|
||||||||||||||
|
บทเรียนจากเค้าโครงเศรษฐกิจ
พลวัตเศรษฐกิจ : อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551 ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ใครจะเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็จะถูกลากเอามาเป็นเงื่อนไขแห่งการต่อสู้ทางการเมือง โดยมิได้สนใจว่าข้อเสนอดังกล่าวมีเนื้อหาสาระ เป็นประโยชน์ต่อชาติ และราษฎรอย่างไร บทเรียนการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีเมื่อปี พ.ศ.2476 เป็นตัวอย่างที่สำคัญ ช่วงเวลาที่ "ปรีดี พนมยงค์" มีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น บนเส้นทางประชาธิปไตยไทย ด้วยบทบาทตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 จนถึง 8 พฤศจิกายน 2490 นั้น เป็นช่วงเวลาไม่ยาวนานนักเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่รัฐบุรุษท่านนี้ก็ได้บรรลุภารกิจหลายประการ เพื่อชาติ ราษฎร และระบอบประชาธิปไตย นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงการรัฐประหาร 2490 และทำให้ "ปรีดี" ต้องกลายเป็น "รัฐบุรุษพลัดถิ่น" ต้องระหกระเหินลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างแดนยาวนานกว่า 36 ปี และถึงแก่อนิจกรรม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ความเอาใจใส่ต่อปัญหา "เศรษฐกิจ" และปัญหาปากท้องของประชาชน สะท้อนจากคำพูดของท่านที่กล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช่ Coup d'Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" พร้อมทั้งได้กำหนดหลักเศรษฐกิจไว้ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศในวันยึดอำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ด้วยว่า "จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ เศรษฐกิจแห่งชาติ และความพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ ให้กับราษฎรในทางเศรษฐกิจ" ถือเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของปรีดีและคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งส่งสัญญาณต่อเนื่องจากปลายสมัยรัชกาลที่หก ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่เจ็ด ทีมงานเศรษฐกิจของคณะราษฎรได้เริ่มลดภาระประชาชน ด้วยการยกเลิกการเก็บภาษีอากรบางประเภท และลดภาษีที่ดินสำหรับปลูกข้าวลง 50% เดือนกรกฎาคม 2475 ได้มีการประกาศที่จะจัดทำเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้สำเร็จโดยเร็ว ต่อมารัฐบาลจึงมีมติมอบหมายให้ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสนอรัฐบาล เมื่อปรีดีได้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสร็จ ได้นำไปมอบให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณารับรองก่อนเข้าที่ประชุมสภา เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้รับร่างนั้นแล้ว ก็ได้เรียกประชุมขึ้นอย่างไม่เป็นทางการครั้งที่หนึ่ง โดยไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ปรีดีได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจเพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารในวันที่ 10 มีนาคม 2476 และในที่สุด ก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศลี้ภัยการเมืองครั้งแรก ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ การเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีเข้าทางกลุ่มอนุรักษนิยมพอดี จึงถือโอกาสกำจัด "ปรีดี" ออกจากเวทีการเมือง แผนเศรษฐกิจฉบับแรกของคณะราษฎร ทั้งพระยาศรีวิสารวาจา พระยาราชวังสัน ตลอดจนนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ไม่เห็นด้วย ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพระยามโนฯ นั้น ก็ได้รับการสนับสนุนโดยท่านปรีดี