|
||||||||||||||
|
Can Germany Be Saved ?
เยอรมนีก็มีปัญหา (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3996 (3196) เศรษฐกิจของเยอรมนีมีขนาดใหญ่เป็น 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลก และสินค้าของเยอรมนีเป็นที่รู้จักดี ทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตามเยอรมนีมิได้มีบทบาทสูงนักในด้านการเป็นหัวจักร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในช่วงหลังการ รวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ของเยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออกเมื่อปี 2533 ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจของเยอรมนี ขยายตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เยอรมันบางคน ปัจจัยของการขยายตัวช้ามิได้มาจากปัญหาอันเกิดจากการรวมตัวกันของสองภาคเพียงอย่างเดียว หากมาจากปัญหาพื้นฐานในเยอรมนีซึ่งมีมาเป็นเวลานานแล้ว หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ได้แก่ Hans-Werner Sinn ศาสตราจารย์และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การคลัง แห่งมหาวิทยาลัยมิวนิก เขาได้วิเคราะห์ปัญหาและพิมพ์หนังสือออกมาเป็นภาษาเยอรมันเมื่อปี 2546 หนังสือเล่มนั้นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและหลังการปรับเปลี่ยน ได้พิมพ์ออกมาเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปี 2550 ชื่อ Can Germany Be Saved ? : The Malaise of the World"s First Welfare State หนังสือขนาด 340 หน้าเล่มนี้มี ด้วยกัน 9 บท เสริมด้วยบทนำละบทส่งท้าย ในบทนำและบทที่ 1 ผู้เขียนเล่า ประเด็นปัญหาของเยอรมนีแบบคร่าวๆ โดยตราเยอรมนีว่าเป็น "คนป่วยแห่งยุโรป" เช่นเดียวกับอิตาลี เพราะจากปี 2538 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของเยอรมนีขยายตัวในอัตราต่ำสุด ในบรรดาประเทศยุโรป ยกเว้นอิตาลีเท่านั้น การลงทุนลดลง การล้มละลายเพิ่มขึ้น เงินทุนไหลออก นอกประเทศ และการว่างงานเพิ่มขึ้น ทั้งที่ปัญหาหนักหนาสาหัสปรากฏชัดอยู่กับตา แต่ชาวเยอรมันไม่ใส่ใจว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น หากกลับไปสนใจ ในเรื่องไร้สาระ เช่น ผลการแข่งขันฟุตบอล ความอ้วนของนายกรัฐมนตรี และชีวิตรักของนักเทนนิส ผู้เขียนมองว่าต้นตอของปัญหาได้แก่การเพิ่มระบบสวัสดิการจนครอบจักรวาลหลังจากเยอรมนีตะวันตก ฟื้นตัวจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น เพิ่ม ค่าตอบแทนการว่างงานและสวัสดิการสังคม ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มเงินบำนาญ ให้โอกาสเกษียณก่อนกำหนด และยกเลิกค่าเล่าเรียนจนถึงขั้นอุดมศึกษา สิ่งเหล่านั้นต้องการค่าใช้จ่ายจากรัฐซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันค่าจ้างแรงงานก็เพิ่มขึ้น จนทำให้เยอรมนีมีค่าแรงสูงที่สุดในโลก มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ผู้ทำธุรกิจเลือกไปลงทุนในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นไป สูงเกิน 10% ปัญหาการว่างงานเลวร้ายลงหลังจากการรวมตัวกันของสองภาค เนื่องจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในเยอรมนีตะวันออก นำไปสู่การลดคนงานในภาคอุตสาหกรรมถึง 75% แม้จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากรัฐบาลกลาง ภาคตะวันออกของประเทศก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ สร้างความจำเป็นที่ฝ่ายตะวันตกจะต้องให้เงินสนับสนุนต่อไปอีกนาน ค่าใช้จ่ายของรัฐมาจากการเก็บภาษีและการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเก็บภาษีได้ไม่พอ ยังผลให้บริษัทใหญ่ๆ หนีไปลงทุนใน ต่างประเทศเพราะรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องถูกเพิ่มภาษีเพื่อนำไปปิดงบประมาณและเพื่อการใช้หนี้ ผู้เขียนมองว่าครั้งหนึ่งอังกฤษเคยประสบปัญหาคล้ายเยอรมนี แต่ตอนนี้อังกฤษดีกว่าเยอรมนีมาก เพราะได้เปลี่ยนนโยบายในสมัยของนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ บทที่ 2 พูดถึงสาเหตุที่คนงานเยอรมันสูญความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งผู้เขียนมองว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ในเบื้องแรกสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการโลกาภิวัตน์ เช่น การเพิ่มขึ้นของความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย การขยายสหภาพยุโรป