หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (1)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

กรณีที่เทสโก้ โลตัส ฟ้องคอลัมนิสต์ 2 คน และเลขาธิการหอการค้าไทย สื่อมวลชนต่างประเทศ ให้ความสำคัญในการรายงานข่าวนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสื่อมวลชนในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแม่ การฟ้องนี้ทำให้ประเทศอังกฤษเสียภาพพจน์ไปด้วย

ซีป้า ซึ่งเป็นเครือข่ายของสื่อมวลชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีนาย โทบี้ อแลนไพ เป็นเลขาธิการ ได้ออกแถลงข่าวในกรณีนี้ส่งออกไปยังสื่อมวลชนทั่วโลกหลายครั้งติดต่อกัน

ผมจึงได้รับเชิญอย่างกะทันหันจากองค์กร Index on Censorship ให้มาร่วมงานประจำปีแจกรางวัล ให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกดีเด่นจากทั่วโลก

อันที่จริงคุณจิตร์ ศิรธรานนท์ ซึ่งถูกบริษัทเทสโก้ โลตัส ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญา โดยถูกเรียกค่าเสียหายมากถึง 1,000 ล้านบาท ก็ได้รับเชิญด้วย แต่คุณจิตร์ไม่ว่าง ส่วนคุณนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการข่าวธุรกิจ ของนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายตามหลังผม คนละ 100 ล้านบาท แต่ทาง Index on Censorship เชิญไม่ทัน ผมจึงต้องฉายเดี่ยวมาเผชิญความหนาวเย็นของกรุงลอนดอนคนเดียว

งานนี้จัดขึ้นทุกปีในวันที่ 21 เมษายน 2551 ในการเชิญผมครั้งนี้ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Guardian ซึ่งก่อตั้งโดย John Edward Taylor เมื่อปี 1821 เป็นผู้ประสานงานและร่วมเป็นเจ้าภาพให้ผม โดยเชิญให้พบกับนาย Alan Rusbridger บรรณาธิการคนปัจจุบัน โดยให้เข้าร่วมประชุมข่าวและดูวิธีทำงานของกองบรรณาธิการ และการผลิตนสพ.Guardian ซึ่งได้รับรางวัล นสพ.ดีเด่นมาหลายครั้งและหลายรางวัล

หนังสือพิมพ์การ์เดียนได้ชื่อว่า เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีจุดยืนคงเส้นคงวาในการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง การเสนอความจริง และข้อเท็จจริงอย่างไม่มีอคติหรือผลประโยชน์แอบแฝง เพราะว่าผู้ก่อตั้งเล็งการณ์ไกล โดยตั้งมูลนิธิขึ้นมาถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว หนังสือพิมพ์การ์เดียนจึงมีความยั่งยืนมาได้เกือบ 200 ปี หนังสือพิมพ์การ์เดียนได้ชื่อว่า เป็นหนังสือพิมพ์แนวหน้าของโลกฉบับหนึ่ง และได้รับความศรัทธาเชื่อถือมากที่สุดฉบับหนึ่ง

ซีพี สก๊อต บรรณาธิการของการ์เดียน ตั้งแต่ปี 1872 ได้ซื้อกิจการจากตระกูลเทย์เลอร์ ผู้ก่อตั้งในปี 1907 และดำรงตำแหน่งรวมกันยาวนานถึง 57 ปี ซีพี สก๊อต เป็นผู้วางรากฐานของ นสพ.ตามอุดมการณ์ของตระกูลเทย์เลอร์ ในการธำรงความเป็นอิสระ และมีจุดยืนอยู่กับความถูกต้องและผลประโยชน์ของสาธารณะเหนือผลกำไรทางธุรกิจ จึงมักถูกกล่าวหาว่าเอียงซ้าย โดยสนับสนุนพรรคแรงงาน และมีผู้อ่านที่เป็นสมาชิกพรรคแรงงานเป็นส่วนใหญ่

ซีพี สก๊อต เสียชีวิตในปี 1932 และลูกชายชื่อ จอห์น รัสเซล รับมรดกดำเนินกิจการตามอุดมการณ์ของพ่อ เขามีสายตายาวไกล และต้องการให้ นสพ.การ์เดียนรักษาอุดมการณ์หนังสือพิมพ์ของพ่อตลอดไป และมีวิธีการเดียวที่ทำได้ คือ การจดทะเบียนเป็นมูลนิธิไม่ค้ากำไร สก๊อตทรัสท์ ขึ้นมาและโอนทรัพย์สินทุกอย่างให้มูลนิธิเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

สก๊อตทรัสท์ เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวของ GMG-Guardian Media Group ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์การ์เดียน สถานีวิทยุ และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ คือ ออบเซอร์เวอร์ แมนเชสเตอร์อิฟนิ่งนิวส์ การ์เดียน รายสัปดาห์ และการ์เดียน อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

นั่นเป็นเรื่องราวโดยย่อของเจ้าภาพร่วม แต่เจ้าภาพจริง คือ Index on Censorship ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ เป็นมาตราวัดเสรีภาพของสื่อ ทุกประเภทในโลก อินเด็กซ์ก่อตั้งขึ้นในปี 1972 หรือ 36 ปีที่แล้ว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการจับนักเขียนและปัญญาชนขึ้นศาลในกรุงมอสควา

หลังจากระบอบคอมมิวนิสต์สลายตัวทั่วโลก เสรีภาพของสื่อและนักเขียนได้รับการท้าทายมากขึ้น เพราะเกิดแนวคิด กลุ่ม และขบวนการศาสนาสุดกู่หลายศาสนาหลายลัทธิเกิดขึ้นทั่วโลก การแสดงออกและนำเสนอคุณค่า ความเชื่อและวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างหลากหลาย ของชนกลุ่มน้อย กลุ่มเกย์ กลุ่มเลสเบี้ยน ชนเผ่า ฯลฯ ขบวนการชาตินิยม

ในหลายๆ ภูมิภาคมีการเขียนประวัติศาสตร์กันขึ้นใหม่ บางกรณีก็ตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนกันมาแต่อ้อนแต่ออก มีการแสดงออก และเขียนแถลงการณ์ หรือกล่าวปาฐกถาของลัทธิเกลียดชังผู้อื่น (Hate speech) การแพร่หลายของสื่อลามกและเวบไซต์ลามกบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของโลกไซเบอร์ รวมทั้งการเสนอความรุนแรงในสื่อทีวีสาธารณะ

ทั้งหมดนี้ เป็นการท้าทายหลักการเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งต้องไม่มีการเซ็นเซอร์แต่อย่างใดทั้งสิ้น อินเด็กซ์ได้ออกแมกกาซีน ชื่อ Index on Censorship ซึ่งมีอายุ 36 ปีมาแล้ว เพื่อเป็นเวทีแสดงจุดยืนของตนในด้านเป็นมาตราวัดเสรีภาพ ในการแสดงออกของทุกๆ ความคิดเห็น และมีการจัดให้รางวัลประจำปีกับสื่อ นักคิด นักเขียน ทั่วโลก ที่มีผลงานปกป้อง หรือถูกรังแกในด้านเสรีภาพในการแสดงออก โดยชื่อว่า งานเลี้ยงมอบรางวัล "เสรีภาพในการแสดงออก- Freedom of Expression Awards"

งานนี้เป็นงานที่มีเกียรติ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากทุกวงการได้รับเชิญ รวมทั้งผู้ได้รับรางวัลจากทั่วโลก นอกจากเป็นงานให้รางวัลเกียรติยศแล้ว อินเด็กซ์ยังใช้โอกาสนี้ขายบัตรงานเลี้ยง เพื่อระดมทุนเปิดประมูลต้นฉบับทั้งงานเขียน หรือภาพเขียน หรือภาพวาด หรือสื่ออื่นๆ ที่เจ้าของลิขสิทธิ์มอบให้มาประมูลในงานนี้ด้วย

