|
||||||||||||||
|
อภิชน
ผู้ครองโลก
คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮิม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3991 (3191) ความนำ "พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้าง ทุกคน...แต่ถึงที่สุดแล้วพระองค์อยู่ข้างที่มีเงินมาก และมีกองทัพแสนยานุภาพเกรียงไกร" - ชอง อานุยห์ นักการละคร ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยผลงานละครโศกนาฏกรรมท้าทายสังคม และการปะทะกันระหว่างโลกอุดมคติกับโลกที่เป็นจริง นี่คือเรื่องราวของอำนาจ เรื่องราว ของความเป็นจริงที่ว่า อำนาจกระจุกตัว อยู่ในมือของกลุ่มคนจำนวนน้อยนิด ที่กระจายอยู่ทั่วโลก อธิบายว่าพวกเขาคือใคร แตกต่างจากชนชั้นผู้นำในอดีตอย่างไร และแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาอย่างไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังพยายามสืบค้น และอธิบายถึงผลกระทบที่บุคคลเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของพวกเรา และพวกเขากำลังทำอะไรกับโลกในยุคสมัยของเรา อำนาจยากยิ่งที่จะวัดหยั่งเชิงปริมาณ ความมั่งคั่งมักเป็นที่มาของอำนาจ โดยทั่วไปแล้วตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถแปลงเป็นอำนาจได้ แหล่งที่มาของอำนาจ ที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นการใช้กำลังและความรุนแรงที่เหนือกว่า แต่บางครั้งอำนาจก็มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เช่น การเข้าถึงแหล่งปัจจัยทรัพยากรสำคัญ และความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีมาตรวัดมาตรฐานใดๆ ที่สามารถ บ่งบอกปริมาณโดยรวมของอำนาจ ดังนั้นวิจารณญาณ โดยอัตวิสัยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการตัดสินว่าใครมีอำนาจมากกว่าใคร และการจะตัดสินว่าใครที่กุมอำนาจ และใครปราศจากอำนาจ เป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งกว่าเพราะหลายคนที่มีอำนาจสูงสุดมักใช้อำนาจอย่างแอบแฝง หรือนานๆ จะใช้อำนาจสักครั้ง มีคนจำนวนไม่มากนักที่มีพลังอำนาจระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของหนังสือเล่มนี้ หลายคนที่เราคิดว่ามีอำนาจมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้วอาจมีอิทธิพลน้อยมากต่อวิถีของโลก แต่บุคคลที่น่าเกรงขาม ยิ่งกว่าอาจจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญภายในท้องถิ่นหรือภายในประเทศเท่านั้น อภิชนผู้ครอบครองโลกในยุคปัจจุบัน ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีพลังอำนาจเหนือกว่าคนกลุ่มใดในโลก สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มอภิชนมีศักยภาพในการโน้มน้าวครอบงำวิถีชีวิตของผู้คน นับเป็นล้านๆ ในนานาประเทศทั่วโลก พวกเขาใช้พลังอำนาจอย่างมีพลวัต และมักเพิ่มศักยภาพด้วยการพัฒนา ความสัมพันธ์กับอภิชนอื่นๆ ยุคสมัย ของการครองอำนาจชั่วชีวิตได้ผ่านพ้นไปแล้ว อภิชนโดยส่วนใหญ่มีอำนาจเพียงชั่วคราว บุคคลที่จะอยู่ในชนชั้นนี้ได้ต้องครอบครองอำนาจยาวนานพอที่จะส่งอิทธิพลต่อโลกหรือต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มอภิชน การดำรงอยู่ของชนชั้นอภิชน เป็นสิ่งที่ ไม่อาจปฏิเสธ พวกเขาเป็นใครกัน ประมุขของรัฐ เหล่าซีอีโอของบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ยักษ์ใหญ่วงการสื่อ มหาเศรษฐี ที่ดำเนินกิจกรรมการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างต่อเนื่อง นักธุรกิจด้านเทคโนโลยี ผู้กุมอำนาจในธุรกิจน้ำมัน ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้บัญชาการกองทัพ ผู้นำแกนนำทางลัทธิศาสนา นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน ผู้โด่งดังเป็นที่ชื่นชมยกย่องระดับโลก รวมถึงแกนนำกลุ่มก่อการร้าย และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอันน่าหวาดหวั่น พวกเขาเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในชนชั้นอภิชน เมื่อกำหนดหลักคิดเกี่ยวกับอภิชนเช่นนี้แล้ว คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ กลุ่มอภิชนในโลกมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน จากกรอบข้างต้นบวกกับการสืบค้นผ่านแหล่งข้อมูลสาธารณะ ผมและผู้ร่วมวิจัยได้ค้นพบและคาดคะเนว่า ในโลกนี้มีบุคคลที่อยู่ในข่ายอภิชนประมาณ 6,000 คนเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็กพอที่จะสามารถ วิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการทางตรรกะ และมีขนาดใหญ่พอที่จะครอบคลุมประชาคมนานาชาติทุกภาคส่วน จากแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ การทหาร และนวัตกรรมการสร้างสรรค์ โลกจำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลเหล่านี้ในการ ขับเคลื่อน พวกเขาคือตัวแทน คือผู้กุมอำนาจสำคัญในภาคส่วนต่างๆ ของโลก คำถามที่ผมถูกถามมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ มีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ไหม น่าจะระบุรายชื่อของสมาชิกกลุ่มอภิชนทุกคน บางคนที่ไม่ใช่อภิชนก็อยากรู้เพื่อประดับความรู้ตาม กระแสแฟชั่นไฮโซฯของยุคสมัย แต่โดยส่วนใหญ่ที่ตั้งคำถามกับผม เป็นบุคคล ในกลุ่มอภิชนหรือบุคคลที่กำลังจะก้าวเข้าสู่แวดวงอภิชน เพื่อที่จะได้รู้ว่า ใครอินและใครเอาต์ ในสังคมอภิชนระดับโลก แต่การระบุรายชื่อบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ทันทีที่เผยแพร่ลิสต์รายชื่อเหล่านี้ออกไป มันก็ล้าสมัยไปแล้ว สมาชิกจำนวนมากของอภิชนอยู่ในกลุ่มได้เพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่พวกเขาอยู่ในตำแหน่งเพียงชั่วคราว บางคนก็เกษียณอายุการทำงาน บางคนก็เสียชีวิต บางคนประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีเรื่องอื้อฉาวจนครองตำแหน่งไว้ไม่ได้ นอกจากจะแอบแฝงตัวอยู่ เบื้องหลัง แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้ดำรงตำแหน่งใช้อำนาจและแสดงบทบาทได้ดีกว่าจนเกิดความขัดแย้ง ทุกปีสมาชิกของกลุ่มอภิชนบ้างก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง บ้างก็ถูกจำคุก บ้างก็ถึงจุดจบในเชิงตะกอน หรือถูกฝังอยู่ใต้ปฐพี ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามระบุชื่อบุคคลในชนชั้นอภิชนให้น้อยที่สุด แต่พยายามกล่าวถึงตัวแบบ ตัวอย่างที่เป็นแบบแผนในภาพรวมมากกว่า