ไปสู่ภาคพื้นยุโรปตะวันออกพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของสหภาพฯ รวมทั้งการใช้เงินตระกูลเดียวกันด้วย และการรวมตัวกันของเยอรมนีเอง ก่อนการขยายสหภาพยุโรปให้กว้าง ออกไป บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีศักยภาพและเงินทุนมากพอที่จะไปลงทุน ในต่างประเทศซึ่งมักอยู่ห่างไกลและต้อง ใช้เงินจำนวนมาก หลังจากประเทศ ในภาคพื้นยุโรปตะวันออกเข้าเป็นสมาชิก ในสหภาพฯ วิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมของเยอรมนีก็สามารถย้ายฐานการผลิตออกไปตั้งในต่างประเทศได้ ไม่ต่างกับบริษัทขนาดใหญ่ การออกไปลงทุนในต่างประเทศเช่นนี้มีผลทำให้เยอรมนีมีเงินลงทุนในยุโรปตะวันออก สูงมาก นั่นคือ สูงกว่าการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษรวมกันเสียอีก ในทางกลับกัน มันทำให้การลงทุนในเยอรมนีลดลง ยังผลให้ความสามารถ ในการแข่งขันของเยอรมนีลดลงด้วย คนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็นปัญหาเพราะตัวเลขบ่งว่าการส่งออกของเยอรมนียังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนมองว่า การเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะมันเกิดจากการนำชิ้นส่วนและผลผลิตเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อประกอบกัน แล้วส่งออกไปขายในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้นจะเห็นว่ามูลค่าเพิ่มของผลผลิต ได้ลดลงถึงราว 10% ในช่วงเวลาระหว่าง ปี 2534-2547 สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ ค่าแรงที่สูงมากในเยอรมนี เพราะสหภาพแรงงงานมีพลังอำนาจสูง และไม่ยอมปรับค่าแรง เมื่อสภาพการแข่งขันเปลี่ยนไป ทำให้ค่าแรงในเยอรมนีสูงที่สุดในโลกยกเว้นในเดนมาร์กซึ่งก็เพิ่งขึ้นไปสูงกว่าในเยอรมนีเมื่อปี 2545 นี่เอง ค่าแรงเช่นนี้มีผลกระทบทางลบต่อการจ้างงานและการลงทุน ยังผลให้การว่างงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การวิจัยพบว่าถ้าแรงงานยอมลดค่าแรงลง 10-30% ตามแต่ชนิดของแรงงาน การว่างงานจะหมดไป ผู้เขียนมองว่าค่าแรงซึ่งสูงขนาดนี้ จะต้องลดลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มิฉะนั้นความสามารถในการแข่งขันของเยอรมนี ก็จะลดต่อไปเรื่อยๆ บทที่ 3 พูดถึงบทบาทของสหภาพแรงงาน ผู้เขียนมองว่าสหภาพแรงงานสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสมากว่า 30 ปีแล้ว ที่มาของปัญหาได้แก่ฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยเชิงสังคมนิยมซึ่งถือกำเนิดขึ้นในเยอรมนีเมื่อราว 100 ปีก่อน ระบบนี้ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลซึ่งต้องการให้มีการกระจายรายได้ที่ทัดเทียมกันมากขึ้น และสหภาพแรงงา นซึ่งต้องการเป็นตัวแทนของแรงงานในการต่อรองค่าจ้าง ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสหภาพแรงงานได้แก่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งนำไปสู่ความมั่งคั่งของชนชั้นนายทุน แต่ไม่นำไปสู่ความอยู่ดีกินดีของแรงงานเพราะค่าแรงถูกกด แรงงานไม่มีทางต่อรองในยุคนั้นเพราะชนชั้นกรรมกรมีเป็นจำนวนมากและยังไม่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อรัฐบาลมีนโยบายกระจายรายได้ให้ทัดเทียมกันมากขึ้น นโยบายนั้นเอื้อให้การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานสะดวก จากนั้นมาสหภาพแรงงานก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และสามารถต่อรองกับนายจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการต่อรองค่าแรงงานมีผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเยอรมนีลดลง โดยเฉพาะเมื่อกระบวนโลกาภิวัตน์เปิดตลาดให้แก่สินค้าจากประเทศที่มีค่าแรงต่ำ พร้อมกันนั้นมันก็ทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นในเยอรมนีด้วย แต่สหภาพแรงงานมองไม่เห็นความจำเป็น ที่จะต้องหยุดเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรง และสวัสดิการอยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนเห็นว่าที่เป็นเช่นนั้น เพราะสหภาพแรงงาน เป็นการรวมตัวกันเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกเท่านั้น ส่วนอะไร จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวมพวกเขาไม่ใส่ใจ ยิ่งกว่านั้นสหภาพแรงงานยังไม่สนับสนุนสมาชิกตกงาน ที่ต้องการลดค่าแรงของตนลงด้วยความสมัครใจ เพื่อหวังจะได้มีงานทำ ตรงข้ามสหภาพแรงงานต้องการลดเวลาทำงานของสมาชิกลงเรื่อยๆ จนยังผลให้แรงงานเยอรมันมีชั่วโมงทำงานน้อยที่สุด ในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมทั้งหมดยกเว้นนอร์เวย์และเนเธอร์แลนด์เท่านั้น เยอรมนีพยายามหาทางแก้ปัญหาค่าแรงสูง ด้วยวิธีต่างๆ แต่ยังไม่ได้ผล ผู้เขียนมองว่ารัฐบาลจะต้องเปลี่ยนกฎหมายหลายฉบับ และสหภาพแรงงาน ก็จะต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนจุดยืนด้วย มิฉะนั้นปัญหานับวันจะยิ่งหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้น หน้า 42 Can Germany Be Saved ? เยอรมนีก็มีปัญหา (2) คอลัมน์ ผ่ามันสมอง โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3997 (3197) บทที่ 4 พูดถึงระบบสวัสดิการของรัฐ ผู้เขียนมองว่าเยอรมนี มีระบบสวัสดิการของรัฐที่ดีที่สุดในโลก มันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจมาเป็นเวลาช้านาน เพราะมันประกันความเสี่ยง ให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งเอกชนไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามการให้ประกันแบบครอบจักรวาลเช่นนั้น นำไปสู่ปัญหาทางด้านจริยธรรมที่เรียกว่า "moral hazard" นั่นคือการมีประกันที่มั่นคงสูง กระตุ้นให้บุคคล มีพฤติกรรมจำพวกเพิ่มความเสี่ยง หรือขาดความจำเป็นมากขึ้น เช่น การมีประกันไฟทำให้เจ้าของตึกลดระบบฉีดน้ำ และยามเฝ้าตึก หรือการมีประกันสุขภาพ นำไปสู่การใช้บริการรักษาพยาบาล และ สุขอนามัยที่ไม่จำเป็น หรือแพงเกินกว่าเหตุ ผู้เขียนมองว่าระบบสวัสดิการชั้นเยี่ยมของเยอรมนีกำลังก่อให้เกิดพฤติกรรมจำพวกนี้ ในหมู่ชาวเยอรมันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการลดการลงทุนในด้านแสวงหาการศึกษา ลดเวลาในการแสวงหางานใหม่ ไม่ยอม ย้ายถิ่นฐานเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและเลือกตกงานหากงานใหม่มีรายได้ ต่ำกว่างานเก่า การเลือกตกงานโดยความสมัครใจ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในเยอรมนีเพราะรัฐ มีสวัสดิการเป็นเวลายาวนานให้ผู้ตกงาน ทุกคนไม่ว่าการตกงานจะเกิดจากอะไร ชาวเยอรมนีส่วนใหญ่จึงเลือกตกงานหากค่าแรงที่จะได้ ไม่ต่างมากนักจากเงินสวัสดิการของรัฐ เยอรมนีจึงมีทั้งตำแหน่งว่างมากมาย เพราะหาคนงานไม่ได้ และ ผู้ตกงานจำนวนมาก รัฐบาลในสมัยของนายกรัฐมนตรีแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการแก้กฎหมาย เพื่อลดแรงจูงใจให้คนตกงาน เพื่อจะรับสวัสดิการของรัฐ เช่น ลดจ่ายค่าตอบแทนการว่างงานเบื้องต้นจาก 32 เดือนเหลือเพียง 12 เดือน นโยบายนั้นยังผลให้เขาแพ้การเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา ฉะนั้นผู้เขียนจึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น ในปัจจุบันนี้ เยอรมนีมีอัตราการว่างงานสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่ระบบค่าแรงมีความยืดหยุ่นได้ และไม่มีระบบประกันสังคมแบบอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับเยอรมนี เช่น อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันระบบสวัสดิการสังคมของเยอรมนียังไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความเป็นเลิศทางการศึกษา และความพยายามปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ข้อมูลบ่งว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กอายุ 15 ปีในเยอรมนีต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมทั้งหมด นอกจากนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระหว่างผู้ที่มีการศึกษาสูงกับผู้ที่มีการศึกษาต่ำยังแตกต่างกันมากกว่าในประเทศ เหล่านั้นอีกด้วย ผู้มีการศึกษาสูงไม่ประสบปัญหาในการหางานทำ ส่วนผู้มีการศึกษาต่ำขาดทักษะที่ตลาดต้องการ แต่ก็ไม่วิตกเรื่องการว่างงานเพราะมีสวัสดิการของรัฐเป็นที่พึ่ง ยิ่งกว่านั้นแรงงานที่เคยอยู่เยอรมนีตะวันออก ก็ขาดแรงจูงใจที่จะปรับปรุงตัวเอง ทั้งที่ทักษะของพวกเขา ล้าสมัยเพราะเคยใช้แต่เฉพาะเทคโนโลยี แบบเก่า ผู้เขียนตั้งชื่อสถานการณ์เช่นนี้ว่า เป็น "โรคเยอรมัน" (German Disease) นอกจากระบบสวัสดิการสังคมของรัฐ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์อย่างล้นเหลือแก่ประชาชนแล้ว ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่หลวง ต่อตลาดแรงงาน ของเยอรมนีอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ โครงการเกษียณก่อนกำหนดเวลา โครงการนี้วางอยู่บนฐานของสมมติฐานที่ว่า