ผมโชคดีที่ได้รับเชิญมาร่วมงานนี้ เพราะว่าเสรีภาพในการเขียนของผม ถูกคุกคามให้ปิดปาก โดยใช้อาวุธใหม่ของยุคโลกาภิวัตน์ คือ การฟ้องศาล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาล และเสียเวลาทำมาหากินย่ำแย่

มีแต่บริษัทใหญ่ๆ ที่มีเงินจ้างทนายความอย่างไม่อั้น แต่คนตัวเล็กๆ หรือบริษัทเล็กๆ ถ้าหากถูกฟ้องก็มีแต่เดี้ยง และเดี้ยง เท่านั้น


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (2 )

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ผมเดินทางออกจากเมืองไทยวันที่ 19 เมษายน 2551 ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสถานทูตอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง ที่อำนวยความสะดวกออกวีซ่าให้ภายในวันเดียว คือ ผมไปยื่นในวันพุธที่ 16 และทางสถานทูตก็โทรมาแจ้งในบ่ายวันที่ 17 ให้ไปรับได้ ทั้งนี้เป็นเพราะทางองค์กร INDEX ON CENSORSHIP ที่เชิญผม ได้แฟกซ์และอีเมลจดหมายมาขอร้องให้ทางสถานทูต อำนวยความสะดวกให้ผมไปทันร่วมงานในวันที่ 21 ให้ได้

ทุกครั้งที่ย่างเข้าเหยียบสนามบินสุวรรณภูมิ ก็อดเศร้าใจไม่ได้ว่านี่คือ อนุสาวรีย์แห่งความอัปยศของคนไทยทั้งชาติซึ่งจะต้องทนอยู่ ทนเห็น ทนอับอายไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ เพราะแทบจะไม่มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมไว้ เช่น ห้องน้ำ และที่นั่งพักของผู้โดยสาร เก้าอี้เหล็กที่มีก็แสนไม่สบาย แคบและอึดอัด ต่างจากสนามบินเกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ ฯลฯ

ผมเดินทางถึงกรุงลอนดอนในเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ซึ่งช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 6 ชั่วโมง (ตี 4 เวลาไทย) เพราะว่าล้าเหมือนกัน และมีนัดแต่เช้า โรงแรมที่จัดให้นอนอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟคิงครอส (KING CROSS) ซึ่งเป็นทั้งสถานีรถไฟ และรถใต้ดิน มีรถเดินทางไปถึงสนามบินฮีทโรได้ สถานีนี้เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเคยถูกกลุ่มหัวรุนแรงวางระเบิดและมีผู้เสียชีวิต ยี่สิบกว่าคน และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

สำนักงานของหนังสือพิมพ์การ์เดียนก็ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 10 นาทีโดยการเดิน ย่านนี้ในอดีตเคยเป็นสถานที่คนอพยพ จากหลายๆ ชาติและคนชนบทอพยพเข้ามาพำนัก และเป็นลานประหารชาวโปรเตสแตนต์ ที่พระนางแมรี่ผู้กระหายเลือด ธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สั่งประหาร

การประหารชาวโปรเตสแตนต์นี่เองที่ทำให้มีผู้อพยพหนีการไล่ล่าของพระนางไปยังอเมริกา ซึ่งเรียกกันว่า ชาว PILGRIMS และเป็นบรรพบุรุษของชาวอเมริกันปัจจุบัน

พระนางแมรี่ เป็นธิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ซึ่งพระองค์เป็นผู้ทรงประกาศตัดขาดการขึ้นต่อพระสันตะปาปาที่กรุงโรม เนื่องจากต้องการมีมเหสีหลายพระองค์ โดยมีรวมกัน 6 องค์ และสั่งตัดเศียรไปเสีย 2 องค์

พระเจ้าเฮนรี่ประกาศตนเป็นอิสระจากผู้แทนแห่งอำนาจจากสรวงสวรรค์ที่กรุงโรม แล้วก่อตั้งนิกาย CHURCH OF ENGLAND ขึ้นมาแทน แล้วสถาปนาพระองค์เป็นประมุขศาสนาด้วย อำนาจของพระองค์เพิ่มขึ้นโดยการยึดที่ดิน และศาสนสมบัติของคาทอลิกซึ่งโป๊ปอ้างเป็นเจ้าของก่อนหน้านั้น

เมื่อพระนางแมรี่ได้ครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา ก็หันกลับไปฟื้นฟูและนำศาสนาคาทอลิกมาเป็นศาสนาประจำชาติใหม่ โดยได้สั่งประหารชีวิตชาวโปรเตสแตนต์โดยการเผาทั้งเป็นกว่า 200 คน ในย่านที่ผมไปพำนักนี้

พระนางแมรี่ได้หันไปเป็นพันธมิตรกับประเทศสเปนที่เป็นคาทอลิกเคร่งครัดโดยทรงสมรสกับพระเจ้าฟิลลิปส์ที่ 2 ดังนั้น จึงถูกชาวอังกฤษต่อต้านและโค่นอำนาจของพระนางลงในเวลาเพียง 5 ปี

ปัจจุบันย่านนี้ได้รับการพัฒนาเป็นย่านปัญญาชนนอกกระแส มีองค์กรเอ็นจีโอมากมายตั้งอยู่ในย่านนี้ เช่น องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กร INDEX ON CENSORSHIP องค์กร อาติเกิล 19 (ARTICLE 19) ซึ่งเป็นองค์กรต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่ออีกองค์กรหนึ่ง

อันที่จริงต้องเรียกว่าย่านนี้ได้รับการอนุรักษ์มากกว่าการพัฒนา เพราะเป็นย่านเก่า การพัฒนาจึงเป็นการรักษาภูมิสถาปัตยกรรมไว้ มีถนนคนเดินที่มีร้านกาแฟ ร้านอาหารนานาชาติ ร้านบูติค ร้านเสื้อผ้า รวมทั้งร้านตัดเครื่องหนัง เพราะว่าเป็นย่านที่ชาวเอเชียใต้อพยพมาอยู่ในยุคแรกๆ และส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือด้านเครื่องหนัง นับว่าเป็นย่านที่น่าเดินเป็นอย่างยิ่ง บุคคลที่ผมจะได้พบก็ล้วนวนเวียนอยู่ในด้านนี้ทั้งสิ้น

อันที่จริงย่านบางลำพู ถนนพระอาทิตย์ เทเวศร์ ล้วนควรจะได้รับการอนุรักษ์ และพัฒนาในแนวนี้ ถนนข้าวสารนั้นถูกทำให้เละไปแล้วโดยไม่มีการวางแผน และวางผังเมือง ย่านริมคลองหลอดตลอดจนถึงปากคลองตลาด ก็น่าจะได้รับการพัฒนาแบบอนุรักษ์เพราะมีวัดตลอดทาง น่าจะจัดให้มีเรือแจวแบบสุพรรณหงส์จำลอง และขนาดย่อมาแจวพานักท่องเที่ยวเที่ยวแบบเมืองเวนิซได้

ส่วนริมคลองก็น่าจะพัฒนาทางเดิน แล้วให้ศิลปินอิสระมาแสดงภาพ หรือขายภาพ มีบูธกาแฟสด หรือร้านขายของชำร่วย หรือบูติคที่สวยงามเป็นระเบียบ แบบบางย่านของประเทศฝรั่งเศส

