หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ใครได้ใครเสียจากวิกฤติน้ำมันแพง

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ทิวากร ณ กรุงเทพฯ Divakorn@hotmail.com  (แทน)  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

น้ำมันแพง เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนทั้งประเทศ เป็นต้นกำเนิดของปัญหาสารพัดทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมถึงความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของเดือน พ.ค.ที่ 7.6% นับว่าสูงที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ขึ้นกันอย่างไม่หยุดหย่อน เงินเฟ้อขณะนี้ จึงนับเป็นสัญญาณอันตราย ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของชาติโดยตรง

ใครได้ใครเสียจากวิกฤติน้ำมันแพง จึงนับเป็นคำถามยอดฮิตในปัจจุบัน ที่บริษัทน้ำมันไทยๆ มักตอบว่าเป็นผลของกลุ่มโอเปค ที่ขึ้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ผู้ค้าน้ำมันไทยก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยการลดค่าการตลาดของปั๊มค้าปลีกจนขาดทุนแล้ว แต่สิ่งที่หายไปจากคำชี้แจงนี้ก็คือ กำไรในส่วนของการกลั่นที่ไม่เคยถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่ามีรายละเอียดอย่างไร โดยตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกำไรของการกลั่นน้ำมันมี 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้ คือ 1) ราคาน้ำมันดิบ 2) เทคโนโลยีของโรงกลั่น 3) ค่าเงินบาท และ 4) ค่าการกลั่น

สำหรับราคาน้ำมันดิบนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าได้ไต่ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นเหตุผลเดียวที่ถูกบริษัทน้ำมันไทย นำมากล่าวอ้างได้อย่างสะดวกปากในการขึ้นราคา แต่ในความเป็นจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจ อันได้แก่ ชนิดของน้ำมันดิบซึ่งมีความแตกต่างกันของราคาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ Light Sweet ที่มีราคาแพง และ Heavy Sour ที่มีราคาถูกกว่า โรงกลั่นไทยนำเข้าน้ำมันดิบประเภท Heavy Sour ซึ่งมาจากตะวันออกกลางถึงกว่า 75% ที่เหลือจึงเป็นน้ำมันดิบ Light Sweet เพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ น้ำมันดิบที่เราใช้กันอยู่ยังมาจากสัมปทานราคาถูกบนแผ่นดินไทยอีก 21% ดังนั้น ต้นทุนน้ำมันดิบของธุรกิจพลังงานไทยจึงถูกกว่าหลายประเทศ นอกจากนี้โรงกลั่นในไทย เช่น ไทยออยล์ ยังมีเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถกลั่นน้ำมันดิบคุณภาพต่ำ ที่มีราคาถูกให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงได้ตามความต้องการของตลาด

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของค่าเงิน ก็น่าสนใจไม่น้อย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินในหลายประเทศได้แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นค่าเงินที่ใช้ในการซื้อขายน้ำมันดิบ สำหรับค่าเงินบาท ก็แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 28% มาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งน่าจะส่งผลในเชิงบวกต่อการนำเข้าน้ำมันดิบได้ถูกลง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลต่อราคาในประเทศน้อยมาก ดังนั้นปัญหาน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นกับคนไทย ปัญหาหลักจึงน่าจะเกิดจากต้นทุนแฝงที่อยู่ในโครงสร้างธุรกิจน้ำมันไทยเอง โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่มักถูกเปิดเผยอย่างครึ่งๆกลางๆ วันนี้เราคงจะต้องมาเจาะลึกถึงค่าการกลั่น ว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำมันแพงหรือไม่

ช่วงก่อนปี 2539 โรงกลั่นไทยมีกำลังการกลั่นไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมัน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมผู้กำกับนโยบายพลังงาน จึงให้อิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น กับตลาดแห่งนี้ จึงเป็นการอิงกับต้นทุนการนำเข้าโดยตรง ซึ่งฟังแล้วก็มีเหตุผลดี

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในปัจจุบันประเทศไทยหมดความจำเป็นในการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์แล้ว เนื่องจากหลังปี 2539 โรงกลั่นไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันสูงขึ้นอยู่ในระดับล้นเกิน โดยไทยจะต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปมากว่า 11 ปีแล้ว แต่โรงกลั่นไทยก็ยังใช้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิงในการขายน้ำมันในประเทศมาโดยตลอด ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นนี้ปราศจากความเกี่ยวข้องกับต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น และที่สำคัญราคาส่งออกให้ต่างชาติ ก็ถูกกว่าราคาที่ขายให้คนไทยอยู่มากโข  ซึ่งราคานำเข้าและส่งออกจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1.กรณีนำเข้า ในอดีตที่ไทยนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยต้นทุนการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป จะคำนวณจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ บวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการขนส่งสิงคโปร์-กรุงเทพฯ อันได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันความเสียหาย ค่าปรับปรุงคุณภาพให้ตรงกับมาตรฐานของไทย และค่าโสหุ้ยอื่นๆ รวมแล้วจะตกอยู่ในราว 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะแตกต่างกันตามชนิดของน้ำมัน