ความต้องการแรงงานจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเทคโนโลยีนับวันจะมีความสามารถในการทำงานแทนแรงงานเพิ่มขึ้น ฉะนั้นหากแรงงานที่มีอายุมากถูกชักจูงให้เกษียณก่อนกำหนดเวลาได้ด้วยเงินบำนาญก้อนโต แรงงานที่มีอายุน้อยก ว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการตกงาน แต่ผู้เขียน มองว่านั่นเป็นการตั้งสมมติฐานที่ผิดถนัด ยิ่งไปกว่านั้นมันยังสร้างปัญหาในแง่ที่แรงงานที่มีอายุมากสามารถเรียกร้อง เอาค่าแรงเพิ่มขึ้นได้ เพราะพวกเขาอาจเลือกเกษียณตัวเองถ้านายจ้างไม่ยอม อ่อนตาม หรือไม่นายจ้างก็ถือโอกาสลดแรงงานเสียเลย แทนที่จะหาทางจ้างคนงานที่มีอายุน้อยกว่าเข้ามาทำงานแทน บทที่ 5 พูดถึงการรวมตัวกันของสองภาคของเยอรมนี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงหากมองจากแง่เศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะช่องว่างระหว่างภาคตะวันตกกับ ภาคตะวันออกนับวันจะยิ่งกว้างขึ้นแทนที่จะ แคบลง และภาคตะวันออกไม่มีทีท่าว่าจะสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ หลังจากการรวมตัวกันผ่านไปเป็นเวลากว่า 15 ปี ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ ได้แก่ ระดับการลงทุนเอกชนที่ต่ำมากในภาคตะวันออกของประเทศหลังจากการรวมตัวกันแล้ว การลงทุนต่ำนำไปสู่การว่างงานในอัตราสูง โดยเฉพาะในกลุ่มของคนงานที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ทั้งที่ชาวเยอรมันตะวันออกบางส่วนได้อพยพไปตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรในภาคตะวันตกแล้ว หรือไม่ก็ไปทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ ชาวเยอรมันตะวันออกมีมาตรฐานความเป็นอยู่อย่างดี เพราะมีรายได้มาจาก 3 ทางหลักๆ คือ (1) เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง ซึ่งในตอนที่ผู้เขียนทำวิจัยมีค่าเท่ากับ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกิน 37% ของ งบประมาณของรัฐบาลกลาง (2) รัฐบาลท้องถิ่นกู้เงินจำนวนมากมาใช้จ่าย ข้อมูล บ่งว่าการกู้ยืมนั้นทำให้ชาวเยอรมัน ตะวันออกเป็นหนี้ในช่วงเวลา 11 ปีหลังจากการรวมตัวกันของเยอรมนี มากกว่าในช่วงเวลา 55 ปีของการเป็นเยอรมนีตะวันตก และ (3) รัฐบาลท้องถิ่นขายปัจจัยพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคให้บริษัทต่างชาติแล้วเช่ากลับคืนมา เช่น ระบบน้ำประปาและ ระบบรถราง การลงทุนต่ำในภาคตะวันออกเป็นผล มาจากปัจจัย 3 ด้าน คือ ด้านแรก ชาวเยอรมันตะวันออกเอง ไม่มีความสามารถทางด้านการเป็นผู้ประกอบการ ในระบบตลาดเสรี เนื่องจากถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เป็นเวลาเกือบ 50 ปี ชาวเยอรมันตะวันออกในวัยทำงานไม่เคยต้องตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะเคยแต่รอฟังคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากพวกเขาจะไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอย่างไรแล้ว โครงข่ายในด้านปัจจัยพื้นฐานของการทำธุรกิจในตลาดเสรีก็ยังไม่มี อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบการจำหน่ายและขายส่งสินค้า หรือระบบการส่งชิ้นส่วนและวัตถุดิบ ยิ่งไปกว่านั้นปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งทางภาคตะวันตกมีอย่างเพียบพร้อม ทางภาคตะวันออกก็ยังไม่มี โดยเฉพาะระบบขนส่งที่ทันสมัย ในสภาพเช่นนี้ ผู้ที่จะทำธุรกิจย่อมมีอุปสรรคมากกว่าปกติ ด้านที่สอง ได้แก่ ระดับของค่าแรงซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับผลิตภาพของแรงงาน จริงอยู่เมื่อดูจากคุณวุฒิทางการศึกษา และการฝึกฝนเบื้องต้น ชาวเยอรมันตะวันออก ดูจะมีการศึกษาสูง แต่ทักษะที่พวกเขามี มักเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งหมดยุคไปแล้ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสำหรับ ผู้ลงทุนซึ่งมาจากภาคตะวันตก และต้องเผชิญกับการแข่งขันของตลาดโลกอย่างเข้มข้น ยิ่งไปกว่านั้นในการต่อรองเรื่อง ค่าจ้างแรงงาน ทั้งรัฐบาลและสหภาพแรงงานเห็นพ้องต้องกันเรื่องการผลักดันให้ค่าแรงในภาคตะวันออก ทัดเทียมกับในภาคตะวันตก สภาพเช่นนี้ย่อมมี ผลกระทบในทางลบต่อผู้คิดจะไปลงทุน ด้านที่สาม ได้แก่ ระบบสวัสดิการ ชั้นเยี่ยมของรัฐ ดังที่กล่าวถึงแล้วในบทที่ 4 เนื่องจากผู้ที่ไม่มีงานทำได้รับสวัสดิการอย่างดี พวกเขาจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะรับงานที่มีรายได้ในระดับใกล้เคียงกับสวัสดิการของรัฐ แม้จะมีเยาวชนว่างงานจำนวนมากดังที่กล่าวถึง แต่ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนก็ไม่สามารถหาแรงงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นเยาวชนที่ว่างงาน มักไม่ยอมโยกย้ายไปทำงานในส่วนตะวันตก สร้างความจำเป็นให้ธุรกิจในภาคนั้นต้องนำแรงงานเข้ามาจากภาคอื่น ของทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก หน้า 38 Can Germany Be Saved ? เยอรมนีก็มีปัญหา คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3998 (3198) บทที่ 6 พูดถึงระบบภาษีและ การใช้รายได้ของรัฐ โดยเริ่มจากการย้อนไปดูแนวคิดหลักจากสองขั้วคือ ขั้วแรกมองว่า การเก็บภาษีในสมัยนี้ไม่ต่างกับในสมัยศักดินาเมื่อรัฐ มุ่งเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ จากประชาชนบางกลุ่ม เพื่อนำไปให้กับกลุ่มอื่น ส่วนขั้วหลังมองว่าการเก็บภาษีเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกระจายรายได้ออกไปให้ ทุกคนมีปัจจัยสำหรับดำเนินชีวิต ผู้เขียนมองว่าการยึดแนวคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นฐานของการประเมินภารกิจของรัฐ ในยุคนี้ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ให้สวัสดิการแก่ประชาชนเป็นการมองแบบตกขอบเกินไป รัฐมีบทบาทสำคัญแม้กระทั่งในระบบ ตลาดเสรี เช่น รัฐจะต้องจัดหาสิ่งต่างๆ ที่ภาคเอกชนอาจทำได้ไม่ดีเท่า โดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดหาปัจจัยพื้นฐานจำพวก ถนนหนทางและท่าเรือ และรัฐจะต้อง รับหน้าที่จัดหาสวัสดิการเบื้องต้นให้ ทุกคนในสังคมด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องยึดรายได้ทั้งหมดในสังคม มาจัดสรรให้สมาชิกตามแนวคิดของระบบคอมมิวนิสต์ โดยสรุปผู้เขียนมองว่ารัฐจะต้องยึด ทางสายกลางระหว่างแนวคิดสองขั้วนี้ อย่างไรก็ตามการประเมินมาตรการต่างๆ จะต้องวางอยู่บนฐานความคิดที่ว่า มาตรการทุกอย่างสร้างแรงจูงใจให้เกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในภาคเอกชน เช่น ภาษีที่สูงเกินไปกระตุ้นให้ธุรกิจขนาดใหญ่เลือกไปลงทุนในต่างประเทศ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เลือกทำกิจการใต้ดินที่ไม่ถูกเก็บภาษี หรือภรรยาหยุดทำงานเมื่อรายได้ของสามีขยับใกล้เส้น ที่จะทำให้ครอบครัวต้องเสียภาษีในอัตรา ที่สูงมากเนื่องจากอัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้า เขาใช้แนวคิดแบบสายกลาง ประเมินระบบภาษีของเยอรมนีในปัจจุบัน และสรุปว่า เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในยุโรป อัตราการเก็บภาษีของเยอรมนีอยู่ในระดับกลางๆ แต่สูงกว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เขามองว่าอัตราภาษีของเยอรมนีกำลังจะเพิ่มขึ้น หลังจากที่ลดลงมาเมื่อมี การปฏิรูปในปี 2543 เพราะรัฐบาลใหม่กำลังจะเสนอมาตรการที่จะทำให้เกิดผลเช่นนั้น ผู้เขียนมองว่าแม้อัตราการเก็บภาษี ของเยอรมนีจะดูไม่สูงมากนัก แต่มันซ่อนปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งไว้ในขณะนี้ นั่นคือ รัฐบาลใช้งบประมาณแบบขาดดุล มาเป็นเวลานานและปิดงบประมาณด้วยการกู้ยืม ฉะนั้นในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา หนี้ของรัฐบาลจึงเพิ่มจากอัตราที่ต่ำกว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเป็นราว 70% ตอนนี้เยอรมนีกำลังทำผิดกฎของสหภาพยุโรปสองข้อ นั่นคือ งบประมาณขาดดุลเกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมและหนี้ก็เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมด้วย ยิ่งกว่านั้นผู้เขียนประเมินว่าแม้เยอรมนีจะสามารถลดการขาดดุล ให้ลงมาต่ำกว่าอัตรา 3% ได้ อัตราของหนี้สินก็จะไม่ลดลงมาจนต่ำกว่าอัตรา 60% ในอนาคตอันใกล้นี้ นั่นหมายความว่า ชาวเยอรมันรุ่นหลังจะต้องแบกรับภาระ อันหนักหนาสาหัสต่อไป ทั้งที่เยอรมนีกำลังประสบกับปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย และจะต้องแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน เพื่อให้เป็นไปตามกฎของสหภาพยุโรป แต่รัฐบาลตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพราะแรงกดดัน จากหลายฝ่าย ทำให้ไม่สามารถทำอะไร ได้มากนัก ในเบื้องแรกเยอรมนีไม่มี พนักงานของรัฐจำนวนมากเช่น ประเทศอื่น จึงไม่สามารถตัดทอนจำนวนพนักงานลงได้ นอกจากนั้นเยอรมนียังไม่มีค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาสูงนักเช่นบางประเทศทำให้ไม่มีทางจะลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษาลง เยอรมนีมีค่าใช้จ่ายสูงมากในด้านเดียว นั่นคือ ค่าสวัสดิการ ซึ่งรวมทั้งเงินบำนาญ เงินชดเชยการตกงาน และสวัสดิการสังคมอื่นๆ เมื่อรวมกันแล้วค่าใช้จ่ายในด้านนี้สูงกว่าเงินสวัสดิการ ที่เก็บได้จากนายจ้างและแรงงานถึงราว 50% รัฐจึงต้องนำเงินภาษีที่เก็บจากด้านอื่นมาชดเชย ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางลดสวัสดิการสังคมลง แต่ทำไม่ได้เพราะผู้ได้ประโยชน์ต่อต้านอย่างหนักเพราะชาวเยอรมันที่มี อายุมากและรับบำนาญนับวันจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมกันนั้นอัตราการเกิดก็ลดลง ไม่เฉพาะผู้ได้รับสวัสดิการเท่านั้นที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง บริษัทห้างร้านที่ได้รับ การสนับสนุนจากรัฐก็ต่อต้านด้วย เช่น การสนับสนุนผู้ทำเหมืองถ่านหินเอื้อ ให้กิจการดำเนินต่อไปทั้งที่ต้นทุนถ่านหิน สูงกว่าราคาถ่านหินจากต่างประเทศถึง 4 เท่า เงินสนับสนุนภาคเกษตรกรรมทำให้เกิดการผลิตเกินความจำเป็น ยิ่งกว่านั้น การปกป้องภาคเกษตรกรรม ทำให้ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศสูงมาก จาก 30% ถึง 300% ของราคาในตลาดโลก ราคาสินค้าที่สูงเช่นนั้นสร้างความจำเป็น ให้รัฐบาลต้องเพิ่มเงินสวัสดิการสำหรับคนจนให้สูงตามขึ้นไปด้วย ผู้เขียนมองว่าแม้จะยากปานเข็นครก ขึ้นภูเขา รัฐบาลก็จะต้องปฏิรูป เพราะตัวเลขที่ชี้บ่งถึงความชะงักงัน ทางด้านเศรษฐกิจติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าถ้าไม่ทำปัญหาในระยะยาวยิ่งจะหนักหนาสาหัส ยิ่งขึ้น เขาเสนอแนวคิดต่างๆ ให้พิจารณา โดยเฉพาะมาตรการทางด้านภาษีที่จะทำให้สามารถเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการลงทุน ภายในประเทศและการทำงานของประชาชน บทที่ 7 พูดถึงปัญหาอันจะเกิดขึ้น จากการลดลงของประชากร จริงอยู่ในขณะนี้ประเทศอุตสาหกรรม กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เดียวกัน นั่นคือ อัตรา การเกิดของประชากรลดลงยังผลให้อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และมีผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้เขียนมองว่าเยอรมนีจะมีปัญหาหนักหนาสาหัสกว่าประเทศอื่นเป็นส่วนใหญ่ เพราะในขณะนี้ประชากรของเยอรมนี ก็มีอายุเฉลี่ยสูงอยู่แล้วและนับวัน จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น ได้แก่ ชาวเยอรมันแทบไม่ต้องการมีลูก ยังผลให้เยอรมนีมีอัตราการเกิดของเด็กต่ำที่สุดในโลก คือ 8.6 คนต่อประชากร 1,000 คน หลังจากหักอัตราการตายออก ประชากรของเยอรมนีกำลังลดลงในอัตราสูงกว่าของ ทุกประเทศ โครงสร้างของประชากรแบบนี้ จะมีผลกระทบหลายอย่างโดยเฉพาะ การขาดคนหนุ่มสาวที่มีทั้งกำลังวังชา และความรู้ทางเทคโนโลยีที่จะสร้าง นวัตกรรมใหม่ๆ ปัญหานี้จะหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น เพราะระบบการศึกษาของเยอรมนีมีปัญหาในด้านที่ไม่มีแรงจูงใจ ให้เกิดการศึกษาอยู่ตลอดเวลา และการแสวงหาความเป็นเลิศ นอกจากนั้นเมื่อมีหนุ่มสาวในวัยทำงานเพียงจำนวนน้อย รายได้สำหรับสนับสนุนระบบบำเหน็จบำนาญย่อมลดลง ในขณะที่ผู้สูงวัย ซึ่งต้องการบำนาญมีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชาชนในกลุ่มสูงวัย นับวันจะมีสัดส่วนสูงขึ้น โอกาสที่รัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตยจะใช้มาตรการ ลดสิทธิประโยชน์ของพวกเขาย่อมมีน้อยลง มีผู้เสนอทางเลือกสำหรับแก้ไขปัญหาจำนวนมาก แต่ผู้เขียนมองว่ามันจะแก้ปัญหาไม่ได้อย่างถาวร แม้กระทั่ง มาตรการที่จะเพิ่มอายุเกษียณเป็น 67 ปี และการเปิดโอกาสให้มีผู้อพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งในเยอรมนีเพิ่มขึ้น ผู้เขียนมองว่า การแก้ปัญหาจะต้องอาศัยปัจจัยจาก 2 ด้าน คือ ด้านแรก รัฐจะต้องมีนโยบายในการสร้างแรงจูงใจ ให้ประชนมีลูกมากขึ้นพร้อมกับลดแรงจูงใจในการงดการมีลูก เพราะในปัจจุบันนี้ คนที่ไม่มีลูกสำหรับไว้พึ่งพาในยามสูงวัย ก็ไม่มีปัญหาเพราะรัฐเป็นผู้ดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนั้นรัฐจะต้องมีนโยบายในด้านการส่งเสริมให้มีสถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนในขั้นปฐมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในด้านนี้ผู้เขียนต้องการให้รัฐบาล ยึดตัวอย่างของฝรั่งเศสเป็นหลัก ด้านที่สอง รัฐต้องปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญโดยการคงไว้ซึ่งระบบปัจจุบัน แต่ ณ จุดหนึ่งระดับของการหักเงินเก็บ และสิทธิประโยชน์จะไม่เพิ่มขึ้น ดังเช่นก่อน เงินบำนาญที่จะหายไป เพราะการไม่เพิ่มขึ้นนั้นจะได้รับการ ทดแทนด้วยมาตรการ 2 อย่าง คือ ผู้ที่มีลูกจะได้บำนาญจากลูก ส่วนผู้ที่ไม่มีลูกจะถูกบังคับให้สะสมเงินไว้ในยามแก่เฒ่า หน้า 38 Can Germany Be Saved ?