ชักเตลิดออกนอกเรื่อง เพราะเห็นบ้านอื่นเมืองอื่นเขาพัฒนาแบบมีแบบแผน มีการวางผังเมืองล่วงหน้า มีผู้บริหารและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ แล้วหันมามองเมืองไทยแล้วก็เศร้า จึงอดที่จะพร่ำบ่นไม่ได้ครับ


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (3)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เช้าวันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551 ผมรีบตื่นแต่เช้า แม้ว่ากลางคืนจะนอนหลับไม่สนิท เพราะว่าเวลาต่างกัน 6 ชั่วโมง ยังปรับตัวไม่ได้ ที่จำเป็นต้องตื่นเนื่องจากมีหมายกำหนดการว่าจะมีรถมารับที่โรงแรมตอน 09.15 น. ไปเยี่ยม และเข้าร่วมประชุมกองบรรณาธิการประจำวันของหนังสือพิมพ์การ์เดียน

การประชุมนี้ถือว่าเป็นงานภายในที่ปกติมักไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วม แต่ผมได้รับเกียรตินี้เป็นเพราะเขาคงเห็นว่า มีความสนใจในการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ของเขาอย่างจริงใจ เพราะก่อนเดินทางฝ่ายต้อนรับได้สอบถามผมมาล่วงหน้า ว่า จะให้จัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรืออื่นๆ ให้บอกไป เขาจะได้เตรียมการให้

ผมตอบไปว่า ผมต้องการดูงานบรรณาธิการและการผลิตของหนังสือพิมพ์การ์เดียน เรื่องเที่ยวนั้นถือเป็นเรื่องรอง ทั้งนี้ เพราะเคยอ่านงานเขียนด้านประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของหนังสือพิมพ์อังกฤษ ที่คุณสุภา ศิริมานนท์ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ เคยเขียนถึง โดยงานของกุหลาบ หรือศรีบูรพา คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ จึงสนใจที่จะได้สัมผัสด้วยตนเอง

หนังสือพิมพ์การ์เดียนถูกเทสโก้ฟ้องเมื่อเร็วๆ นี้ ในข้อหาหมิ่นประมาทเช่นเดียวกับผม เรื่องยังคาศาลอยู่

เป็นเรื่องแทบจะไม่น่าเชื่อว่า ในการประชุมกองบก.ประจำวันตอน 10.00 น. จะมีผู้เข้าร่วมมากถึง 50 คน โดยมีทั้งยืนและนั่ง (ดูภาพ) และทุกคนให้ความสำคัญกับการประชุมนี้มาก

นาย ALAN RUSBRIDGER เป็นบรรณาธิการคนปัจจุบัน เขาเป็นคนสูง บาง ตามมาตรฐานฝรั่ง ยิ้มง่าย อ่อนโยน มีลักษณะของความเป็นนักวิชาการมากกว่านักหนังสือพิมพ์ เขาเป็นคนพูดน้อย แต่ทุกคนเกรงใจ

อลันเคยใช้บทบาทของบรรณาธิการ นสพ.การ์เดียนซึ่งได้รับความเชื่อถือทั่วโลก ว่า เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีหลักการในความเป็นอิสระ และยึดหลักความถูกต้อง (จึงมักถูกผู้เสียหายฟ้องศาล คดีล่าสุดคือถูกเทสโก้ฟ้อง) เชิญคู่ขัดแย้งที่เป็น "คู่กัด" ในเวทีโลกมาเจรจาสันติภาพ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่ประเทศไอร์แลนด์ และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติการหยุดยิงไปเป็นเวลานาน 9 เดือน

อลัน เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1953 ที่ทางเหนือของประเทศโรดีเซีย ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ หรือแอฟริกาใต้ในปัจจุบัน บิดาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเริ่มมีประสบการณ์การทำหนังสือพิมพ์ CAMBRIDGE EVENING NEWS. เมื่อเรียนจบแล้วก็ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวกับหนังสือพิมพ์การ์เดียน และเขียนคอลัมน์ ต่อมาออกไปทำงาน LONDON DAILY NEWS และ THE OBSERVER พักหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาทำงานกับการ์เดียนใหม่ในปี 1987 จนกระทั่งได้รับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการในปี 1995

วิธีการประชุมกองบก.ของการ์เดียนมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ คือมีขึ้นทุกเช้าในเวลา 10.00 น. โดยบก.จะเป็นผู้ดำเนินการประชุม ด้วยการนำนสพ.การ์เดียนฉบับวันนั้น ซึ่งวางตลาดไปแล้วแต่ตอนเช้า มาเปิดวิจารณ์ทีละหน้า ทีละบทความ รวมทั้งรูปประกอบ และการ์ตูน เพื่อให้บก.แต่ละฝ่ายที่รับผิดชอบแต่ละหน้าซึ่งมีอิสระได้รับรู้ และรับฟังความเห็นจาก บก. และ กองบก. คนอื่นๆ ที่มีอิสระในการแสดงความเห็น ในการประชุมนี้มีการอัดเสียงเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย

เมื่อบก.แสดงความเห็นเสร็จ ก็จะจี้ให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน้าชี้แจงหรือแสดงความเห็นว่าทำไมจึงเลือกลงบทความ รูป หรือเขียนแสดงความคิดเห็นในนโยบาย หรือวิเคราะห์นโยบาย ซึ่งมักจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ข่าวต่างประเทศ ปัญหาสังคม

จากนั้นก็มักจะมีการแสดงความเห็นต่อประเด็นนั้นๆ จากผู้เข้าร่วมประชุมอื่นๆ บางทีก็มีข่าววงในหรือเบื้องหลังข่าวมาเล่าสู่กันฟัง เปรียบเสมือนเวทีอภิปรายย่อยๆ ในการอภิปรายนี้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน้าก็ได้ตรวจสอบ สรุปบทเรียน หรือได้รับฟังข้อเสนอแนะในการนำไปปรับปรุงหน้าของตน หรือเรื่องของตน

การประชุมนี้ทุกคนตั้งใจและเอาจริงเอาจัง มิใช่สักแต่ว่าประชุมเพราะบก.สั่ง หรือเป็นงานประจำ หนังสือพิมพ์การ์เดียนจึงมีการปรับปรุงตนตลอดเวลา จนได้รับรางวัลระดับโลกเป็นประจำ

วันที่ผมเข้าร่วมประชุมมีการยกประเด็นเรื่องโลกร้อนขึ้นมาอภิปรายอย่างยืดยาว เพราะการ์เดียนถือว่าสื่อมีความรับผิดชอบต่อปัญหาที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามมนุษยชาติ การ์เดียนให้ความสำคัญกับข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่สร้างปัญหาโลกร้อนอย่างมาก อาทิเช่น การแฉโพยรัฐบาล หรือบริษัทข้ามชาติที่มีส่วนสร้างปัญหา

นอกจากปัญหาเรื่องโลกร้อนแล้วก็มีการนำกฎหมายที่นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ของพรรคแรงงาน ที่เสนอให้เก็บภาษีคนจนเพิ่ม ที่เรียกว่า พ.ร.บ.10 เพนนี (10P) ซึ่งได้รับการคัดค้านอย่างกว้างขวาง แม้แต่จากคนในพรรคด้วยกันเอง

ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ในกองบก. เพราะว่าปกติการ์เดียนสนับสนุนพรรคแรงงานมาโดยตลอด เพราะอย่างน้อยก็มีนโยบายที่ยืนอยู่ข้างคนจน และคนงานมากกว่าพรรคอนุรักษนิยม

ระบบภาษีเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศอังกฤษ เพราะว่าเขามีระบบภาษีที่ก้าวหน้า เพื่อนำเงินมากระจายรายได้ด้วยการพัฒนาระบบการศึกษา การรักษาพยาบาล และการสร้างระบบสาธารณูปโภค อาทิเช่น ระบบรถใต้ดินและรถไฟที่มีประสิทธิภาพอย่างสูง ซึ่งลดปัญหาอื่นๆ ได้เยอะ

อังกฤษเป็นประเทศที่มีภาษีแพงเกือบที่สุดในโลก มีการเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า คือ มีมากต้องเสียมากตามปริมาณ จึงไม่ค่อยมีการเก็งกำไรที่ดินกันแบบในบ้านเราที่มีกันเป็นพันเป็นหมื่นไร่ แล้วเสียภาษีนิดเดียว

อังกฤษมีการเก็บภาษีมรดกค่อนข้างสูงเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40 บ้านเราน่าจะมีการนำมาใช้บ้าง ประเทศจะได้มีเงินมาพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ มิใช่มีแต่ปริมาณอย่างทุกวันนี้ และการสาธารณูปโภคให้มีราคาถูก และทำให้ปัญหาโจรผู้ร้ายน้อยลง เพราะเมื่อทุกคนมีการศึกษา ก็มีอาชีพ ไม่ต้องไปคิดหากินในทางทุจริต

สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยสงบสุขเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว บ้านไม่ต้องติดรั้วเหล็กแหลม จะไปต่างจังหวัดก็ไม่ต้องห่วงขโมยขึ้นบ้าน เดินไปไหนดึกดื่นไม่ต้องเหลียวหน้าแลหลัง เพราะกลัวถูกจี้ หรือถูกปล้น

นอกจากภาษีข้างต้นก็ยังเก็บภาษีแวต (VAT) สูงถึงร้อยละ 17.5 เมื่อรวมกันแล้วก็ถือว่าเป็นธรรม ไม่มีการโยนภาระให้กันแบบบ้านเราที่มุ่งรีดภาษีคนจนเป็นหลัก มีการไปนั่งนับชามก๋วยเตี๋ยวร้านข้างทาง แต่ไม่เคยไปตรวจสอบบัญชีบริษัทใหญ่ทั้งของคนไทยและต่างชาติ

ช่องว่างทางเศรษฐกิจนี้เอง ที่ทำให้แผ่นดินทองที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นนรกในทุกวันนี้


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (4)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

การประชุมกองบก.ประจำวันใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปประจำโต๊ะทำงานของตน ในวันที่ผมเข้าร่วมการประชุม เมื่อจบการประชุมของเขาแล้ว นาย Alan Rusbridger บรรณาธิการได้กล่าวแนะนำตัวผม ว่า เป็นคอลัมนิสต์ที่ถูกเทสโก้ฟ้องจากประเทศไทย และได้รับเชิญให้มาร่วมฟังและร่วมงานเลี้ยงแจกรางวัล Freedom of Expression Awards ในคืนนี้ โดยทางหนังสือพิมพ์ Guardian ได้ซื้อโต๊ะ 1 โต๊ะ และเชิญผมนั่งร่วมกับกองบก.ในโต๊ะนี้

เมื่อแนะนำตัวผมเสร็จ นายอลันก็เชิญให้ผมเล่าเรื่องให้กองบก.ฟัง ถึงความเป็นมาของเรื่องที่ผม คุณจิตร์ ศิรธรานนท์ และคุณนงค์นาถ ห่านวิไล ถูกบริษัทที่ทำธุรกิจ โดยใช้เครื่องหมายการค้า ว่า เทสโก้ โลตัส ฟ้อง

ผมจึงร่ายยาวเล่ารายละเอียดรวมทั้งแสดงความเห็นว่า เทสโก้คงไม่ได้ฟ้องเพื่อเรียกเงินจากผมและอีก 2 ท่าน เพราะเทสโก้รวยอยู่แล้ว แต่ที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณจิตร์ ถึง 1 พันล้านบาท และผม 2 คน คนละ 100 ล้านบาท คงต้องการปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์เขามากกว่า

ผมบอกว่า ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีเงินจะจ่าย แต่ถ้าแพ้คดีก็อาจจะถูกยึดบ้าน แล้วไปอาศัยถนนนอน กลายเป็นคนเร่ร่อน (homeless) ผมบอกว่า บทความของผมเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้กล่าวถึงเทสโก้โดยตรง แต่เขียนวิจารณ์สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า ออก พ.ร.บ.ค้าปลีกช้าเกินไป เมื่อออกมาแล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหาผู้ค้าปลีกรายย่อย และตลาดสดได้ เพราะว่าห้างค้าปลีกยักษ์ทั้งหลายขยายสาขา หรือได้รับใบอนุญาตสร้างเต็มไปหมดแล้ว โดยยกกรณีการขยายตัว และการเติบโตของเทสโก้มาสนับสนุนข้อวิจารณ์ข้างต้น

ผมได้แปลบทความของผมเป็นภาษาอังกฤษให้สื่อต่างประเทศอ่าน และขอความเห็น ทุกคนที่ได้อ่านบทความชิ้นที่ถูกฟ้องนี้ ไม่มีใครสักคนเลยที่บอกว่า มีลักษณะหมิ่นประมาท หรือตั้งใจทำลายชื่อเสียงของเทสโก้

เมื่อข่าวการเดินทางของผมแพร่ออกไป ผมจึงได้รับความเห็นใจ และสื่อต่างๆ ทั้งทีวีช่อง 4 ซึ่งมาสัมภาษณ์ผม และนำออกรายการในคืนวันจันทร์ที่ 21 คืนนั้นเลย สถานีวิทยุ BBC หนังสือพิมพ์ The Financial Times นสพ.Press Gazette ต่างก็มาขอสัมภาษณ์ และสหภาพนักหนังสือพิมพ์ (National Union of Journalists) ของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิก 40,000 คน ก็นัดพบกัน และเขาได้ส่ง e-mail ให้สมาชิกทั้งหมดให้ช่วยเขียนจดหมายประท้วงไปที่บริษัทเทสโก้

องค์กร PEN ซึ่งเป็นองค์กรนักเขียนเก่าแก่ที่มีสมาชิกทั่วโลก ก็ได้เขียนจดหมายถึงสมาชิกทั่วโลก ให้เขียนจดหมายประท้วงไปถึงบริษัทเทสโก้ Nick Hornby Mark Haddon นักเขียนที่คนอังกฤษและชาวโลกรู้จักดี ได้ร่วมลงชื่อประท้วงเทสโก้ Joanne Harris ผู้เขียนเรื่อง Chocolat ซึ่งได้รับการสร้างเป็นหนัง และเคยมาฉายที่เมืองไทยแล้ว ก็ร่วมลงนาม เช่นเดียวกับ Marina Lewycka ผู้เขียนเรื่อง A Short History of Tractors in Ukrainian และ Deborah Moggach ผู้เขียนเรื่อง Tulip Fever ก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย และกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก อาทิเช่น นสพ. The Times ได้รายงานข่าวนี้

ย้อนกลับมาที่หมายกำหนดการ ที่ Guardian เมื่อผมเล่าเรื่องจบก็ปิดประชุม ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน แต่ผู้ช่วยบรรณาธิการชื่อ David Leigh เข้ามาแนะนำตัว และบอกว่าตอนเที่ยงเขาจะพาไปกินข้าวเที่ยงในร้านอาหารใกล้ๆ กับสำนักงาน ซึ่งมีร้านอาหารนานาชาติ และร้านแบบอังกฤษจ๋าก็มี

จากนั้น Sarah Jones หญิงสาวสวยผู้ทำหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็มาพาผมไปดื่มกาแฟสดที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องอาหารและร้านกาแฟของสำนักงาน แล้วก็พาดูงานของแต่ละแผนก แต่ละชั้น เมื่อดูครบแล้ว เธอก็พาไปพบช่างภาพของ Guardian แล้วชวนพากันเดินออกไปยังห้างเทสโก้ที่อยู่ห่างจากสำนักงานการ์เดียนประมาณ 10 นาที เพื่อถ่ายรูปผมที่หน้าห้างมาประกอบบทความ

ในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป เขาล้วนมีกฎหมายห้ามเปิดห้างขนาดยักษ์ในใจกลางเมืองทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก เพื่อปกป้องร้านค้าขนาดเล็กในเมืองซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน และเป็นเสน่ห์ของเมืองไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการตกงาน และมีปัญหาอาชญากรรมตามมา หากคนขาดอาชีพจำนวนมากๆ ประการที่สอง ป้องกันการสร้างปัญหาการจราจรและปัญหาที่จอดรถ

ห้างเทสโก้ที่เขาพาผมไปถ่ายรูปที่หน้าร้าน ก็เป็นร้านขนาด 3 ห้องแถวของบ้านเราเท่านั้น มีสินค้าไม่มากนัก ช่างภาพได้ถ่ายรูปผมมากกว่า 20 รูป เมื่อกลับมาที่สำนักงาน เขาก็นำภาพขึ้นจอให้ผมเลือก ผมก็เลือกรูปที่ดูดีและหล่อที่สุด

เขาบอกว่า การเลือกรูปลงหนังสือพิมพ์นั้นไม่ใช่เลือกรูปที่ดูดีที่สุด เพราะมันจะไม่ฝังใจผู้อ่าน ดูแล้วก็ลืม แต่ต้องเลือกรูปที่ให้อารมณ์ความรู้สึก หรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกบางประการ แล้วเขาก็เลือกรูปที่ผมเห็นว่า ไม่น่าดูที่สุดลง และลงเต็มครึ่งหน้าประกอบบทความเต็มหน้าของ Guardian ในหน้า 9 ของฉบับวันที่ 22 เมษายน 2008 ซึ่งเป็นการให้เกียรติผมอย่างยิ่งของหนังสือพิมพ์ระดับโลกเช่นนี้

เมื่อถ่ายรูปเสร็จ Sarah ก็พาผมเดินข้ามถนนจากสำนักงานมายังด้านตรงข้าม ซึ่งเป็นห้องแสดงนิทรรศการประวัติหนังสือพิมพ์ Guardian ซึ่งมีอายุยาวนานร่วม 200 ปี เปิดประตูเข้าไปก็เห็นแท่นพิมพ์มือโบราณอายุกว่า 100 ปี ที่เคยใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์การ์เดียน และมีแผ่นป้ายชื่อโบราณที่เก็บมาติดไว้ นอกจากห้องนิทรรศการแล้ว การ์เดียนยังจัดห้องให้ยุวชนตัวเล็กๆ มาฝึกการทำหนังสือพิมพ์แบบเด็กๆ อาทิเช่น การวาดภาพ แล้วนำมาเย็บรวมกันเป็นเล่มหนังสือพิมพ์

พอใกล้เวลาเที่ยง David Leigh และ Helen Walmsley-Johnson ผู้เป็นเลขานุการของนาย Alan Rusbridger บรรณาธิการได้มาพาผมเดินไปกินข้าวเที่ยง ในร้านอาหารที่เคยเป็นโกดังห้องใต้ดิน แล้วมาตกแต่งอย่างสมัยใหม่ อาหารเป็นประเภทอังกฤษแท้ เมนูก็มีทั้งสเต๊ก และปลานานาชนิดอบเนย หรือย่าง อาทิเช่น ปลาคอด ปลาแซลมอน

ร้านอาหารอังกฤษที่ยังรักษาประเพณีเดิม จึงเสิร์ฟอาหารเที่ยงค่อนข้างจานใหญ่ อาทิเช่น สเต๊กบางทีมีเนื้อถึง 2 ชิ้น ผมสั่งปลาคอดอบเนย พอสาวเสิร์ฟนำมาให้ก็ตกใจเหมือนกัน เพราะชิ้นโตมาก แต่ก็กินหมดอย่างไม่เขิน เพราะว่ารสชาติพอเหมาะพอดี เนื้อนุ่มและหอมเนย อร่อยมาก ที่นี่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคเหมือนร้านอาหารตามโรงแรมในไทย


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (5)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ในวันนั้น DAVID LEIGH ก็ไม่ได้บอกกับผมว่า เขากำลังจะเขียนบทความเกี่ยวกับกรณีเทสโก้ฟ้องผมลงในหนังสือพิมพ์ การ์เดียน ในวันรุ่งขึ้น เขาชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย เป็นเรื่องทั่วๆ ไป แต่ก็มักจะหันกลับวกเข้ามาถามถึงเรื่องเทสโก้ ถามความรู้สึกและความเห็นของผม ถามว่าผมตกใจกลัวไหมที่ถูกฟ้องเรียกเงินสูงขนาดนี้

ผมก็ตอบไปตามความรู้สึกว่า ตอนเห็นหมายศาลมาติดที่ประตูรั้วเหล็กของหน้าบ้านในตอนดึกเกือบเที่ยงคืน ตอนผมกลับจากการเดินทางไปสัมมนาที่ต่างประเทศ ก็ตกใจอย่างมากว่าจะต้องมีเรื่องผิดปกติร้ายแรงเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเป็นหมายศาล เพราะไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งส่วนตัวกับใคร ไม่เคย มีธุรกิจอะไรที่ไหนอยู่เบื้องหลัง ได้แต่สอนหนังสือและเขียนหนังสือเป็นรายได้เท่านั้น

เมื่ออ่านพบว่า เป็นหมายศาลจากบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ซึ่งทำธุรกิจโดยใช้เครื่องหมายการค้าว่าเทสโก้ โลตัส ก็ค่อยโล่งใจว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ร้ายแรงถึงความเป็นความตายของคนใกล้ชิด

การถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ได้ค่าเขียนเพียง 1,000 บาทจากบทความชิ้นนั้น ก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ และคืนนั้นนอนไม่หลับ จึงหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคูณตัวเลขเพื่อฆ่าเวลา ก็ได้ตัวเลขออกมาว่า ผมต้องเขียนบทความให้ได้ถึง 100,000 ชิ้น จึงจะได้เงินมาพอจ่ายค่าเสียหายให้เทสโก้ได้

แต่มาคิดตรองดูอีกที เทสโก้ซึ่งรวยอยู่แล้ว โดยมียอดขายปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท คงไม่ต้องการเงินจากผม หรือจากคุณนงนารถ ห่านวิไล หรือคุณจิตร์ ศิรธราธร แต่ว่าเป็นการฟ้องเพื่อ "เชือดไก่ให้ลิงดู" มากกว่า คือฟ้องเพื่อให้ยุติการวิพากษ์วิจารณ์การทำธุรกิจของเทสโก้ ซึ่งพวกเรามองว่าสร้างผลกระทบต่อสิทธิชุมชน และสิทธิในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนของคนจำนวนมาก

เราก็ไม่ได้มีอคติกับเทสโก้ โลตัส หรือคิดเอาเอง แต่แต่เขียนจากที่ได้ติดตามข่าวการต่อต้าน การประท้วงเกือบทุกที่ที่เทสโก้ โลตัสไปเปิด เช่นที่จังหวัดอ่างทองก็เปิดไม่ได้ ที่ปากช่องสร้างเสร็จแล้วก็เปิดไม่ได้ตั้งนาน เพราะเจอการประท้วง น่าเศร้าที่รัฐบาลและข้าราชการไม่ศึกษาบทเรียน และมาตรการในประเทศอื่นๆ แล้วนำมาใช้ ให้เกิดการแข่งขันอย่างมีกติกาที่เป็นธรรม เยี่ยงประเทศที่เจริญแล้ว อาทิเช่น

ประเทศอังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส ล้วนมีกฎหมายห้ามเปิดห้างขนาดใหญ่ใจกลางเมืองทั้งสิ้น แม้แต่เมืองนิวยอร์กก็ห้ามห้างค้าปลีกยักษ์วอล์มาร์ทเข้าไปเปิดในใจกลางเมือง เพื่อปกป้องร้านค้าปลีกห้องแถว

ต่อมาผมได้อ่านรายงานการเงินของบริษัทเทสโก้ที่เป็นบริษัทแม่ ยิ่งตอกย้ำว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องจากผมนั้นไร้เหตุผล เพราะว่ายอดขายของเทสโก้ดีขึ้นหลังจากบทความของผมตีพิมพ์ออกไป ไม่ได้ทำให้เสียชื่อเสียงตามคำฟ้อง หรือทำให้คนไม่เข้าร้านเทสโก้แต่อย่างใดทั้งสิ้น รายงานนั้นเขียนไว้ดังนี้

"สถานการณ์ทางการเมืองในรอบ 6 เดือนหลังของปี 2550 มีความไม่แน่นอนและทำให้บรรยากาศทางธุรกิจยากลำบาก อย่างไรก็ตาม เทสโก้ โลตัสซึ่งมีฐานะทางการตลาดที่เข้มแข็ง กลับมีผลประกอบการที่ดี โดยมียอดขายสูงขึ้นและมีกำไรมากขึ้น บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาและขยายห้างขนาดเล็ก โดยในปัจจุบัน บริษัทมีสาขาทั้งหมด 370 แห่ง แบ่งเป็น 4 ขนาด คือ ห้างขนาดใหญ่ที่เรียกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ต 75 แห่ง (แยกเป็นวาลูสโตร์ 17 แห่ง) เอ็กซ์เพรส สโตร์ 266 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ต 29 แห่ง ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก ในทวีปเอเชียเรามีผลประกอบการที่ดีมาก แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเกาหลีและไทย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเรา มีลักษณะท้าทายก็ตาม" ( HTTP://WWW.TESCOCORPORATE.COM/)

ผมเล่าให้เดวิดฟังว่า อันที่จริงบทความเรื่อง " พ.ร.บ.ค้าปลีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้" ที่ผมเขียนนั้น ประเด็นหลักของบทความ คือ การวิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้ที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ถึงแม้ว่าจะผ่านออกมา (แต่แล้วก็ไม่ผ่าน) ก็แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือผลกระทบต่อห้างร้านขนาดเล็ก โดยเฉพาะตลาดสดไม่ได้ ข้อมูลที่เกี่ยวกับเทสโก้โลตัสที่ยกมา เป็นเพียงนำมาประกอบและสนับสนุนประเด็นข้างต้นเท่านั้น

ที่ผมเป็นห่วง คือ จำนวนร้านค้าปลีกรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกยักษ์มีจำนวน 680,000 ร้าน และจำนวนตลาดสดอีก 125,000 ตลาด (เอกสารของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย 2550)

สมมติว่า ที่จริงมีจำนวนมากกว่านี้ แต่ละตลาดสดมีแม่ค้าไม่ต่ำกว่า 50 ราย หากตลาดต้องปิดตัวลงหมด จะมีพ่อค้าแม่ค้าหมดอาชีพจำนวน 6.25 ล้านคน หากแต่ละคนมีครอบครัวละ 3 คน ก็จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 18.75 ล้านคน บวกกับร้านโชห่วยที่เลี้ยงคนอีกร้านละ 3 คน ก็จะมีผู้ได้รับผลกระทบรวมกัน 20.79 ล้านคน (โจรอาจจะเต็มบ้านเต็มเมืองมากกว่านี้หลายเท่า-รั้วเหล็กของบ้านก็อาจจะถูกถอดขโมยไป) น่าเศร้าที่นักการเมืองและข้าราชการไทยไม่ตระหนักถึงปัญหาคอขาดบาดตายนี้

ฝรั่งเขามองว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นการใช้อำนาจทุนที่เหนือกว่า (UPPER HAND) มาคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคมตะวันตก

นายเดวิด ผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ การ์เดียน ถามผมว่า ถ้าหากว่าผมแพ้คดี จะมีอะไรเกิดขึ้น ผมก็บอกว่าเขาคงยึดทรัพย์สินรวมทั้งบ้านที่ผมอาศัยอยู่ แล้วผมก็คงต้องไปยึดพื้นที่ว่างเปล่าริมถนนนอนแทน กลายเป็นคนเร่ร่อนไปตามระเบียบ

จากการคุยกันในร้านอาหารในมื้อเที่ยงวันนั้น ในวันรุ่งขึ้น คือ 22 เมษายน 2008 เรื่องและรูปของผมก็ปรากฏหราเต็มหน้าที่ 9 ของหนังสือพิมพ์ GUARDIAN ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่งแก่กองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ระดับโลก ที่ให้เกียรติและให้ความสำคัญกับคอลัมนิสต์กระจอกตัวเล็กๆ อย่างผม อย่างไม่น่าเชื่อ


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (6)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

หลังอาหารเที่ยง ก็มีนัดต่อไป โดย Jo Glanville บรรณาธิการนิตยสารรายเดือนขององค์กร Index on Censorship ซึ่งเป็นเจ้าภาพเชิญผมมาลอนดอนครั้งนี้ได้มารับที่สำนักงานหนังสือพิมพ์การ์เดียนในเวลา 01.30 น. ตรงเวลา เรื่องตรงต่อเวลานี่ฝรั่งเขาให้ความสำคัญมาก ถ้าจะมาสายเพียง 10 นาที ก็จะโทรบอกขอโทษล่วงหน้า

Jo เป็นสาวกระดูกเหล็กที่เอาการเอางานมาก คือมากกว่าชาวอังกฤษที่พบ ซึ่งล้วนเอาการเอางาน (Active) ไม่ใช่ประเภทเรื่อยๆ มาเรียงๆ เฉื่อยแฉะเหมือนคนบางประเทศ Jo ไม่เหมือนชาวอังกฤษที่เคยรับรู้มา

อันที่จริง มิใช่เพียง Jo แต่บุคคลอื่นๆ เกือบทุกคนที่ได้พบในการเดินทางมากรุงลอนดอนครั้งนี้ ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของชาวอังกฤษที่เคยฝังอยู่ในหัว ว่า เป็นคนไว้ตัว เย่อหยิ่ง ชอบดูถูกหรือเหยียดผู้อื่น มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเยอะ คบยาก ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนฝรั่งบางชาติ

ชาวอังกฤษที่มีภาพลักษณ์ข้างต้นก็คงยังมีอยู่ เพราะได้รับการสืบทอดสืบสันดานกันมา จากการเป็นเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จึงยังติดทัศนคติว่าชาติอื่นด้อยกว่าตน หรือ เคยเป็นเมืองขึ้นของตน จะกระทืบหรือเล่นงานอย่างไรก็ได้ กรณีเทสโก้ฟ้องผมเรียกเงิน 100 ล้านบาท จะเข้าข่ายนี้หรือไม่ ผมคาดเดาไม่ได้

แต่ชาวอังกฤษที่ผมได้พบในครั้งนี้ไม่มีลักษณะข้างต้นอย่างสิ้นเชิง มีอัธยาศัยมีความเป็นกันเอง มีไมตรีจิต และเข้าใจความเป็นอกเขาอกเรา และมีทัศนคติที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ข้างต้นด้วยซ้ำ

