วนใหญ่กลับอพยพเคลื่อนย้ายออกจากชุมชนแบบชั่วคราว หรืออย่างน้อยก็ยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุมชน ทั้งโดยการส่งเงินกลับบ้าน การติดต่อส่งข้าวปลาอาหาร การไปๆ มาๆ ระหว่างอาชีพในเมืองกับในชนบท หรือความหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านในชนบท ฯลฯ เมื่อความหวังและความฝันยังฝังรากอยู่กับหมู่บ้านในชนบท ประกอบกับอิทธิพลของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ที่เป็นโครงครอบใหญ่ของสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมชนบท ส่งผลให้คนงานส่วนใหญ่ ไม่ใคร่ใส่ใจกับการต่อสู้ร่วมกับพี่น้องที่อยู่ร่วมกันในเมือง แถมคนงานจำนวนไม่น้อยยังถือว่านายจ้างคือ "ผู้มีพระคุณ" การที่นายจ้างหยิบยื่นงาน เงินเดือน สวัสดิการ ล้วนถือเป็นพระคุณที่ต้องทดแทน ไม่สมควรอย่างยิ่งที่คนงานจะทำอะไรที่จะทำให้นายจ้างเดือดร้อนกังวลใจ ต่างจากผู้คนในสลัมที่มุ่งมั่นต่อสู้ให้ได้สิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในการเลือกตั้ง และเมื่อได้เลขบ้าน ได้สิทธิในการเลือกผู้แทน เหล่าคนในสลัมก็สามารถเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากภาครัฐผ่านผู้แทนทางการเมืองของตน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนระดับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ ไม่เว้นแม้แต่การต่อสู้จนได้รับเงินจากกองทุนหมู่บ้าน (เงินล้าน) ในฐานะที่เป็น "ชุมชนเมือง" แล้วทำไมคนงานที่อาศัยอยู่รวมกันจำนวนมากในย่านอุตสาหกรรม นิคม/เขตอุตสาหกรรม ถึงไม่ได้เงินสนับสนุนเหล่านั้น แม้คนงานจะมีจำนวนมาก และอยู่อาศัยกันแบบหนาแน่น แต่ย่านที่อยู่อาศัยของคนงานก็มิได้ถูกเรียกขานว่า "ชุมชน" เนื่องจากคนงานไม่ได้ย้ายถิ่นที่อยู่มาตามตัวตน (พวกเขายังคงต้องกลับไปเลือกตั้งที่บ้านในชนบท) การอยู่เหมือนไม่อยู่ ด้านหนึ่งทำให้รัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณมาดูแลคนงานอย่างทั่วถึง อีกด้านหนึ่งการไม่เป็นฐานเสียงทางการเมือง (เพราะไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ทำงาน) ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นและผู้แทนราษฎรไม่ใคร่สนใจความต้องการ หรือสวัสดิการของคนงาน อันที่จริงปัญหาเกี่ยวกับคนงานไทยยังมีอีกหลายประเด็นหลายมิติ แต่ในวาระวันแรงงานแห่งชาติที่เวียนมาอีกครั้งในปีนี้ เราคิดว่าสิ่งที่สังคมไทยควรคิดริเริ่มในเวลานี้คือ "การย้ายชื่อที่อยู่ของคนงานมาขึ้นทะเบียนตามสถานที่ทำงาน" เฉกเช่นเดียวกับทหารที่ย้ายไปอยู่ไหนต้องย้ายทะเบียนบ้านไปที่นั่น หลังจากนั้น ฝ่ายการเมืองจะเริ่มฟังฐานเสียงสำคัญ คือคนงาน เพราะถ้าใครอยู่ในหัวจิตหัวใจของคนงานแล้ว คนผู้นั้นจะได้เป็นตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนอย่างถาวร สามัคคีคือพลัง ขอผองพี่น้องคนงานจงร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิในการเลือกตั้ง ตามเขตที่พำนักอาศัยได้สำเร็จในเร็ววัน แล้วเรื่องอื่นๆ จะตามมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
|