|
||||||||||||||
|
แรงงานขาดแคลน...ปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2551 ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หัวข้อข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนไม่น้อยไปกว่าเรื่องการเมืองไทยที่ยุ่งไม่เคยจบ คือ เรื่องปัญหาราคาข้าวแพง กับ ปัญหาการเสียชีวิตหมู่ของแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง หากให้ท่านผู้อ่าน เรียงลำดับความสำคัญของปัญหา จากข่าวฮอตฮิตทั้ง 3 เรื่อง ก็คงจะนำเรื่องปัญหาแรงงานต่างด้าวไว้ท้ายที่สุด เพราะอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย แถมยังเป็นผลจากการหลบหนีเข้าเมือง ที่ผิดกฎหมายอีกด้วย และคงจะเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ข่าวปัญหาแรงงานต่างด้าวนี้หายไปจากข่าวหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างกับข่าวตบตีกันทางการเมือง หรือข่าวด่ากันเรื่องราคาสินค้าแพงที่ต่างแย่งเนื้อที่พาดหัวข่าวในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นว่าปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองไทย มีความสำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาการเมือง หรือปัญหาราคาสินค้าแพงเลย เพราะปัญหาแรงงานต่างด้าว ได้สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยที่ขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตของประเทศ และหากเราปล่อยให้สภาพการขาดแคลนแรงงานนี้มีอยู่ต่อไป โดยไม่มีการบริหารจัดการเรื่องแรงงานที่ดี ประเทศไทยเราก็จะไม่สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ในระยะยาว แถมยังอาจมีปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ผมจึงถือได้ว่าปัญหาการเสียชีวิตหมู่ของแรงงานต่างด้าวในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นนาฬิกาปลุกครั้งสำคัญที่คนไทย และรัฐบาลไทย ควรจะตื่นขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นในช่วงที่เสียงนาฬิกาปลุกครั้งนี้กำลังจะเลือนหายไปจากสื่อต่างๆ ในบ้างเมือง คอลัมน์มุมเอกในวันนี้ จึงขอเปล่งเสียงออกมาดังๆ จากเนื้อที่อันน้อยนิดนี้ ให้ท่านผู้อ่านและผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ได้มาให้ความสนใจกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นระบบเสียที ก่อนที่จะเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมา ที่รุนแรงกว่าปัญหาแรงงานต่างด้าวหลายเท่าตัว จริงๆ แล้ว ปัญหาแรงงานขาดแคลน เป็นปัญหาที่สะสมอยู่ในเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่ที่เศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้มีความต้องการจ้างแรงงานเข้าไปเป็นปัจจัยการผลิตในสาขาการผลิตต่างๆ มากขึ้น ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กำลังแรงงานคนไทยที่เข้าสู่กำลังแรงงานกลับไม่พอกับความต้องการจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น และมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ดังจะเห็นได้จากจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ มีจำนวนลดลงถึงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากในช่วงปี 2546 ที่เคยมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เกือบปีละ 6 แสนคน แต่ในปัจจุบันนี้กลับมาเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวประมาณ 3 แสนคน สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดลง เนื่องมาจากข้อจำกัดโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรในระดับต่ำมากและมีการชะลอการขยายตัวอย่างเร็ว โดยในช่วง 10 ปีล่าสุด (ในช่วงปี 2541-2550) จำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.7% เท่านั้น ลดลงจากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.2% ในช่วง 10 ปีก่อนหน้า (ช่วงปี 2531-2540) และลดลงจากที่ขยายตัวเฉลี่ย 2% ในช่วงปี 2521-2530 อัตราการขยายตัวของคนไทยที่ลดลงนี้ ได้ส่งผลให้โครงสร้างประชากรและกำลังแรงงานไทยเปลี่ยนไปอย่างน่าเป็นห่วงมาก โดยในปัจจุบันสัดส่วนประชากรที่อายุต่ำกว่า 14 ปี ซึ่งจะเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศในอนาคต ลดลงมาอยู่แค่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของประชากรไทยทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน ในขณะที่สัดส่วนของผู้อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งไม่อยู่ในกำลังแรงงานแล้ว กลับมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 8 เมื่อ 10 ปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12 ในปัจจุบัน และหากมองไปข้างหน้า โดยพิจารณาจำนวนคนที่อยู่ในวัยใกล้เกษียณแล้ว จะยิ่งทำให้เห็นภาพได้ว่าอีกหน่อยประเทศไทย จะมีคนวัยทองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสถิติที่กล่าวมาข้างต้นสักเท่าไร อาจจะลองพิจารณาง่ายๆ จากสภาพแวดล้อมของคนรอบๆ ตัวท่านก็ได้นะครับ ผมเชื่อว่าท่านจะไม่แปลกใจเลยกับตัวเลขอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วที่กล่าวมา เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ของผม มีลูกถึง 7 คน ซึ่ง พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ของผมเกือบทุกคนอยู่ในวัยเกษียณเกิน 60 ปีหมดแล้ว ส่วนตัวผมเอง ซึ่งอยู่ในวัยกำลังแรงงาน (15-60 ปี) ก็มีพี่น้องรวมกันแค่ 2 คน ในขณะที่ผมเองและเพื่อนรุ่นราวใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีลูกกันเท่าใดนัก นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหาแรงงานขาดแคลนในปัจจุบันและในอนาคต แล้วถ้าอัตราการเกิดยังลดลงอย่างนี้ อีกหน่อยประเทศไทยจะไปหากำลังแรงงานมาทำงานที่ไหนดีหละครับ ทางออกในระยะสั้นที่พวกเราใช้กันอยู่ ก็คือ การนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาในไทยทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย จากข้อมูลสถิติแรงงานต่างด้าวล่าสุดของกรมการจัดหางาน จะเห็นได้ว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในประเทศไทย ประมาณ 8 แสนคน แต่เท่าที่ทราบตามที่เป็นข่าวกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คาดว่าจะยังคงมีแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง มาทำงานอีกถึง 2-3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าแรงงานต่างด้าวของไทยส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เมืองไทย ที่มักจะเป็นแรงงานไร้ฝีมือ และผมไม่แน่ใจว่าประโยชน์ที่ได้รับทางเศรษฐกิจนั้น จะคุ้มค่ากับต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่จะต้องเข้าไปดูแลจัดการหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศไทย ต้องรีบยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ในอนาคต โดยการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มและมีคุณภาพ ไม่ใช่รับจ้างผลิตสินค้าโดยใช้แรงงานถูกเหมือนดั้งเดิม ผมยิ่งไม่แน่ใจว่า เราจะใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือนี้เป็นทางแก้ของปัญหาการขาดแคลนแรงงานไปได้อีกนานเท่าไร ผมคิดว่าทางออกของประเทศไทยในเรื่องนี้ มีอยู่เพียงไม่กี่ทาง ดังนี้ 1. เร่งให้คนมีลูกกันเยอะๆ ซึ่งผมว่าเป็นไปได้ยากในสังคมยุคปัจจุบัน และถ้าทำได้ ก็คงจะไม่เกิดผลเร็ว คงต้องรออีกอย่างน้อย 15 ปี กว่าเด็กที่เกิดปีชวดนี้ จะเริ่มเข้าสู่วัยกำลังแรงงาน 2. นำเข้าแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่แรงงานมีฝีมือ และสอดคล้องกับเป้าหมายของสาขาการผลิตที่ต้องการพัฒนาแต่ขาดแคลนแรงงาน ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็คือ ประเทศสิงคโปร์ ที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ และมีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคน แต่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรุ่งเรือง ด้วยการให้แรงจูงใจพิเศษดึงแรงงานที่มีฝีมือจากชาติต่างๆ เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในสาขาที่ตัวเองต้องการพัฒนาเป็นพิเศษ เช่น บริการการเงิน เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่เห็นคนเก่งๆ ในสาขาการเงินที่ถูกซื้อตัวไปทำงานในสิงคโปร์ จนทำให้สามารถเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลกได้ในปัจจุบัน ผมว่าประเทศไทยน่าจะลองศึกษาวิธีต่างๆ ที่จะดึงแรงงานมีฝีมือจากต่างชาติมาแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานดูนะครับ นอกจากนี้ ก็ต้องเร่งจัดระเบียบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่ไร้ฝีมือในปัจจุบันให้เป็นระบบด้วยนะครับ ก่อนจะก่อปัญหาความวุ่นวายไปมากกว่านี้ 3. การเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย โดยการทำให้คนไทย 1 คนเหมือนเดิม แต่สามารถทำงานได้เก่งขึ้น เช่น การสนับสนุนให้มีการศึกษาที่สูงขึ้น หรือ มีการฝึกอบรมให้มีความรู้ความชำนาญมากขึ้น แม้ว่าวิธีนี้จะต้องใช้เวลานานเช่นกัน แต่ผมเชื่อว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของคนไทย จะเป็นทางออกเดียวที่จะยั่งยืนและทำให้ประเทศไทย ยืนหยัดแข่งขันอยู่ในเวทีโลกได้ในระยะยาว เสียดายที่เนื้อที่คอลัมน์วันนี้หมดแล้ว ผมคงต้องเลื่อนการอธิบายเรื่องการเพิ่มคุณภาพแรงงานไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ (กว่า) ที่ถูกละเลยมานาน ไปไว้ในคอลัมน์มุมเอกฉบับหน้า สวัสดีครับ แรงงานขาดแคลน...ปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม (ตอน 2) มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ในคอลัมน์มุมเอกฉบับที่แล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เริ่มเขียนบทความ เรื่องปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นอยู่ในสังคม และเศรษฐกิจไทยอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือปัญหาการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ไปเปิดโรงงานในประเทศอื่น เพราะมีแรงงาน (ที่มีฝีมือ) ไม่เพียงพอ และหากประเทศไทยยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ ยังคงเป็นอยู่ต่อไป ในที่สุดปัญหาที่สะสมก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คอลัมน์มุมเอกในวันนี้ จะมาขอเขียนต่อจากบทความฉบับก่อน ซึ่งผมได้เกริ่นค้างไว้ถึงแนวทางออกในการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน 3 ด้าน ดังนี้ 1. สนับสนุนให้คนไทยแต่งงานและมีลูกกันเยอะๆ แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า วิธีนี้คงได้ผลยากในทางปฏิบัติ เพราะเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องส่วนตัว จะมาบังคับกันคงลำบาก ดูขนาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้พยายามออกมาตรการทุกวิถีทาง ที่จะจูงใจให้คนมีลูกกันเยอะๆ เช่น แจก Bonus ให้แก่คนมีลูก (รู้จักกันในนาม Baby bonus) หรือลดหย่อนภาษีหลายเท่าให้แก่ผู้มีบุตร แถมขยายเวลาลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรได้นานเป็นพิเศษ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีผลในการเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรสิงคโปร์ได้สักเท่าไร 2. ประเทศไทยคงไม่มีทางเลือกที่จะต้องอาศัยแรงงานต่างชาติเข้ามาช่วยทำงานในระยะสั้น ในช่วงที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้นได้ แต่การนำเข้าแรงงานต่างด้าวควรต้องเน้นกลุ่มเป้าหมายที่แรงงานมีฝีมือมากขึ้น และสอดคล้องกับเป้าหมายของสาขาการผลิตที่ต้องการให้ไทยเป็นผู้นำในเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แม้ว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยจะมีการขาดแคลนแรงงานอย่างมากในสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ เพื่อเข้ามาทำงานแทนคนไทยที่ไม่ค่อยอยากทำเท่าไรแล้ว เช่น แรงงานรับจ้างเย็บปักถักร้อย และแรงงานรับจ้างทำความสะอาด เป็นต้น กับ กลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ เช่น วิศวกร หรือช่างเทคนิคต่างๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญต่างๆ เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ หรือ ฮาร์ดดิสก์ แต่เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเร่งยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ในระยะสั้น ผมเห็นว่าประเทศไทยน่าจะพิจารณากำหนดเป้าหมายแรงงาน เฉพาะที่มีฝีมือและขาดแคลนให้ชัดเจน รวมทั้งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน เพื่อให้เป้าหมายกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือที่ขาดแคลน สามารถผ่านกระบวนการพิเศษที่สามารถขออนุญาตใบทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเหมือนระบบในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไร้ฝีมือเพื่อเข้ามาทำความสะอาด หรือเป็นวิศวกรในอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็ต้องผ่านกระบวนการอันยืดยาวเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน working permit เหมือนๆ กัน