Jo ก็เป็นหนึ่งในนั้น คือแม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็นถึงบรรณาธิการของนิตยสารที่ได้รับความเชื่อถือ และมีบทบาทระดับโลกแต่กลับมาทำหน้าที่ให้บริการ ดูแล เป็นห่วงเป็นใย และเป็นผู้จัดการส่วนตัวในช่วง 4-5 วัน ที่ผมพำนักอยู่ในลอนดอน

Jo ทำหน้าที่เป็นผู้นัดหมาย หรือผู้จัดการส่วนตัวในการประสานงานกับสื่อต่างๆ ทั้งทีวี สถานีวิทยุ และหนังสือพิมพ์โดยการจัดคิวให้ไปพบและพาไปพบ หรือนัดหมายให้มาพบที่สำนักงาน Index on Censorship

ระบบรถใต้ดินของอังกฤษดีมาก มีรถวิ่งจอดสถานีเกือบทุกๆ 3 นาที และสามารถเชื่อมต่อกันได้หมด ด้วยค่าโดยสารราคาเดียวที่เราซื้อแล้วบอกโซนที่เราจะเดินทาง ซึ่งเขาแบ่งออกเป็น 9 โซน ครอบคลุมถึงชานเมืองด้วย ราคาก็ต่างกันไม่มากนัก

รัฐบาลอังกฤษ หรือรัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ล้วนถือหลักว่า การใช้เงินภาษีอากรของประชาชนมาลงทุนด้านการคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของคนให้ประหยัดเวลาและมีผลิตภาพมากขึ้น จะช่วยให้ประเทศเจริญและสร้างจีดีพีเพิ่ม

ดังนั้น การคมนาคมจึงไม่ใช่เรื่องการค้าหากำไร แต่เป็นหน้าที่ในการจัดให้บริการ เช่นเดียวกับด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการสาธารณูปโภค ผิดกับบ้านเราที่รัฐเอาเงินของประชาชนมาลงทุน แล้วให้เอกชนประมูลไปในราคาถูกๆ แล้ว นำกิจการมาทำเป็นธุรกิจหากำไรสูงสุดบนความทุกข์ยากของประชาชน ซึ่งไร้ทางเลือก อาทิเช่น กรณีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน ค่าบริการทางด่วน ค่าใช้สนามบิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียนที่ต้องกู้เงินมาจ่ายแล้วผ่อนกันตลอดชีวิต

นี่คือ การคอร์รัปชันทางนโยบายที่ร้ายแรงที่สุด และเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุด แม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิก็สร้างด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน บัดนี้ต่างชาติถือหุ้นไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่ประชาชนต้องจ่ายค่าใช้สนามบินเท่ากับคนต่างชาติ คือ ครั้งละ 700 บาท และต้องจ่ายค่าจอดรถให้เอกชนที่ประมูลเอาไปหากินอย่างมหาโหด ซึ่งสร้างปัญหาการจราจรอย่างมาก เพราะคนไม่อยากไปจอดให้เจ็บปวดกระดองใจ นอกจากนี้ เนื้อที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ อาทิเช่น ที่นั่งสบายๆ ห้องน้ำที่สะอาดก็มีไม่เพียงพอ เนื้อที่ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเป็นห้างขายสินค้า

ชาวต่างชาติที่ผมพบมามีแต่ก่นด่า และนำไปพูดต่อๆ กัน ถึงการเอาเปรียบผู้ใช้สนามบิน กลายเป็นว่านำเงินภาษีอากร มาสร้างเป็นศูนย์การค้าให้เอกชนใช้ทำมาหากิน รายได้เข้ากระทรวงการคลังปีละเท่าไรก็ไม่เคยมีการเปิดเผย อันที่จริงคนไทยผู้จ่ายค่าก่อสร้าง จะต้องจ่ายค่าใช้สนามบินถูกกว่าคนต่างชาติอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง จึงจะยุติธรรม

ค่ารถไฟฟ้าใต้ดินของอังกฤษมีราคายุติธรรม และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค คือ ถ้าซื้อเที่ยวเดียวก็ราคาแพงหน่อย อาทิเช่น เดินทางภายใน 4 โซนใจกลางเมือง ราคา 4 ปอนด์ แต่ถ้าซื้อตั๋ววันก็แค่ราคา 5.90 ปอนด์ ใช้ได้กับทุกสายกี่เที่ยวก็ได้ และใช้กับรถเมล์ทุกสายได้ด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีตั๋วที่ใช้ได้ 3 วัน และ 7 วัน และตั๋วเดือนอีกด้วย โดยมีราคาเฉลี่ยลดลงไปอีก โดยไม่มีเงื่อนไขที่หมกเม็ด

ด้วยระบบรถไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพมากนี่เอง จึงช่วยทำให้ผมสามารถมีนัดหมายได้วันละหลายๆ นัดหมายในการเดินทาง ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างๆ อาทิเช่น วิ่งไปให้สัมภาษณ์วิทยุที่สถานี BBC ซึ่งอยู่คนละมุมของเมือง แล้วขึ้นรถใต้ดินกลับมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว นสพ.ที่สำนักงานของ Index on Censorship

ถ้าหากว่าเป็นกรุงเทพฯ วันหนึ่งได้ 2 นัดก็เก่งแล้ว หากเอาคนกรุงเทพฯ ทั้งหมดที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งต้องหมดเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ อันเป็นการสูญเสียผลิตภาพ หรือกำลังการผลิต วันละหลายชั่วโมงในการเดินทาง และความสูญเสียเงินตราต่างประเทศจากการเผาผลาญน้ำมัน เมื่อคิดเป็นเงินออกมาแล้วปีหนึ่ง อาจจะเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งปีก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ความเร็วของรถไฟฟ้าลอนดอนก็ยังไม่ทันใจคนที่ขยันและมีประสิทธิภาพอย่างชาวลอนดอน ตามสถานีรถไฟฟ้าทุกแห่งที่ต้องเปลี่ยนรถจากสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง เราจึงเห็นผู้คนทั้งหญิงและชาย ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าต่างเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปต่อรถ อันแสดงให้เห็นว่า เขาให้ความสำคัญกับเวลาเป็นอย่างยิ่ง บ้านเมืองเขาถึงได้เจริญครับ


เหินฟ้าถกสื่อเมืองผู้ดี (7)

กมล กมลตระกูล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

องค์กร Index on Censorship ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1972 หรือ 36 ปีมาแล้ว และได้ออกนิตยสารในชื่อเดียวกัน เพื่อเป็นสื่อในการสะท้อนเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรในด้าน ปกป้องและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of expression) ทั่วโลก

นิตยสาร Index on Censorship เป็นเวทีของข้อเขียนของนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์นานาชาติ ที่ถูกอำนาจมืดภายในประเทศคุกคาม ข้อเขียน ภาพ การ์ตูน บันทึกลับจากคุก ฯลฯ ที่ถูกเซ็นเซอร์ ที่ถูกห้ามตีพิมพ์ภายในประเทศ ที่ถูกห้ามเผยแพร่ เป็นเวทีของข้อเขียนที่สื่อกระแสหลักไม่ยอมลงตีพิมพ์ เป็นเวทีริเริ่มเสนอประเด็น หรือข้อคิดที่ท้าทายกระแสหลักเพื่อนำไปสู่การโต้แย้งในเวทีโลก