ผมได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าผมกำลังพยายามวาดภาพของสิ่งที่มีพลวัต บางคนก็บอกว่า การใช้คำว่า อภิชน หรือชนชั้น มีความเสี่ยงในการจุดประเด็นการต่อสู้ทางชนชั้นในแง่มุมวิชาการทฤษฎีมาร์กซิสม์ แต่ต้องเข้าใจว่าในยุคนี้การ ก้าวข้ามกำแพงชนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจสามารถทำได้ง่ายมากมายและหลากหลายมากกว่าในอดีต ถึงแม้กรอบคิดในแง่ชนชั้นจะยังดำรงอยู่ ในส่วนนี้ผมจะแสดงให้เห็นต่อไป ถึงอย่างไรผมก็พยายามอธิบายภาวะการกระจายอำนาจ และความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมบนโลกใบนี้ จุดยืนของผมคือความพยายามที่จะบ่งชี้ว่า ยังมีหลายเรื่องที่เราละเลยและมองข้ามไปในโลกที่เป็นจริง ท่ามกลางความเสื่อมถอยของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเหนือสิ่ง อื่นใดคือ จริยธรรม ความเป็นจริงของโลกทุกวันนี้ ความมั่งคั่งร่ำรวยของประชากรหลักพันคน สูงเป็นสองเท่าของรายได้ประชากรโลกที่ยากจนที่สุดจำนวน 2,500 ล้านคน แม้ว่ามนุษยชาติจะมีความก้าวหน้า หลากหลายด้านจนถึงยุคปัจจุบัน แต่ความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่าจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด น่าหวั่นเกรงมากที่สุดสำหรับมนุษยชาติ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือส่งเสริม ความเห็นดีเห็นชอบ หรือให้ดำเนินตามรสนิยมของกลุ่มบุคคลที่มั่งคั่งและทรงอำนาจของโลก ขอบอกว่าผมรังเกียจพฤติกรรมบางอย่างอันน่าขยะแขยงของกลุ่มบุคคลที่บริจาครายได้ร้อยละ 1 ของทรัพย์สินที่หามาได้ให้กับสังคม (ห่างชั้นจากท่านแอนดรูว์ คาร์เนกี้ ที่บริจาคเพื่อการกุศลถึงร้อยละ 80 ของรายได้ที่หาได้มาชั่วชีวิต) พวกเราได้แต่ถูกคุกคาม ฉกฉวยประโยชน์จากกลุ่มคนที่กุมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวด้วยความหวาดหวั่นโดยที่ไม่สามารถต่อกรได้ หน้า 41 บทที่ 1 อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (1) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮิม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192) โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของทุกคน แต่ไม่เพียงพอต่อความโลภของคนเพียงคนเดียว - มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอินเดีย ในการต่อสู้เพื่อเอกราช ได้รับการยกย่องทั่วโลกจากการต่อสู้ ด้วยหลักอหิงสา ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ บงการเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จได้ดังใจ โดยที่คนอื่นๆ มองว่าเป็น สิ่งที่ต้องเป็นไป - เล่าจื๊อ ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เขียนหนังสือชื่อ วิถีแห่งเต๋า บรรยายถึงปรัชญาวิถีชีวิต ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ รวมถึงปรัชญาทางการเมือง อภิชนแห่งโลกยุคปัจจุบัน ในที่นี้จะมุ่งเน้นไปที่บุคคลผู้ทรงอำนาจอิทธิพลระหว่างประเทศ มากกว่าจะคำนึงถึงความมั่งคั่งร่ำรวย หรือการประสบความสำเร็จอย่างสูงในสาขาใดสาขาหนึ่ง โรมัน อับราโมวิช นายทุนคณาธิปไตยชาวรัสเซีย ผู้ว่าการเขตปกครองตนเองไซบีเรีย และเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซีในอังกฤษ เป็นบุคคลหนึ่ง ส่วนเบอร์จิต โรสซิ่ง วัย 83 ปี ผู้มีความมั่งคั่ง 11,000 ล้านดอลลาร์จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ Tetra Laval แต่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ คงจะไม่ใช่ แต่ร็อกสตาร์สาว ชาวโคลัมเบีย ชาคีร่า ดาราภาพยนตร์ชื่อก้องโลกจำนวนหนึ่ง มุกเกส อัมบานี ประธานฝ่ายบริหารกลุ่มอุตสาหกรรม รีไลแอนซ์ของอินเดีย และอานิล น้องชาย จัดอยู่ในกลุ่มอภิชนด้วยเช่นกัน ส่วนมาร์กาเรต แทตเชอร์ มิกคาอิล กอบาชอฟ คาลอส เมเน็ม และมหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด เคยอยู่ในกลุ่มอภิชน แต่ในขณะนี้บทบาทของพวกเขาไม่มีเลย หรือมีน้อยมาก ขณะที่ ลีกวน ยู บิลล์ คลินตัน และเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ยังคงมีอิทธิพลในระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับ โอซามา บินลาเด็น ชาวจีนหลายร้อยคนกำลังจะ ก้าวขึ้นสู่อภิชนในอนาคตอันใกล้นี้ ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีบุคคลเพียง ไม่กี่รายที่อยู่ในข่ายอภิชน อภิชนแต่ละคนคือหนึ่งในล้าน ในประชากรโลกจำนวน 6,000 ล้านคน พวกเขามีจำนวนประมาณ 6,000 คน กระจายอยู่ในทุกสาขาอาชีพ และทุกกิจกรรม บางส่วนก็พบเห็นหรือระบุได้โดยง่าย เช่น ผู้นำรัฐบาลของประเทศที่มีบทบาทสูง ในเวทีระหว่างประเทศ บุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ทรัพยากร ซึ่งสามารถโน้มน้าวจูงใจบุคคลอื่นๆ ผู้นำทางการทหารที่มีศักยภาพในการส่งกองทัพข้ามพรมแดน ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบรรษัทยักษ์ใหญ่กว่า 2,000 บริษัท ทั่วโลก มหาเศรษฐีเกือบหนึ่งพันคน อัจฉริยะผู้มั่งคั่งในวงการดอตคอม นักลงทุนใจกล้าในจีน บรรดาชีกในดินแดนอาหรับ เหล่านักลงทุนรายใหญ่ที่วอลล์สตรีต ลอนดอน และเมืองหลวงทางการเงินอื่นๆ ตลอดจนถึงศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักประพันธ์ และผู้นำทางศาสนา สิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของคน กลุ่มนี้ คืออำนาจ อำนาจที่ครอบงำผู้คนเป็นล้านๆ หรือพันล้าน ไม่จำกัดอยู่ภายในประเทศเดียว แต่เป็นพลังอำนาจที่สามารถข้ามพรมแดนของชาติ พวกเขาสามารถสร้างงานให้คนนับล้านๆ เคลื่อนย้ายตลาด ดำเนินการเชิงรุก ปลุกกระแส และเปลี่ยนแปลงความเชื่อความศรัทธาที่ยึดถือมายาวนาน คุณพบเห็นและรู้จักบุคคลเหล่านี้ได้จากสถานะและบทบาทอันโดดเด่นของพวกเขาในชีวิตประจำวัน พลังอำนาจของอภิชน ก่อกำเนิดมาจากสติปัญญา ตำแหน่งหน้าที่ และโชค หรืออาจทั้งสามปัจจัยรวมกัน บางครั้งอำนาจของพวกเขาก็มาจากความมั่งคั่งทางการเงินส่วนตัว การทำงานหนัก หรือการอุทิศตัวให้กับศาสนา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจัยด้านตำแหน่งหน้าที่มีบทบาทสูง ต่อการครอบครองอำนาจ เช่น การดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้บัญชาการกองทัพ บ่อยครั้งที่อำนาจเกิดจากการที่คุณอยู่ถูกที่ และถูกเวลา บางครั้งมันก็ไม่ได้มาจากตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นผลพลอยได้จาก