หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทำไมราคาข้าวจึงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร  กรุงเทพธุรกิจ   วันพฤหัสบดีที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นับตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา คนไทยประสบกับความเดือดร้อนของการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวสาร จึงขอพูดถึงทิศทางแนวโน้มของราคาข้าว สำหรับผลผลิตข้าวของประเทศไทยนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประมาณการว่าประเทศไทยสามารถผลิตข้าวเปลือกได้ถึง 29-30 ล้านตัน โดยความต้องการบริโภคภายในประเทศเพียง 15-17 ล้านตัน เหลือเป็นการส่งออก จำนวน 13-14 ล้านตัน ดังนั้น ปริมาณข้าวสำหรับการบริโภคไม่ควรที่ขาดแคลน แต่ประเด็น ก็คือ ดูเหมือนว่าข้าวสารที่จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าได้หายไป ซึ่งจะเกิดจากปัจจัยการบริหารจัดการที่ทำให้มีการกักตุนสินค้า เพื่อเก็งกำไรว่าราคาข้าวจะสูงขึ้นไปอีก

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวของไทยปรับตัวสูงขึ้นมีหลายประการ นับตั้งแต่ราคาน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตข้าวของไทย โดยนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การไถพรวนดิน สูบน้ำ ฉีดพ่นยา เก็บเกี่ยว และการขนส่ง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตให้เพิ่มขึ้น ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการทำข้าวนาปี เฉลี่ย 12 ลิตรต่อไร่ แต่ถ้าเป็นข้าวนาปรังมีการใช้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง มากกว่าอยู่ที่ประมาณ 17 ลิตรต่อไร่ ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันอยู่ที่ 30 บาท ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% เทียบกับปี 2550 อีกทั้งราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนในการขนส่งก็ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามราคาน้ำมัน ปุ๋ยที่ใช้ในบ้านเรามีส่วนผสมจากปิโตรเคมี ซึ่งราคาปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนในการผลิตข้าว สังเกตจากราคาปุ๋ยที่มีส่วนผสมของไนโตรเจน มีราคาปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบ ตามรูปข้างล่าง

นอกจากประเด็นในเรื่องต้นทุนการผลิตของชาวนาที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ความต้องการข้าวของไทยเกือบทุกชนิดในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น ข้าวหอมมะลิมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นผลมาจากความต้องการของต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพยุโรปที่ยกเลิกการนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกา เพราะข้าวจากสหรัฐอเมริกา เป็นข้าวที่เกิดจากการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) อีกทั้งประเทศหลักๆ ในเอเชีย อาทิเช่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย นำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเพิ่มมากขึ้น

ส่วนข้าวเหนียวในปี 2551 มีราคาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวปกติไทยผลิตเพื่อบริโภคภายใน และใช้ในอุตสาหกรรมแป้งจึงเหลือส่งออกน้อย แต่ตั้งแต่ปลายปี 2549 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2551 จีนมีความต้องการนำเข้าข้าวเหนียวมากขึ้น เนื่องจากจีนนำเข้าเพื่อใช้ผลิตซอส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนม เพื่อเตรียมรับเทศกาลโอลิมปิกที่จะมีขึ้นในปี 2551 ประกอบกับผลผลิตในประเทศจึงมีน้อย ส่งผลให้ราคาข้าวเหนียวในประเทศสูงขึ้นมาก

นอกเหนือจากความต้องการข้าวของไทยในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น คู่แข่งทางการค้าข้าวของไทยคือ เวียดนาม (ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก) ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น มีการปรับลดการส่งออกข้าวในปี 2551 อินเดีย (อันดับ 3) ประสบปัญหาเงินเฟ้อเช่นเดียวกับเวียดนามมีการจำกัดการส่งออก

และสุดท้าย สหรัฐอเมริกา (อันดับ 4) ส่งออกข้าวน้อยลง เนื่องจากหันไปปลูกพืชพลังงานทดแทนแทนการปลูกข้าว ที่ให้ราคาดีกว่า และนอกจากนี้ ในหลายๆ ประเทศเริ่มมีนโยบายจำกัดหรือระงับการส่งออกข้าว เพื่อป้องกันการขาดแคลนข้าว ทำให้ราคาข้าวส่งออกมีราคาสูงตันละเกินกว่า 1,000 ดอลลาร์

จากปัจจัยในข้างต้นความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกยังคงสูง เนื่องจากคู่แข่งการค้าข้าวของไทยมีการจำกัด หรือลดปริมาณการส่งออก อีกทั้งต้นทุนในการผลิตข้าวของเราก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยต่างๆ ดังนั้น แนวโน้มราคาข้าวของเรายังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับธัญพืชอาหาร ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าวสาลี