เพื่อเป็นการประนีประนอมกับระบอบเก่า และสมัยที่ทำงานร่วมกันในกระทรวงยุติธรรมดูท่าทีแล้ว พระยามโนฯ น่าจะมีความคิดทางการเมืองก้าวหน้า แต่เมื่อพระยามโนฯ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป พระยามโนฯ เมื่อได้รับร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ไว้ ก็เก็บใส่ลิ้นชักเอาไว้มิได้มีการนำขึ้นพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีก ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาร่างเค้าโครงการของท่านปรีดีอย่างไม่เป็นทางการอีกเป็นครั้งที่สอง และผลจากการพิจารณามีแกนนำปีกอนุรักษนิยมในคณะราษฎรบางส่วนไม่เห็นด้วย อาทิเช่น พระยาทรงสุรเดช หลวงสินธุ์สงครามชัย พระประศาสน์พิทยายุทธ และนายประยูร ภมรมนตรี ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวลือหนาหู ว่า ปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างสูงในสภาผู้แทน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่สนับสนุนท่านปรีดี พระยามโนฯ จึงถูกสมาชิกสภาผู้แทนเร่งเร้าให้รีบประกาศใช้แผนเศรษฐกิจ ดังที่รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้ และรับปากไว้แล้วว่ากำลังอยู่ในระหว่างเตรียมร่าง ทั้งขู่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ประกาศแผนเศรษฐกิจในเร็ววัน สภาจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 55/2475 วันที่ 10 มีนาคม 2475 นายจรูญ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยนายจรูญ สืบแสง ได้กล่าวว่า "เท่าที่ได้ทราบมามีว่า นโยบายในทางเศรษฐกิจนี้ไม่ลงรอยกัน เพราะต่างคนต่างเห็นชอบไปคนละทาง และบางคนก็มี Prejudice ในบางคน หรือไม่อย่างนั้น ก็มี Prejudice ในทางนโยบาย อาทิเช่น นโยบายของหลวงประดิษฐ์ มีบางคนเข้าใจว่า เป็นนโยบายทาง Communist หรือ Socialist แต่เราต้องคิดว่า นโยบายจะเป็นไปในทางใดก็ตาม ถ้าหากจะเป็นไปในทางที่จะให้ราษฎรได้รับประโยชน์แล้ว ก็ควรจะเสียสละได้แม้ชีวิต และเท่าที่เป็นอยู่เช่นนี้แล้ว เรามิได้ทำประโยชน์อันใดเป็นปึกแผ่น อาจจะนำมาซึ่งความแค้นเคืองของราษฎร เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นเหตุให้ความรับผิดชอบตกแก่คณะราษฎร ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ เพราะได้ให้คำมั่นสัญญาไว้" ต่อมารัฐบาล จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมานุการขึ้นชุดหนึ่ง จำนวน 14 คน มีพระยาราชวังสันเป็นประธาน พิจารณาร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจของท่านปรีดี และด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2475 ในการประชุมคณะกรรมานุการพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ ปรีดีได้เริ่มแถลงว่า "หัวข้อสำคัญในการประชุมวันนี้ เนื่องจากหลักหกประการที่ได้ประกาศไว้ในข้อ 3 มีใจความอยู่ 3 ประการ ในการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ คือ จะจัดมิให้ราษฎรอดอยาก จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ และเสนอว่า "โครงการนี้ไม่ใช่หลักคอมมิวนิสต์ เรามีทั้งแคปิตัลลิสม์ และโซเชียลลิสม์รวมกัน ถ้าพวกคอมมิวนิสต์มาอ่านจะติเตียนมากกว่า ยังรับรองพวกมั่งมีให้มีอยู่ และว่า "โปลีชีของข้าพเจ้านั้น เดินแบบโซเชียลลิสม์ผสมลิเบรัล" หลักการของข้าพเจ้านี้ ไม่ขัดกับ Capitalism เดินคู่กันไปแท้ๆ เราต้องการให้มีทุน เราต้องอาศัยทุนของพวกมั่งมี" อย่างไรก็ตาม แม้เนื้อหาเค้าโครงเศรษฐกิจจะเป็นประโยชน์ต่อราษฎรทั้งหลาย แต่ในที่สุด ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองอันแหลมคม "เค้าโครงเศรษฐกิจ" ได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลข้ออ้าง เพื่อยึดอำนาจรัฐ โดยพระองค์เจ้าบวรเดชและคณะ ครับ
|