จุดอ่อนความบกพร่อง ความหลงผิด ความหยาบคายดุดัน การยึดมั่นถือมั่นต่อแนวคิดอุดมการณ์หนึ่งเดียวอย่างซื่อสัตย์ และความโลภทั้งทางกายภาพและชื่อเสียง นอกเหนือจากสมาชิกของชนชั้นอภิชน ที่มองเห็นได้โดยง่ายแล้ว ยังมีกลุ่มสมาชิก ที่ยากจะระบุบทบาทและกิจกรรม บุคคลเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในเงามืด หรือไม่ก็พยายามแสวงหาเกราะกำบังพรางตัวในการแสดงบทบาท บุคคลเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้สังคมโลก สมาชิกประกอบไปด้วย องค์การก่อการร้ายระหว่างประเทศ ตระกูลอาชญากร ข้ามชาติ ซึ่งปฏิบัติการจากฮ่องกง ยุโรป ละตินอเมริกา จนถึงรัสเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนกลุ่มนี้กำกับควบคุมการค้าที่ผิดกฎหมายทุกชนิด ยาเสพย์ติด อาวุธสงคราม สินค้าปลอม หลีกเลี่ยงภาษี ตลอดจนถึงการค้ามนุษย์ อภิชนทางธุรกิจ ภายในชนชั้นอภิชน กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ ผู้นำทางธุรกิจและการเงิน เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ พลังอำนาจของคนกลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในเขตแดนของประเทศหนึ่ง ประเทศใดเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การก่อกำเนิดของบรรษัทข้ามชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ช่วยขับเคลื่อน กระแสโลกาภิวัตน์ จนถึงขณะนี้องค์กรเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้แสดงบทบาทกลุ่มใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในเวทีระหว่างประเทศ บรรษัทเหล่านี้มีมากกว่า 1,500 บรรษัท ที่มียอดขายและสินทรัพย์เกินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ บุคคลที่ดูแลบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้คือบุคคลที่มีอำนาจระดับโลกอย่างแท้จริง ตรงข้ามกับนักการเมืองจำนวนมาก ที่มีอำนาจจำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศของตน ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดในโลก ยุคปัจจุบัน คือการอุบัติขึ้นของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ อันส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม บางครั้งองค์กรเหล่านี้มีบทบาทเทียบเท่าหรือสูงกว่าชาติ-รัฐ และมีผลประโยชน์ที่แตกต่างไปจากผลประโยชน์แห่งชาติ เราจะเปรียบเทียบพลังอำนาจของชาติกับพลังอำนาจของบรรษัทยักษ์ใหญ่ได้อย่างไร ในปี 2006 จีดีพีโดยรวมของโลกอยู่ที่ 65 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนผลประกอบการของบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก 250 บริษัท รวมกันประมาณ 13.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือหนึ่งในห้าของจีดีพีรวมของโลก แต่ก็สูงกว่าจีดีพีของสหรัฐและสหภาพยุโรป ถ้าเปรียบเทียบโดยตรงกับประเทศ เอ็กซ์ซอนโมบิล มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศสวีเดน (ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 20 ของโลก) วอล-มาร์ตอยู่ระหว่างอาร์เจนตินากับฮ่องกง และเจนเนอรัล มอเตอร์ เหนือกว่าเปรู ถ้ามองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่กระจ่างชัด บรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ มีความยืดหยุ่นในกิจกรรมและความเคลื่อนไหวข้ามชาติ เหนือกว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศมาก หากกฎเกณฑ์ข้อจำกัดของประเทศหนึ่งมีมาก บรรษัทเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปยังอีกประเทศหนึ่ง และในความเป็นจริง ธุรกิจขนาดยักษ์ เหล่านี้เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หลากหลายกลุ่มในสังคม กิจกรรมของ บรรษัทเหล่านี้อิงอยู่กับผลประโยชน์ของนักการเมือง นักล็อบบี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สื่อที่ทรงอิทธิพล และพยายามสร้างประเด็นอภิปรายสาธารณะทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ บรรษัทเหล่านี้พร้อมที่จะแสวงหาพันธมิตร แนวร่วม ในผลประโยชน์คู่ขนานไปด้วยกัน เพื่อขยายขอบเขตพลังอำนาจ ในการแสวงหาประโยชน์สูงสุด ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินไปเพื่อตอบสนองต่อผู้ถือหุ้น หรือฉกฉวยประโยชน์สูงสุดเพื่อความมั่งคั่งของคนกลุ่มเดียว ดำเนินไปรับใช้ตลาดและผู้บริโภค หรือรองรับความโลภของผู้บริหาร และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ใส่ใจว่าประเทศและสังคม โดยรวมจะเป็นอย่างไร หรือจะดำเนินไป ในทิศทางไหน บางคนบอกว่าวิกฤตและโอกาสสามารถเดินไปเคียงคู่กัน แต่ในโลกยุคใหม่ โลกที่อภิชนครอบครองอำนาจยิ่งใหญ่ อย่างที่ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ บางทีโลกอาจจะต้องเผชิญวิกฤต วิกฤต และวิกฤตหายนะ แล้วโอกาสจึงค่อยๆ คืบคลานเข้ามา หน้า 33 บทที่ 1 อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (2) คอลัมน์ อภิชนผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3993 (3193) "โลกทุกวันนี้ตัดสินกันด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และ การบุกเบิกคือสิ่งที่แยกแยะว่าใครคือผู้นำ และใครคือผู้ตาม" - สตีฟ จ็อบส์ ประธานซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปัจจุบัน บาป 7 ประการ "เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ หาความสุขสำราญใจโดยไม่ยั้งคิด ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี ค้าขาย โดยไม่มีหลักศีลธรรม วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ" - มหาตมะ คานธี สำนวนแปล กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย หน่วยทางเศรษฐกิจที่มียอดขายหรือจีดีพีสูงเกินกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจ มากที่สุดในโลก มีจำนวนทั้งสิ้น 172 ราย เป็นประเทศจำนวน 83 ประเทศ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวน 89 บริษัท โครงสร้างการกำกับดูแลและเหตุผลในการดำรงอยู่ของ 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มหนึ่งยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติ อีกกลุ่มหนึ่งขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบรรดาผู้บริหารระดับสูงกับกรรมการบริหาร บุคคลเหล่านี้คือ อภิชน ผู้ทรงอำนาจอิทธิพลในโลก คำถามก็คือ พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และสิ่งใดที่มีความสำคัญต่อพวกเขา เพราะสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับโลกด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม 89 บริษัทยักษ์ใหญ่ข้างต้นมีจำนวน 77 บริษัทที่ตั้งอยู่ 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยอยู่ในสหรัฐ 46 บริษัท และยุโรป 31 บริษัท 8 บริษัทอยู่ในญี่ปุ่น แน่นอนว่าธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่เหล่านี้ กำหนดเป้าหมายลำดับความสำคัญของตนอย่างไร ต้องส่งอิทธิพลและผลกระทบไปในวงกว้าง โดยเฉพาะ กับองคาพยพทางการเมืองที่พึ่งพาการสนับสนุนจากธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนได้แก่ การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในสหรัฐ ผู้สมัครแข่งขันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเครือข่ายบริษัทและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนนักการเมืองผู้นั้น ในโตเกียว บรัสเซลส์ นิวยอร์ก หรือที่อื่นๆ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมล็อบบี้โน้มน้าวทางการเมือง แต่ยังช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งก่อนหน้าและหลังจากการปฏิบัติงาน กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของอำนาจและอิทธิพล ปัจจัยสำคัญ อีกประการ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายทางภูมิศาสตร์ของความมั่งคั่งในอนาคต ซึ่งน่าจะเคลื่อนตัวไปสู่จีน อินเดีย และบรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่าการที่พลังอำนาจ และอิทธิพลทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายจากสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จะส่งผลอย่างไรต่อบริษัทต่างๆ และประเทศต่างๆ บ้าง แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุถึงขอบเขตอำนาจของบรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลกให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ล้วนให้ภาพของความมหึมา กลุ่มบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก 2,000 บริษัท มียอดขายรวมกันเท่ากับ 24 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และมีสินทรัพย์รวมกันกว่า 88 ล้านล้านดอลลาร์ (เทียบกับมูลค่าในตลาดของสินทรัพย์ที่ค้าขายกันในตลาดทุนทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 140 ล้านล้านดอลลาร์ ตามประมาณการของแม็กคินซี่) ในด้านกำลังคนบริษัทเหล่านี้มีพนักงานรวมจำนวนเกือบ 70 ล้านคนทั่วโลก ถ้าพนักงานแต่ละคนต้องดูแลเกื้อหนุนบุคคลอื่นๆ อีก 4 คน นั่นหมายความว่า บริษัทเหล่านี้เกื้อกูลโดยตรงต่อประชากรโลกจำนวน 350 ล้านคน แต่ในทางปฏิบัติจริงตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่า เพราะกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทยังก่อให้เกิดการค้าและสร้างงานต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการตัดสินใจของบุคคลไม่กี่พันคนซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง กรรมการบริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตผู้คนนับพันล้านคน การตัดสินใจของพวกเขามีอิทธิพลต่อการสร้างหรือลดตำแหน่งงาน สภาวะการทำงาน และมาตรฐานของสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดยืนของนักการเมืองในท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่โลกมีประชากรประมาณ 3-4 พันล้านคน ที่พยายามดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม มีประชากรที่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนกลุ่มน้อยที่เป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าของประชากรโลกที่มีงานทำมั่นคงพอสมควร การก่อกำเนิดของบริษัทยุคใหม่ที่มีพลังอำนาจสูง พร้อมกับผู้นำที่มีบทบาทความสำคัญสูง เป็นปรากฏการณ์ใหม่อย่างแท้จริง ในอดีตบริษัทยักษ์ใหญ่มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญนับตั้งแต่ยุคของ Dutch East India Company และ Hudson"s Bay Company อันเป็นจักรกลสำคัญของลัทธิพาณิชย์นิยมอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่ไม่อาจเทียบเคียงได้กับอำนาจและอิทธิพลของบรรษัทยักษ์ใหญ่ในโลกเศรษฐกิจของยุคปัจจุบัน แม้แต่เมื่อ 25 ปีก่อนสัดส่วนทางเศรษฐกิจของบรรษัทใหญ่ ก็มีขนาดเล็กกว่าในปัจจุบันมาก ในปี ค.ศ.1983 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 500 บริษัท มีรายได้เท่ากับร้อยละ 15 ของจีดีพีโดยรวมของโลก ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็นประมาณร้อยละ 30 ลองเปรียบเทียบอีกแง่มุมหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของบริษัทในเครือข่ายระหว่างประเทศ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในปี 1962 บริษัทใหญ่ที่สุด 100 บริษัท มีบริษัทในเครือจำนวน 1,288 บริษัทในต่างประเทศ มาในปี 1998 บริษัทใหญ่ที่สุด 100 บริษัท มีบริษัทในเครือที่อยู่ต่างประเทศมากกว่า 10,000 บริษัท ซีเมนส์กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมของเยอรมนี เป็นบริษัทใหญ่อันดับ 22 ของโลกนับจากยอดขาย มีปฏิบัติการมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ส่วนฮิวเลตต์-แพคการ์ด อันดับ 24 มีปฏิบัติการอยู่ใน 170 ประเทศ การรวมศูนย์อำนาจในประชาคมการเงินระหว่างประเทศ ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าจับตา ไม่ได้มีเพียงตลาดในสหรัฐ (ซึ่งมีสินทรัพย์มูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์) หรือตลาดในยุโรป (สินทรัพย์เกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์) ที่ครอบงำตลาดทุนโลกมูลค่า 140 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เหล่าสถาบันทางการเงินต่างๆ ก็มีบทบาทและอิทธิพล ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตามข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บสในปี 2006 ระบุว่า มีธนาคารและสถาบันทางการเงินยักษ์ใหญ่จำนวน 14 รายที่บริหาร จัดการสินทรัพย์อย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์ สถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดของโลกจำนวน 50 อันดับมีสินทรัพย์รวมกัน เกินกว่า 36.5 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่า 