/เยอรมนีก็มีปัญหา (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3999 (3199) บทที่ 8 พูดถึงการขยายขอบเขตของสหภาพยุโรปและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเยอรมนี หลังจากการขยายตัวครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี 2550 สหภาพยุโรปมีประชากรกว่า 450 ล้านคน ซึ่งใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกากว่า 50% แล้ว แต่ในขณะนี้ยังมีประเทศใหญ่ๆ รอเข้าร่วมอยู่อีกหลายประเทศ เช่น ตุรกี และยูเครน เมื่อใดประเทศเหล่านี้เข้าร่วม เมื่อนั้นปัญหาสำหรับเยอรมนีจะมีมากยิ่งขึ้น ในขณะนี้เยอรมนีกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ 2 ด้านอันเนื่องมาจากการขยายตัวของสหภาพยุโรป ไปถึงประเทศในภาคพื้นยุโรปตะวันออก ซึ่งเคยปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์คือ ด้านค่าจ้างแรงงาน และด้านการอพยพของประชากรจากสมาชิกใหม่ ในด้านค่าจ้างแรงงาน ค่าแรงของแรงงานในเยอรมนีสูงกว่าค่าแรงของประเทศในยุโรปตะวันออกมากคือ จากราว 5 เท่าเทียบกับฮังการี และ19 เท่าเทียบกับบัลแกเรีย เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีแรงงานที่มีการศึกษา ค่อนข้างดี และมีความกระตือรือร้นและวินัยในการทำงาน ฉะนั้นพวกเขาเป็นคู่แข่งในด้านค่าแรงที่ชาวเยอรมันไม่มีทางสู้ นอกจากนั้นประเทศเหล่านี้อยู่ไม่ห่างจากเยอรมนีมากนัก ค่าขนส่งสินค้าจากพวกเขามาเยอรมนีจึงไม่สูงมาก ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงดึงดูดสำคัญที่บริษัทเยอรมันพากันไปลงทุนในสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป ยังผลให้ไม่มีทุนเหลือสำหรับเยอรมนีเอง สำหรับในด้านการอพยพของประชาชนจากสมาชิกใหม่เข้าไปในเยอรมนี ผู้เขียนมองว่าในขณะนี้ ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่นอน เพราะเยอรมนีและสมาชิกเดิมของสหภาพยุโรปหลายประเทศ ยังเลือกใช้การจำกัดการอพยพตามข้อตกลงของสหภาพคือ ออสเตรีย เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก อย่างไรก็ตามข้อจำกัดนี้ จะต้องถูกยกเลิกไปภายในปี 2554 ในบรรดาสมาชิกสหภาพด้วยกันเยอรมนีมีสัดส่วนของประชากร ที่อพยพมาจากต่างประเทศมากที่สุดนั่นคือ สูงถึงเกือบ 13% ในขณะที่สวีเดนและนอร์เวย์ซึ่งไม่จำกัด การอพยพจากสมาชิกของสหภาพมีสัดส่วนดังกล่าวเพียง 11.5% และ 6.9% ตามลำดับ ในปัจจุบันนี้เยอรมนีมีประชากรจากกรีซและตุรกีสูงมากคือราว 3% ของชาวกรีก ในประเทศกรีซ และราว 3.4% ของชาวตุรกีในประเทศตุรกี ผู้เขียนมองว่า หลังจากปี 2554 ประชาชนจากโปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวะเกีย และฮังการี จะเฮกันเข้าไปในเยอรมนีเพิ่มขึ้น ตามทฤษฎีการอพยพเช่นนี้จะมีผลดีต่อประเทศสมาชิกหากตลาดแรงงานไม่ถูกบิดเบือนด้วยระบบค่าแรงที่ยืดหยุ่นไม่ได้ และแรงจูงใจจากระบบสวัสดิการที่ให้สิทธิประโยชน์สูงมาก แต่นั่นคือสิ่งที่เยอรมนีมีอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้นเท่าที่ผ่านมาเยอรมนีจึงดึงดูดผู้อพยพจำนวนมาก และเมื่อผู้อพยพเหล่านั้นแย่งงานจากชาวเยอรมัน ชาวเยอรมันเองก็ไม่เดือนร้อนเพราะมีสวัสดิการของรัฐอย่างดีรองรับอยู่ ผู้เขียนมองว่า ถ้าเยอรมนีมีระบบค่าแรงงานและสวัสดิการคล้ายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เยอรมนีจะไม่มีปัญหาเรื่องอัตราการ ว่างงานสูงดังที่เห็นอยู่ เพราะสหรัฐและอิสราเอลไม่ประสบปัญหาเช่นนั้นทั้งที่มีจำนวนผู้อพยพสูงมาก ฉะนั้นผู้เขียนมองว่าเยอรมนีจะต้องปฏิรูประบบค่าแรงงานและระบบสวัสดิการอย่างเร่งด่วน หากรัฐไม่สามารถปฏิรูปอย่างเป็นระเบียบได้ ระบบสวัสดิการจะผุกร่อนลงไปเอง เนื่องจากรัฐจะไม่สามารถหารายได้ มาจุนเจือได้อย่างเพียงพอ นอกจากนั้นสมาชิกในสหภาพยุโรป จะแข่งกันลดสิทธิประโยชน์ เพื่อลดแรงจูงใจสำหรับผู้อพยพที่จะเข้าไปในประเทศของตน หรือไม่เช่นนั้นสหภาพก็จะต้องเลื่อนการยกเลิกข้อจำกัดการอพยพ ซึ่งหมายถึงการเลื่อนการรวมตัวกัน ตามอุดมการณ์ของสหภาพออกไป บทที่ 9 พูดถึงทางเลือกของทั้งยุโรปตะวันตกและเยอรมนี ผู้เขียนมองว่าทั้งเยอรมนี และหลายประเทศในยุโรปตะวันตก กำลังประสบปัญหาคล้ายกันอันเป็นผล มาจากพลังของกระบวนโลกาภิวัตน์ และการใช้นโยบายที่ขัดกับอำนาจของระบบตลาดเสรี ประเทศในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากกรอบความคิดในแนวสังคมนิยม และประชาธิปไตยเชิงสังคมนิยมซึ่งเกิดขึ้นในเยอรมนี แนวคิดเหล่านั้นนำไปสู่การบริหารจัดการประเทศแบบที่รัฐจัดหาสวัสดิการแบบอุดมสมบูรณ์ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เยอรมนีนำหน้าไปก่อนและกำลังเผชิญกับปัญหา ส่วนประเทศในยุโรปตะวันตกกำลังตามมาติดๆ และในไม่ช้าปัญหาก็จะเข้าขั้นวิกฤตเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ประเทศเหล่านี้จะต้องปฏิรูป ทั้งระบบตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งผู้เขียนมองว่าในขณะนี้มีทางเลือกอยู่ 4 แนวด้วยกันคือ (1) ระบบที่เยอรมนีใช้อยู่ในปัจจุบัน (2) ระบบของอังกฤษซึ่งขัดขืนความกดดันของสหภาพแรงงาน และลดสวัสดิการของรัฐลง (3) ระบบของกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งร่วมมือกับสหภาพแรงงานโดยการให้รัฐจ้างผู้ที่ไม่มีงานทำ และ (4) ระบบอเมริกันซึ่งไม่สนับสนุนสหภาพแรงงานให้มีอำนาจสูง และให้เงินเสริมแก่แรงงานที่มีรายได้ต่ำ หลังจากวิเคราะห์ข้อดีข้อด้อยของทั้ง 4 ระบบแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าระบบที่น่าจะเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันสำหรับเยอรมนีและประเทศในยุโรปตะวันตกควรประกอบด้วย (1) การเปิดตลาดแรงงาน ให้กว้างตามแนวของอังกฤษ และ (2) ใช้โครงสร้างระบบสวัสดิการในแนวของสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนเสนอการปฏิรูปสำหรับเยอรมนี 6 ข้อ เสริมด้วยข้อที่ 7 เพื่อใช้ในภาค ตะวันออกของเยอรมนีโดยเฉพาะคือ (1) ลดค่าแรงต่อชั่วโมงโดยการยืดเวลาการทำงานแต่ละวันออกไปในแนวเดียวกับที่เนเธอร์แลนด์ทำ และเปิดโอกาสให้แรงงานมีส่วนเป็นเจ้าของในบริษัทที่ตนทำงานอยู่ (2) ลดอำนาจของสหภาพแรงงานลงโดยการเปิดให้มีการต่อรองค่าแรงในระดับบริษัทแทนการต่อรองในระดับสมาคมอุตสาหกรรม และยกเลิกการห้ามการเลิกจ้าง (3) เปลี่ยนระบบสวัสดิการจากการทดแทนค่าจ้างแรงงานเต็มอัตราสำหรับ ผู้ว่างงาน ไปเป็นการเสริมค่าแรงงานของ ผู้ที่มีงานทำแต่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เงินที่นำมาเสริมค่าแรงของผู้ที่ทำงาน ได้แก่ เงินที่ได้จากการลดเงินทดแทนในระบบปัจจุบันลงประมาณ 30% (4) เลื่อนการให้สวัสดิการแก่ผู้อพยพเข้ามาใหม่ ออกไปจนกว่าพวกเขาจะได้ทำงานและมีส่วนร่วมในการส่งเงินเข้าระบบสวัสดิการ ในระดับเดียวกับแรงงานที่เกิดในเยอรมนี นอกจากนั้นผู้ที่อพยพเข้าไปโดยไม่ทำงาน จะไม่มีสิทธิได้สวัสดิการ (5) ลดภาระด้านภาษีแก่ประชาชนผ่านการลดอัตราภาษี ของรายได้ในขั้นสูงๆ พร้อมกับลดภาษีที่เก็บจากรายได้ซึ่งมาจากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยและกำไรจากการขายหุ้น (6) สร้างแรงจูงใจให้ชาวเยอรมันมีลูกมากขึ้น เริ่มด้วยการเปลี่ยนนโยบายไปในแนวของฝรั่งเศส และ (7) ลดการให้เงินช่วยเหลือชาวเยอรมันในภาคตะวันออก เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน พร้อมกับเปิดโอกาสให้ธุรกิจเสนอให้ค่าจ้างแรงงานที่สะท้อนความแตกต่างของผลิตภาพระหว่าง ชาวเยอรมันในภาคตะวันตกกับชาวเยอรมันในภาคตะวันออก ในบทส่งท้ายผู้เขียนพูดถึงการอ่านสถานการณ์อันเนื่องมาจากการรวมตัวของเยอรมนีในหนังสือของเขา ซึ่งพิมพ์เมื่อ ปี 2534 เขาถูกประณามอย่างกว้างขวางจนเกือบจะตกงานเพราะการอ่านของเขาตรงข้ามกับของบรรดานักการเมือง แต่ผลปรากฏว่าสถานการณ์ออกมาตามที่เขาอ่าน ครั้งนี้เขาก็กำลังเผชิญกับสภาพเดียวกันอีก เขาไม่วิตกแต่ก็หวังว่าชาวเยอรมันจะเริ่มเข้าใจและสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเขามองว่านับวันจะยิ่งหนักหนาสาหัส ข้อคิดเห็น : หากอ่านเพียงผ่านๆ อาจเกิดความประทับใจว่าผู้เขียนอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า "ขวาตกขอบ" เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์และข้อเสนอของเขาอย่างถี่ถ้วน จึงจะรู้ว่าแนวคิดของเขาอยู่กลางๆ ระหว่างขวาตกขอบกับระบบสังคมนิยมแบบสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามฐานความคิดของเขาอยู่ในแนวตลาดเสรีกระแสหลักที่ต้องการผลิตและบริโภคเพิ่มขึ้นต่อไป ไม่ว่าการบริโภคนั้นจะจำเป็นหรือไม่ก็ตาม แนวคิดนี้กำลังสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสเพราะ โลกเริ่มขาดทรัพยากรที่จะสนับสนุนการบริโภคชนิดที่ไม่มีวันรู้จักพอ หน้า 38
|