นิตยสาร Index on Censorship ทุกเล่ม ได้สละหน้าจำนวน 30 หน้าทุกฉบับตีพิมพ์ชื่อ สื่อ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์เป็นรายประเทศที่ถูกคุกคามสั่งปิด จับกุม ทำร้าย หรือฆ่าทิ้ง และรายงานข่าวการคุกคามเสรีภาพด้านอื่นๆ เช่น การต่อสู้คดีในศาลของนักคิดนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้เพื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์สำหรับใช้อ้างอิงถึงการคุกคามสื่อ และเสรีภาพในการแสดงออก

ในโลกยุคหลังสงครามเย็น หลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางพลเมือง และสิทธิทางการเมืองในมาตราที่ 19 ที่เกือบทุกประเทศในโลกที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ได้ลงนามให้สัตยาบัน ได้รับการท้าทายอย่างยิ่ง เช่น การเสนอคำสอนของกลุ่มคลั่งศาสนา และคลั่งลัทธิ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมากมายหลายลัทธิ มีการตีความพระธรรมหรือคำสอนหลักใหม่อย่างตามใจตนเอง โดยได้สร้างความสับสน และแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเกิดเป็นสงครามลัทธิ สงครามระหว่างศาสนา

เกิดการสร้างชุมชนตามความเชื่อของตน และชักชวนให้คนทั่วไปมาเข้าร่วม เช่น ชุมชนหลายเมียในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกาที่เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ทลายไปเมื่อเร็วๆ นี้

เกิดการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มเกย์ กลุ่มเลสเบี้ยน สิทธิการทำแท้ง สิทธิแปลงเพศ สิทธิการมีลูกของคนแปลงเพศ สิทธิการเลือกใช้นามสกุล การเรียกชื่อนำหน้า ฯลฯ รวมทั้งสิทธิการเผยแพร่คำสอน ปาฐกถา ที่เพาะความเกลียดชัง เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดชาติพันธุ์ สิทธิการเผยแพร่ภาพและเรื่องลามก ฯลฯ ทั้งทางข้อเขียนและทางอินเทอร์เน็ต

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ท้าทายมาตรา 19 ในด้านค้ำประกันเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ นิตยสาร Index on Censorship มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีของการท้าทายเหล่านี้

อันที่จริง Index on Censorship มิใช่องค์กรใหญ่ มีเจ้าหน้าที่เพียง 10 กว่าคน แต่มีเครือข่ายเชื่อมกับองค์กรสื่อและองค์กรอื่นๆ มากมาย ทุกคนทำงานอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ จึงได้รับความเชื่อถือและสามารถจัดงานแจกรางวัลระดับนานาชาติได้

องค์กรเอ็นจีโอ (Non-governmental Organizations-NGOs) ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษและยุโรป มีวิธีการทำงานและการบริหารงาน มีโครงสร้างอย่างไม่ต่างจากองค์กรภาคธุรกิจ หรือ บริษัทจำกัด เจ้าหน้าที่ที่ทำงานได้รับเงินเดือนดี ไม่เดือดร้อน มีสวัสดิการ มีเงินสะสมเกษียณอายุ มีการเติบโตทั้งทางด้านตำแหน่งหน้าที่ และเงินเดือนที่เพิ่มตามอายุการทำงาน อเมริกาเรียกว่า Non Profit หรือ not for profit organizations ซึ่งมีความหมายเดียวกัน

บางองค์กรตั้งมานานและมีพนักงาน และสาขามากกว่าบริษัทธุรกิจเสียอีก เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International ) ออกซ์แฟม (Oxfam) แอ็คชั่นเอดส์ (Actionaids) ฯลฯ

สาเหตุที่องค์กร เอ็นจีโอ ในประเทศที่พัฒนาแล้วเติบโต เพราะเป็นภาคสังคมที่ได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็น 1 ใน 3 ของภาคสังคมที่มีศักดิ์ศรีเท่ากัน คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเอ็นจีโอ แต่สังคมไทยมักมองว่าเอ็นจีโอเป็นกลุ่มก่อกวนทำให้สังคมวุ่นวาย ?

ตามคำนิยามขององค์การสหประชาชาติ สมาคม มูลนิธิ องค์การสาธารณกุศล เช่น ป่อเต็กตึ๊ง วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย ล้วนเป็นเอ็นจีโอทั้งสิ้น แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยและโรงเรียนได้กลายพันธุ์ไปอยู่ภาคธุรกิจอย่างน่าเศร้าโดยเรียบร้อยแล้ว

องค์การสหประชาชาติจึงมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสนับสนุนการทำงานของเอ็นจีโอ รัฐบาลของยุโรปส่วนใหญ่ จัดงบประมาณให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Agency) ให้งบกับองค์กรเอ็นจีโอในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เพราะถือว่าองค์กรเหล่านี้ช่วยรัฐบาลในการพัฒนา และแก้ปัญหาที่รัฐบาลละเลย และผลในระยะยาว คือ การลดความขัดแย้งในสังคมลง ให้เอื้อต่อการลงทุนของประเทศที่พัฒนาแล้ว (ไม่ได้ช่วยฟรีหรือไม่ได้หวังผลอะไรตอบแทน)

นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิใหญ่ๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วที่จัดงบให้กับองค์กรเอ็นจีโอในประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย

โครงสร้างภาษีในประเทศที่พัฒนาแล้วเอื้อต่อการเติบโตและสร้างความเป็นองค์กรเอ็นจีโอมืออาชีพขึ้นมาได้ โดยคนที่ร่ำรวยซึ่งต้องเสียภาษีรายได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก โดยเฉลี่ยร้อยละ 40 สามารถนำเงินมาบริจาคให้องค์กรเอ็นจีโอที่จดทะเบียน จากนั้นก็นำไปลดยอดที่ต้องเสียภาษี

ถึงแม้บางทีไม่ช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่ชอบรัฐบาล หรือเห็นว่ารัฐบาลนำเงินไปใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก ดังนั้น ไหนๆจะต้องเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ก็นำเงินมาบริจาคให้องค์กรเอ็นจีโอที่ทำงานเข้าตา หรือมีวัตถุประสงค์ตรงกับความสนใจของตนจะดีเสียกว่า เช่น องค์กรที่ทำงานด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา การศึกษา ปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชน ฯลฯ

เด็กอัจฉริยะในประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมีโอกาสได้รับการส่งเสริม ได้เล่าเรียนต่อ และพัฒนาศักยภาพของตน จากมูลนิธิข้างต้นมารับใช้สังคมได้ ผิดกับเด็กอัจฉริยะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจจะต้องเข้าทำงานในโรงงานเหมือนเด็กอื่นๆ ที่พ่อแม่ไม่มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา ที่มีค่าใช้จ่ายแบบหมกเม็ดเยอะมาก เช่นหลักสูตรพิเศษทั้งหลาย ที่คิดขึ้นมาหาเงินจากเด็ก และสร้างความแปลกแยกในหมู่เยาวชนด้วย

นักบริหารการศึกษาและดอกเตอร์พวกนี้ ควรจะถูกส่งตัวไปเข้าค่ายใช้แรงงานสักพักหนึ่ง เพราะเป็นผู้สร้างความแตกแยก สร้างช่องว่างทางชนชั้น และทำลายความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

องค์กรเอ็นจีโอของไทยจะไม่มีวันเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมืออาชีพถาวรแบบเอ็นจีโอต่างประเทศ หากไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเป็นแบบก้าวหน้าอย่างยุโรป ซึ่งยอมให้หักเงินที่มอบให้เอ็นจีโอโดยมีเงื่อนไขน้อยที่สุด

ดังนั้น องค์กรเอ็นจีโอที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องร่วมกันผลักดันการแก้กฎหมายสรรพากรให้ใกล้เคียงกับยุโรป ครับ