แถมยังต้องคอยหมุนเวียนเดินทางข้ามประเทศทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน เพื่อแค่ไปขอวีซ่าในการกลับเข้ามาทำงานใหม่เหมือนๆ กัน นอกจากนั้น เราก็ควรยอมรับความจริงในการเปิดรับแรงงานไร้ฝีมือที่ขาดแคลนให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นด้วย เพื่อจะได้ลดปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองในปัจจุบัน ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ซึ่งการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ในระบบนี้ น่าจะช่วยให้สามารถควบคุมดูแลจัดระเบียบให้เรียบร้อยขึ้นด้วย 3. วิธีการสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะเป็นวิธีการที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลานานเพียงใดก็ตาม ก็คือ การเพิ่มคุณภาพแรงงาน ซึ่งผมเห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มคุณภาพคนไทยในทุกมิติ ทั้งในด้านการศึกษาสูงขึ้น มีทักษะที่ดีขึ้น สอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น และที่สำคัญต้องมีคุณธรรมมากขึ้น ดังนี้ การเพิ่มคุณภาพแรงงานผ่านการศึกษาที่สูงขึ้น หมายถึง การยกระดับการศึกษาขั้นต่ำของแรงงานไทยให้สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในปัจจุบัน ระดับการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยอยู่ในระดับต่ำมากเพียงแค่ประมาณ 8 ปีกว่าๆ เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ เรียนยังไม่จบมัธยม 3 เลย ทั้งๆ ที่การศึกษาภาคบังคับของไทยอยู่ที่ 9 ปี ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขการสำรวจ ระดับการศึกษาของกำลังแรงงานคนไทย ที่พบว่า มีแรงงานอยู่สูงถึงเกือบ 3 ใน 4 ของแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 34 ล้านคน ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วอย่างนี้ เมืองไทยจะเอาอะไรไปแข่งกับประเทศอื่นๆ เช่นเกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ ที่แรงงานส่วนใหญ่จบการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี ในมิติด้านการมีทักษะที่ดีขึ้นนั้น ผมเพิ่งได้อ่านข้อมูลจากรายงานสำรวจการทำธุรกิจระหว่างประเทศทั่วโลก ประจำปี 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งได้สำรวจเจ้าของหรือผู้จัดการบริษัทจาก 7,200 บริษัทชั้นนำที่ทำธุรกิจอยู่ใน 34 ประเทศทั่วโลก (รวมทั้งไทย) ถึงกับตกใจกับผลการสำรวจของบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ที่เห็นคล้ายๆ กันว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพเป็นข้อจำกัดใหญ่ต่อการขยายธุรกิจในประเทศไทย แต่ผลการศึกษาดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนด้วยว่าทักษะที่แรงงานไทยขาดแคลนที่สุด คือ ความชำนาญด้านภาษา ยังไงก็ขอฝากท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับด้านการศึกษาไว้ ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ ในมิติด้านการพัฒนาคุณภาพแรงงานด้านต่อไป คือ การผลิตแรงงานที่มีการศึกษาและความชำนาญ ให้สอดคล้องกับสาขาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และตรงตามเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการผลิตของโลกหรือภูมิภาค เช่น ตอนนี้เราตั้งเป้าหมาย ที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟของโลก หรือเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ดีทรอยต์แห่งเอเชีย หรือ เป็น Medical hub ทางการแพทย์ของโลก ผมก็สนับสนุนความฝันดังกล่าวนะครับ แต่ฝันจะเป็นจริงได้อย่างไร ถ้าเมืองไทยยังผลิตวิศวกร และช่างเทคนิคในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ รวมทั้งคุณหมอ และคุณพยาบาลออกมาน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการค่อนข้างมาก ในมิติของการพัฒนาคุณภาพแรงงานด้านสุดท้าย ก็คือ เรื่องคุณธรรม ซึ่งผมขอเก็บเรื่องนี้ไว้ท้ายที่สุดก็เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะต่อให้คนไทยเราจะเก่งขนาดไหน มีการศึกษาเฉลี่ยสูงสุดในโลก หรือจะมีทักษะความชำนาญในทุกๆ ด้าน แต่หากขาดคุณธรรมหรือศีลธรรม การพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมาก็ไร้ความหมาย และอาจนำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มาสู่ประเทศชาติ เหมือนกับคำโบราณที่กล่าวว่า "คนที่น่ากลัวที่สุด คือ คนฉลาดและขี้โกง"
|