1 ใน 4 ของสินทรัพย์โดยรวมของโลก สถาบันการเงินใหญ่ที่สุดในโลก 100 อันดับครอบครองสินทรัพย์โดยรวมประมาณ 42.94 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของสินทรัพย์โดยรวมของโลก เพื่อแสดงภาพการกระจุกตัวของพลังอำนาจทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คงต้องมองไปที่ตัวแบบในสหรัฐอีกครั้ง เพราะค่อนข้างมีการบันทึกสถิติข้อมูลที่ชัดเจน และยากที่จะปกปิด เฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2001 นักลงทุนที่ ร่ำรวยที่สุดซึ่งมีจำนวนร้อยละ 10 ถือครองหุ้นถึงร้อยละ 85 ของหุ้นทั้งหมดในตลาด ขณะที่อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดจำนวนร้อยละ 1 ครอบครองความมั่งคั่งถึง 1 ใน 3 ของความมั่งคั่งโดยรวมของสหรัฐ คงไม่จำเป็นต้องกล่าวในรายละเอียดว่ากลุ่มบุคคลที่กุมความมั่งคั่งอยู่ในขณะนี้ และกลุ่มคนที่มั่งคั่งจากการครอบครองหุ้นจะมีอำนาจและอิทธิพลเพียงใดภายในองค์กรธุรกิจนั้นๆ คนเหล่านี้คือผู้ชี้ชะตาเหล่าผู้บริหาร บอร์ดบริหาร และในกรณีที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ คือการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นล้านๆ ทั้งพนักงาน ครอบครัว ลูกค้า และซัพพลายเออร์ทั่วโลก การกระจุกตัวของพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหมดตามที่ได้กล่าวไปนี้ ยังไม่น่าตื่นตระหนกเท่าการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์ หน้า 37 บทที่ 1 อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (3) คอลัมน์ อภิชนผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3994 (3194) "ยิ่งเราบินสูงขึ้นเท่าไหร่ คนที่บินไม่ได้ยิ่งเห็นเราเล็กลง" "การสร้างความเท่าเทียม มีสองแนวทาง คือการฉุดทุกคนให้ลงมาอยู่ระดับเดียวกัน และการยกระดับทุกคนให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับเดียวกัน" - เฟรดริช นิตเช่ นักวิชาการ นักปรัชญา นักวิจารณ์สังคมและวัฒนธรรม ชาวเยอรมัน หนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกปรัชญาอัตถิภาวนิยม ( existentialism) และปรัชญาหลังสมัยใหม่ (postmodern) เฮดจ์ฟันด์ หรือกองทุนประกันความเสี่ยง หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเก็งกำไร ได้เติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ และมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ จากการดูแลเงินลงทุนจำนวน 221,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.1999 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2007 แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เฮดจ์ฟันด์ดำเนินกลยุทธ์การเก็งกำไรค่าเงิน พันธบัตร หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน และทองคำ และประมาณกันว่า เฮดจ์ฟันด์ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 10,000 กองทุนทั่วโลก ดำเนินการค้าปริมาณร้อยละ 30 ถึงร้อยละ 50 ในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้สำคัญทั่วโลก เพื่อทำเงินจากความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของราคาในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าบรรดาบุคคลที่ควบคุมกิจกรรมการซื้อขายของกองทุนเหล่านี้ ร่วมกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กลุ่มหนึ่ง และนักลงทุนมืออาชีพจำนวนหนึ่ง เป็นผู้มีบทบาทหลักในการกำหนดราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทเป็นความรับผิดชอบสำคัญสูงสุดประการหนึ่งของประธานผู้บริหาร ดังนั้นการเข้าซื้อหุ้นหรือการปฏิเสธโดยบุคคลกลุ่มนี้ จึงเป็นปัจจัยตัดสินชะตากรรมของเหล่าผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์บางรายดำเนินการเชิงรุกมากกว่าผู้จัดการกองทุนรายอื่นๆ ในการแปลงเงินลงทุนเป็นอำนาจ ในการปฏิรูปองค์กร ตัวอย่าง เช่น เอ็ดดี้ แลมเพิร์ต มหาเศรษฐีเฮดจ์ฟันด์ ใช้แนวทางการลงทุนเชิงรุกโดยเข้าซื้อเคมาร์ต แล้วควบรวมกิจการกับเซียร์ ปลดผู้บริหารของเซียร์ และเข้าไปตัดสินใจทางการค้าและการตลาดของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งควบรวมกิจการด้วยตนเอง พนักงานถูกลดจำนวนลง ขณะที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นเกือบสิบเท่า ยิ่งไปกว่านั้น เฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่สุด 300 กองทุนครอบครองสินทรัพย์ถึงร้อยละ 85 ของสินทรัพย์โดยรวมของเฮดจ์ฟันด์ทั้งหมด โดยที่ 100 อันดับแรกครอบครองสินทรัพย์สูงถึงร้อยละ 60 นั่นเท่ากับว่ากลุ่มนักลงทุนเพียงแค่หยิบมือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการลงทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินชะตากรรมของกลุ่มผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีจำนวนพอๆ กัน แต่มีอำนาจและอิทธิพลสูงต่อโลกในยุคปัจจุบัน ดังนั้นภาพที่ปรากฏรางๆ ในขณะนี้ก็คือ อำนาจในโลกนี้ไม่เพียงกระจุกตัวอยู่ในคนแค่กลุ่มเดียว แต่เป็นการกระจุกตัวอย่างยิ่งยวดอยู่ในกลุ่มคนจำนวนน้อยนิด สังคมโลกนอกจากจะแบ่งออกเป็นกลุ่มคนที่อยู่ส่วนยอด กับกลุ่มคนนอกส่วนยอดแล้ว ในส่วนยอดยังมีกลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือที่ทรงพลังอำนาจสูงสุด @ กฎ 80/20 อีกวิธีการหนึ่งในการมองส่วนแบ่งของอำนาจและทรัพยากรในโลก ได้แก่ การใช้หลักคิดการจัดลำดับช่วงชั้นทางสังคม (social stratification) ตามหลักการกระจาย 80/20 จากการสังเกตการณ์ของวิลเฟรโด โปเรโร นักเศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ชาวอิตาเลียนเชื้อสายฝรั่งเศส เขาศึกษาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ ในหลายพื้นที่ของโลก กล่าวคือประชากรร้อยละ 20 จะมีรายได้ถึงร้อยละ 80 ของรายได้ประชากรทั้งหมด แม้ว่าเมื่อนำหลักการนี้ไปใช้ในระดับโลกอาจจะเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงพอสมควร เพราะตามรายงานการศึกษาปี 2006 ของ World Institute for Development Economics Research (UNU-WIDER) ในสังกัดสหประชาชาติ ระบุว่า ทุกวันนี้ประชากรโลกส่วนยอดร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก ขณะที่ประชากรโลกครึ่งหนึ่งที่อยู่ส่วนล่างมีทรัพย์สินรวมกันประมาณเพียงร้อยละ 1 ถ้ามองให้ลึกลงไป ในกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งมีเพียงร้อยละ 10 ครอบครองความมั่งคั่งถึงร้อยละ 85 ของโลก แต่อันที่จริงมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นในกลุ่มนี้ที่ครอบครองความมั่งคั่งถึงครึ่งหนึ่งของโลก และมีเพียงร้อยละหนึ่ง ที่ครอบครองความมั่งคั่งรวมกันถึงร้อยละ 40 ด้วยการเปรียบเทียบโดยตรงและการสำรวจเชิงลึกบ่งชี้ว่า มีแบบแผนบางอย่างที่หลายคนมองข้าม หรือไม่อาจมองเห็นจากกรอบคิดที่มีอยู่เดิม นั่นคือแบบแผนที่สังเกตการณ์ได้ยากยิ่ง ภายในชนชั้นนำยังมีชนชั้นอภิชน ที่อยู่เหนือกว่าชนชั้นนำธรรมดา คุณอาจจะคิดว่าตนเองคือผู้บริหาร คือชนชั้นนำแล้ว แต่เป็นความคิดที่ผิดเพราะยังมีบุคคลที่อยู่สูงกว่าไปอีกชั้น และจงอย่าเสียใจเพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของอภิชนคนเหล่านี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าอยากเข้าใจวิถีของอภิชน จงอย่ามองที่ชนชั้นนำหรือผู้บริหารผู้ปกครองแบบดาดๆ แต่จงมองไปที่อภิชนที่อยู่เบื้องหลัง สัดส่วนของการกระจายแบ่งปันอำนาจอาจไม่ใช่ 80/20 เสมอไป แบบแผนที่อยู่เหนือขึ้นไป อาจจะเป็น 90/10 หรือบางครั้งก็เป็น 99/1 ภายใต้รูปแบบแอบแฝง และการฉกฉวยประโยชน์นานารูปแบบ ซึ่งไม่มีใครมองเห็น แต่ด้วยกลไกแห่งประวัติศาสตร์และเงื่อนเวลา ความลับไม่เคยมีในโลกนี้ ยกเว้นคนที่ปิดหูปิดตา และมองอยู่แต่ในมุมอับ แบบแผนเช่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก แต่ดำเนินไปในทุกสังคม ชุมชน ของโลก ดังจะได้อรรถาธิบายต่อไป ก้าวพ้นไปจากภาคส่วนทางธุรกิจ เราลองมาดูการกระจุกตัวในอีกภาคส่วนหนึ่ง นั่นคือแวดวงการทหาร ในโลกมีกำลังทหารระดับกองทัพแห่งชาติ ประมาณ 200 กองทัพ แต่มีเพียง 30 ถึง 40 กองทัพที่ครอบครองอาวุธ ที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง และมีน้อยกว่า 20 ชาติที่มีศักยภาพในเชิงจรวดพิสัยไกลหรือขีปนาวุธ มีอย่างน้อย 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มีเพียง 6 ประเทศที่กองทัพมีกำลังพลประมาณ 5 แสนนายหรือมากกว่า มี 3 กองทัพอากาศที่มีเครื่องบินมากกว่าหนึ่งพันเครื่อง และมีเพียงหนึ่งเดียวที่มีศักยภาพและแสนยานุภาพสูงพอ ทั้งด้านเทคโนโลยี กำลังพล การครอบครองจุดยุทธศาสตร์ การเงิน และทรัพยากร ที่จะทำสงครามระดับโลก แต่ถึงกระนั้นยุทธวิธีของกำลังทหารอเมริกันในอิรัก อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ก็บ่งชี้ให้เห็นว่ากองทัพของสหรัฐต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโดยเร่งด่วน มองไปที่แวดวงลัทธิศาสนาของโลก ซึ่งมีพัฒนาการ ต่อยอด แตกแขนง ผสมผสาน ตีความบิดเบือน เสื่อมถอย มานานนับพันปี และถูกนำมากล่าวอ้าง แสดงบทบาทเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ส่วนตัว และการครอบงำในทางใดทางหนึ่ง ปัจจุบันโลกที่เราดำรงชีวิตอยู่ มีศาสนา นิกาย ลัทธิ กลุ่มกิจกรรมตามความเชื่อถือศรัทธา ประมาณ 4,300 สาขา ในทุกทวีป ทุกอารยธรรมโบราณและอารยธรรมยุคใหม่ แต่มีน้อยกว่า 20 ลัทธิที่มีผู้ผูกพันมากกว่าหนึ่งล้านคน น้อยกว่า 8 สาขา ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่าหนึ่งร้อยล้าน และมีเพียงสองที่มีผู้ศรัทธานับถือมากกว่าหนึ่งพันล้านคน (โลกยังมีกลุ่มคน ที่หันหลังให้ศาสนา ไม่ยอมรับนับถือลัทธิศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น กลุ่มที่ปฏิเสธพระเจ้า และกลุ่มที่นับถือปาฏิหาริย์ของผีสาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบศาสนาใดๆ รวมจำนวนมากกว่า หนึ่งพันล้านคน) ซึ่งหมายความว่ามีเพียงศาสนาคริสต์กับอิสลามเท่านั้น ที่มีอำนาจอิทธิพลสูงมากในเชิงศรัทธา ความเชื่อถือโดยรวมของโลก ดังนั้นคงไม่อาจปฏิเสธว่า บรรดาผู้นำ แกนนำในศาสนาทั้งสองต้องมีอำนาจ และอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีของโลก ส่วนลัทธิความเชื่ออื่นๆ คงเป็นเพียงความเชื่อของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เคยชี้นำวิถีของโลก และกลุ่มคนที่เชื่อถือศรัทธาก็ไม่เคยแสดงบทบาทใดในการชี้นำ แก้ไขปัญหาที่แท้จริงของประชากรโลกโดยรวม ยังไม่ต้องนับการแก้ไขปัญหายืดเยื้อเรื้อรังภายในประเทศของตนเอง @ อภิชนยุคใหม่ หลังจากค่อยๆ มองภาพอภิชน ผู้ทรงอำนาจ และครอบครองความมั่งคั่งในโลกยุคปัจจุบัน จากบรรทัดฐาน หลักคิด วิถีปฏิบัติข้ามพรมแดนชาติ สามารถอธิบายภาพรวมของกลุ่มคนอันสูงส่งได้ดังนี้ นอกเหนือจากผู้บริหารประเทศประมาณ 120 คน หรือมากกว่าที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ยังมีผู้นำกองทัพขนาดยักษ์จำนวนหนึ่ง ผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติประมาณ 2,000 คน สถาบันการเงินและบริษัทลงทุนที่ร่ำรวยที่สุด 100 อันดับ เหล่าผู้นำองค์กรเอ็นจีโอที่มีบทบาทระดับโลก และสถาบันองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำทางจิตวิญญาณจากลัทธิศาสนาต่างๆ นานา และต้องไม่ลืมแกนนำกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ แกนนำกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ เพราะบทบาทที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ มีมากเกินกว่าที่หลายคนเข้าใจ จากนั้นเราจะมาดูบทบาทของเหล่านักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักวิชาการที่มีอิทธิพลระดับโลก หน้า 45 บทที่ 1 อภิชน ผู้ครองโลก แต่ละคน คือหนึ่งในล้าน (5) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3996 (3196) "พวกเราชาวอิสราเอล ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ ท่านโมเสสเท่าใดนัก ท่านนำพาพวกเราเดินทางอพยพรอนแรมกลางทะเลทราย ยาวนานกว่า 40 ปี เพื่อมาครอบครองดินแดนผืนเดียวในตะวันออกกลางที่ปราศจากน้ำมัน" - โกลดา แมร์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของอิสราเอล ผู้ร่วมก่อตั้งประเทศอิสราเอล ได้รับการขนานนามว่าเป็น สตรีเหล็ก นำพาอิสราเอลผ่านพ้นมรสุมสงคราม และวิกฤตนานา "จงอย่าเดินเข้าหาแพะทางด้านหน้า และจงอย่าเดินเข้าหาม้าทางด้านหลัง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จงอย่าเดินเข้าหา คนโฉดเขลา ไม่ว่าจะทางด้านใด" - สุภาษิตยิว การเข้าถึงและการจำกัด สำหรับสมาชิกของอภิชน ยังมีสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ อัญมณี หรือน้ำมัน นั่นคือการเข้าถึง สิ่งหนึ่งที่เงินและอำนาจซื้อไม่ได้ คือ เวลา ดังนั้นการเข้าถึงจึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะการเข้าถึงจะเป็นประโยชน์ อย่างสูงต่อการบริหารเวลา ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และปัจจัยด้านอำนาจอิทธิพลกับ ผลประโยชน์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเวลาจึงมีความสำคัญยิ่ง จากการพูดคุยกับประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำรัฐบาล เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำกองทัพ หลายร้อยคนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และเป็นการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกข้อมูล ทรรศนะ และนำมาประเมินวิเคราะห์ มากกว่าการสัมภาษณ์เพื่อรับฟังและถ่ายทอดในสิ่งที่พวกเขา อยากจะพูด คำบ่นที่ผมได้ฟัง บ่อยครั้งมากที่สุด เป็นความหงุดหงิด เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเวลา ดังนั้น ตารางเวลาต่างๆ จึงถูกกำหนดขึ้นอย่างรอบคอบระมัดระวัง และจัดสรร ให้กับผู้ที่เสนอสิ่งตอบแทนกลับคืนมาสูงสุดเท่านั้น ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นข้อตกลงทางธุรกิจการเงิน หรือข้อมูลวงในทางการเมือง หลายครั้งที่เป็นตำแหน่งหน้าที่ หรือ เกียรติยศ โดยทั่วไปแล้ว เป็นการเลือกพบปะกับบุคคลที่มีอำนาจอิทธิพลสูง บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจได้โดยตรง บุคคลที่ควบคุมทรัพยากรสำคัญ และบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย กล่าวกันว่า การพบปะระหว่างบุคคลระดับนำที่แท้จริง จะเป็นประโยชน์มากกว่าการประชุมพบปะของคนกลุ่มอื่นใด เพราะมีน้อยคนมากที่จะเข้าใจถึงจุดยืน และสถานการณ์ที่เหล่าผู้นำกำลังเผชิญอยู่ ที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดีคลินตัน เคยกล่าวว่า คลินตันมีความสนิทสนม ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ กับประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ของรัสเซีย มาก เพราะบุคคลทั้งสองมีความเข้าใจถึงสถานการณ์ และปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่อย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากบรรดาคณะทำงานและที่ปรึกษาซึ่งแวดล้อมคลินตัน เพราะคนเหล่านี้อยู่ภายใต้อาณัติของคลินตัน และต้องแสดงความคิดเห็นหรือปฏิบัติตามความเห็นชอบหรือสั่งการของคลินตันเท่านั้น ดังนั้นชนชั้นนำใน ระดับเดียวกันจึงเป็นมิตรที่มีคุณค่า และในบางครั้งก็เป็นมิตรแท้ที่สามารถไว้วางใจได้ ดังเช่น กรณีของโทนี่ แบลร์ ปัจจัยด้านการเข้าถึงและการจำกัดวงมักเดินไปเคียงคู่กัน และไลฟ์สไตล์หลายด้านของอภิชน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ระหว่างปัจจัยทั้งสอง ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวช่วยประหยัดเวลาอันมีค่า และยังทำให้สามารถจัดการประชุมพบปะส่วนตัวแบบอภิชน ถ้าเดินทางไปเยือนสำนักงานของอินทรา นูยี ซีอีโอสตรีชาวอินเดียของ ยักษ์ใหญ่เป๊ปซี่โค ในศูนย์บัญชาการอาณาจักรเป๊ปซี่ที่มหานครนิวยอร์ก แม้สถาปัตย์การออกแบบจะเป็นแบบโปร่ง และเปิด ประดับตกแต่งพันธุ์ไม้นานาพันธุ์บนพื้นที่หลายไร่ แต่ห้องชุดสำนักงานตกแต่งไม้ของนูยีตั้งอยู่ที่ชั้นผู้บริหาร ห้องทำงานของนูยีอยู่ตอนในสุด จะเข้าได้ต้องผ่านส่วนทำงานของแผนกเลขานุการเท่านั้น ทุกคนในสำนักงานล้วนสุภาพ และมีอัธยาศัยดี แต่สิ่งที่บ่งบอกต่อ ผู้เดินทางมาเยือนมีความชัดเจนห้องทำงานของนูยี คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศูนย์บัญชาการแห่งนี้ สำนักงานบางแห่งมีลักษณะ คล้ายคลึงราชสำนัก ครอบคลุมพื้นที่ กว้างขวางมากกว่านี้ ผู้ที่เดินทางไปเยือน มักต้องเดินทางผ่านห้องโถงยาว ผ่านจุดตรวจหลายด่าน ทั้งจากแผนกเลขานุการ และแผนกรักษาความปลอดภัย ดังเช่น สำนักงานของประธานกลุ่มอุตสาหกรรม แดวูในกรุงโซล เกาหลีใต้ เพนต์เฮาส์ของประธานเข้าได้โดยผ่านลิฟต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เขาเป็นเจ้าของ ภายในเต็มไปด้วยศิลปวัตถุเอเชียโบราณ ส่วนผู้นำทางการเมืองมักนิยมสำนักงานที่มองดูขลังและเป็นพิธีการมากกว่า เพื่อตอกย้ำถึงพลังอำนาจ และการจำกัดการเข้าถึงได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นหอประชุมในมหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในจีน ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล การพบปะบุคคล หรือเข้าร่วมประชุมกับบุคคลระดับสูงเท่านั้น การรับประทานอาหารในภัตตาคารชั้นเลิศ หรือเข้าพักในโรงแรมรีสอร์ตหกดาว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศความร่ำรวย หรือการแสวงหาความสะดวกสบายสูงสุด แต่ยังเป็นความพยายามที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่พวกเขาต้องการเข้าถึง และกีดกันบุคคลที่ไม่ต้องการให้เข้าถึงพวกเขา หลายครั้งการจำกัดการเข้าถึง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่หรูหรา ใหญ่โต โอ่โถง เสมอไป แต่อาจเป็นพื้นที่ที่สะดวกที่สุด จำกัดวงการเข้าถึงมากที่สุด ภายในระยะเวลาอันจำกัด ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่จะพบว่าถนนบางสายใน กรุงลอนดอน เช่น เคนซิงตัน พาเลซ การ์เดนส์ กลายเป็นแหล่งชุมนุมของ อภิชนโลก บนถนนสายนี้คุณจะได้พบกับ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีอันดับห้าของโลกชาวอินเดีย พักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่ซื้อมาในราคา 57 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ในปี 2004 ที่อยู่ใกล้กันเป็นสถานทูตของสิบประเทศ และบรรดาคฤหาสน์ของสมาชิกราชวงศ์กษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย สุลต่านของบรูไน โมกุลอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษ โจนาธาน ฮันต์ และเด็กๆ ที่เพิ่งโตในชนชั้นอภิชน อาทิ เลน บลาวาตนิค ผู้มั่งคั่งจากธุรกิจ น้ำมันและอะลูมิเนียมในรัสเซีย ในโลกมีเพียงไม่กี่เมืองที่ดึงดูดสมาชิกของอภิชน ได้ทัดเทียมกรุงลอนดอน ทั้งแง่วิถีชีวิตของนครใหญ่ การเชื่อมโยงสัมพันธ์กับ ทุกมุมโลก กฎหมายภาษี การกระจุกตัวของชนชั้นนำและผู้สืบทอด สถาบันที่ หล่อหลอมชนชั้นนำ และโครงสร้างพื้นฐานสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อความต้องการมากด้านของอภิชน อาจมีคนบางกลุ่มที่พยายามเข้าถึง และแสวงหาพื้นที่ดำรงอยู่ในชนชั้นอภิชน