2.กรณีส่งออก ตั้งแต่ปี 2539 โรงกลั่นไทยมีกำลังการกลั่นมากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกิน ไปขายยังต่างประเทศ โดยราคาขายจะคำนวณจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ หักด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการส่งออก ทั้งนี้เพื่อให้น้ำมันที่ขายเมื่อมีการขนส่งจริงจะมีราคารวมเท่ากับราคาที่ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาที่โรงกลั่นไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้

ธุรกรรมทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันที่การบวกเข้า หรือหักออกของค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการขนส่งระหว่างประเทศ ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบันที่ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นกว่าล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ 700,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้ไทยต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว เรายังควรใช้ราคานำเข้าในการตั้งราคาขายหน้าโรงกลั่นต่อไปอีกหรือไม่

จากหนังสือชี้ชวนของโรงกลั่นที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า โรงกลั่นจะกำหนดราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศด้วยราคาเทียบเท่าราคานำเข้า (Import Parity) ราคาขายในประเทศ = ราคาสิงคโปร์ + ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ (ที่ไม่เกิดขึ้นจริง) และส่งออกด้วยราคาเทียบเท่าราคาส่งออก (Export Parity) ราคาขายต่างประเทศ = ราคาสิงคโปร์-ค่าใช้จ่ายในการส่งออกน้ำมันไปสิงคโปร์

ตัวอย่างการกำหนดราคา (ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขายในประเทศไทย ส่งออก

ราคาอ้างอิง : เบนซิน 95 หน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ 113 113

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขนส่งระหว่างประเทศ +5 -5

จำนวนเงินที่โรงกลั่นไทยได้รับ 118 108

จากตัวอย่างจะพบประเด็นที่สำคัญดังนี้

1.ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปให้คนในประเทศหน้าโรงกลั่น ไทยได้รวมเอาต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงคือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย (ค่าขนส่ง+ค่าประกันความเสียหาย+ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน+ค่าโสหุ้ยอื่นๆ) เข้าไปด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยหากเห็นโรงกลั่นเหล่านี้มีกำไรกันอ้วนท้วนกว่าโรงกลั่นในต่างประเทศ การกำหนดราคาน้ำมันที่ขายภายในประเทศตามราคา Import Parity นี้จึงเป็นประเด็นที่น่าคิดว่า เป็นสิ่งที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ ยิ่งไปกว่านี้ การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นนี้ ยังใช้กับน้ำมันดิบที่มาจากแหล่งในประเทศไทยเองอีกด้วย?

2.จำนวนเงินที่โรงกลั่นไทยได้รับจากคนไทยต่อ 1 ลิตรนั้น สูงกว่าที่โรงกลั่นไทยได้รับจากคนต่างชาติ ดังนั้นจึงเป็นแรงจูงใจให้โรงกลั่นต้องการขายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศให้มากที่สุด ซึ่งก็น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันของโรงกลั่นและทำให้ราคาขายในประเทศลดลงไปใกล้ราคาส่งออก Export Parity ได้ ซึ่งจะลดลงแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันของโรงกลั่นนั่นเอง

แต่ปัจจุบันธุรกิจโรงกลั่นส่วนใหญ่ได้ตกอยู่ในมือผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่รายเดียว โดยมีอำนาจในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เหนือกำลังการกลั่นกว่า 80% ของประเทศ มีผลให้กลไกตลาดของธุรกิจการกลั่นน้ำมันไทย กลายเป็นมายาคติภายใต้การควบคุมของบริษัทพลังงาน ผู้บริโภคจึงต้องจำยอมจ่ายค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงนี้อยู่ต่อไป (และคงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงกลั่นเหล่านี้จึงยอมลดค่าการกลั่นลงได้อย่างง่ายดาย หลังจากมีแรงกดดันจากสังคม ผนวกกับการร้องขอของ รมต.พลังงาน)

ประเด็นดังกล่าวคงเป็นเหตุผลเบื้องหลังว่า ทำไมผู้ค้าน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจน้ำมันครบวงจร สามารถเล่นบทพ่อพระ ที่ยอมแบกภาระต้นทุนค่าการตลาดในธุรกิจปั๊มค้าปลีกที่ต่ำเตี้ยติดดินได้ โดยตุนกำไรไว้แล้วในค่าการกลั่น และปล่อยให้ปั๊มค้าปลีกที่ไม่มีโรงกลั่นหนุนหลังต้องถูกบีบค่าการตลาด ซ้ำยังต้องตกเป็นจำเลยของสังคม นับเป็นกลยุทธ์อันแหลมคมที่นอกจากจะได้หน้าแล้ว ยังเชือดส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมันของคู่แข่งได้แบบนิ่มๆ อีกด้วย