แต่อุปสรรคและปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ หรือความทะเยอทะยาน ล้วนอยู่ที่สถานภาพ และขีดความสามารถที่แท้จริงของคนเหล่านั้น ปารีส ดูไบ เซี่ยงไฮ้ มอสโก มุมไบ โตเกียว ต่างมีสถานที่เฉพาะจำกัด เหมาะสมสำหรับอภิชน ส่วนบางพื้นที่ก็อาจจะมีลักษณะพิเศษที่อภิชนอาจจะไปรวมตัวกันอยู่ เช่น บางเมืองในฝรั่งเศส ลองไอส์แลนด์ หรือเวสต์ปาล์มบีช ในมลรัฐฟลอริดา อีกด้านหนึ่ง สตีเฟน ชวาร์ซแมน อดีตผู้บริหารของ Blackstone Group ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดทางด้านการเงินโลก มีบทบาทบนถนนสายการเงินการลงทุนวอลล์สตรีท มากกว่า 2 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันเขาคือ ผู้มีบทบาทสำคัญในองค์กรที่ป็นแกนหลักในภาคสังคมอเมริกัน เขาดำรงตำแหน่งประธานสมาคม องค์กรการกุศลมากมาย ชวาร์ซแมนผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มอภิชน เขากล่าวกับผมระหว่างรับประทานอาหารกลางวันในวันหนึ่งว่า "โลกทุกวันนี้เล็กลงกว่าเดิมมาก ตอนที่ผมเจรจาธุรกิจระดับโลก ผมพบว่ามีคนเพียงแค่ 20 ถึง 50 คนเท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจครอบคลุม ทุกพื้นที่ในโลก" หน้า 41 บทที่ 2 อภิชน ผู้ครองโลก ความไม่เท่าเทียม (1) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3997 (3197) "ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวย กับคนยากจน เป็นโรคร้ายที่เก่าแก่ที่สุดและอันตรายที่สุดของทุกรัฐ" - พลู ตาร์ก นักประวัติศาสตร์ นักปรัชญากรีก ผู้สืบทอดแนวคิดอริสโตเติล และเพลโต "เป้าหมายของสังคมนิยม ไม่ใช่ทำให้ทุกคนยากจนเท่าเทียมกัน การสร้างความมั่งคั่งคือความรุ่งโรจน์" - เติ้ง เสี่ยว ผิง อดีตผู้นำจีน ผู้นำในการปฏิรูปจีนยุคใหม่ ถ้าโยนคำว่า "ความไม่เท่าเทียม" เข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ ด้านนโยบาย ผลลัพธ์จะเป็นเหมือนโยน งูหางกระดิ่งเข้าไปในห้องที่มีคนธรรมดา อยู่เต็มห้อง ความโกลาหลนานารูปแบบ การโต้แย้งกันอย่างดุเดือด ตามแนวคิด ของแต่ละสำนัก การกล่าวอ้างถึงตัวเลขสถิติสารพัดที่บ่งชี้ความไม่เท่าเทียม การโจมตีถึงสาเหตุ ยกตนข่มท่าน ใช้วาทกรรมที่ล้าหลังพ้นสมัยอวดอ้างจริยธรรม จนถึงใช้ถ้อยคำ หยาบคาย แต่หัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่การ ดำรงอยู่และวิถีของอภิชน หลายคนไม่รู้หลายคนรู้แต่ไม่กล้ากล่าวถึง ไม่เพียงเพราะคนกลุ่มนี้อยู่ที่ยอดบนสุดของโครงสร้างความไม่เท่าเทียม แต่พวกเขา ยังเป็นผู้สร้างปัญหาด้วยการกำหนดกรอบกฎกติกา และมักเป็นกฎกติกา ที่เกื้อหนุนต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ดังนั้นเราจึงควรเจาะลึกรากเหง้าปัญหาความไม่เท่าเทียมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอภิชน เป็นอันดับแรก ก่อนหน้าที่จะพิจารณาถึงมิติอื่นๆ ของอภิชน อาทิ ประวัติศาสตร์ องค์ประกอบ ผลกระทบ ต่อสังคมโดยรวม และอนาคตของอภิชน จากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ ชั้นนำของโลก และนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่เท่าเทียมในโลก สามารถแบ่งเป็นสำนักคิดได้ดังนี้ 1.กลุ่มที่เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมกำลังขยายตัว 2.กลุ่มที่เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมกันกำลังลดน้อยลง 3.กลุ่มที่เชื่อว่าภายหลังจากความไม่เท่าเทียมขยายตัวมากขึ้นในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันความไม่เท่าเทียมอยู่ในภาวะทรงตัว 4. กลุ่มที่เชื่อว่า เมื่อกลไกตลาด ดำเนินไปอย่างเหมาะสมจะให้ผลตอบแทนแก่ทุกคนที่สมควรจะได้รับ และ 5.กลุ่มที่เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมกันเป็นภัยคุกคามต่อสังคม และจะทำลายความมั่นคงและความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษยชาติ เมื่อไม่นานมานี้หนังสือและบทความจำนวนมากที่บรรยายถึงมูลเหตุของความไม่เท่าเทียมกัน และขยายขอบเขตการพิจารณาครอบคลุมไปถึงแง่มุมเชิงปรัชญา มีเป็นจำนวนมาก ที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าความไม่เท่าเทียมกันกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยระบุว่ามีสาเหตุมาจากกลุ่มบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด และมีอำนาจมากที่สุด ในสังคม การกล่าวหาเช่นนี้ยังพุ่งเป้าโจมตีไปที่บรรดาผู้สนับสนุนและได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพลังที่กระหน่ำซ้ำเติมความไม่เท่าเทียมกันให้เลวร้ายลงอีก อีกด้านหนึ่งก็มีคอลัมนิสต์ และบรรณาธิการนิตยสารธุรกิจหลายราย ที่ปกป้องบทบาทของชนชั้นนำในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว โลกาภิวัตน์จะช่วยสถาปนาระบบที่เกื้อหนุนต่อความเท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่า สำหรับบางคนสมาชิกของอภิชนคือพระเอกของกระบวนการ โลกาภิวัตน์ ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าจะช่วยคนยากจนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก แต่สำหรับบางคน คนกลุ่มนี้เป็นเพียงหัวหน้าโจรยุคใหม่ ที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ในยุคความมั่งคั่งใหม่ ตามคำกล่าวของ มาร์ติน วูลฟ์ แห่งไฟแนนเชียล ไทมส์ และพอล ครุกแมน แห่งนิวยอร์ก ไทมส์ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักบุกเบิกที่สมควรได้รับผลประโยชน์ หรือเป็นนักฉกฉวยประโยชน์ที่น่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าเป็นกรณีใด พวกเขาคือกุญแจสำคัญของมหากาพย์แห่งความไม่เท่าเทียม ผมไม่ใช่บุคคลโหดเหี้ยมที่พยายามสรรหาถ้อยคำและบิดเบือนข้อมูลความรู้ทางวิชาการ สร้างภาพบรรเจิดขณะที่มีมนุษย์นับล้านๆ กำลังทุกข์ยาก อดอยากหิวโหยจนยากจะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ในขณะนี้ก็คือ 1.โลกยังมีความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ 2.มีบางพื้นที่ที่สถานการณ์อยู่ในภาวะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยด้านใด และ 3.บุคคลที่มีอำนาจสูงสุด คือบุคคลที่มีโอกาสมากที่สุดในการแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นบุคคลที่ "มีมากที่สุด" บนส่วนยอดของโครงสร้างคนที่มีกับคนที่ไม่มี ถ้าเพียงแต่พวกเขาตั้งใจอย่างแท้จริง ไม่ได้แอบแฝง อ้างแนวคิดคตินานาที่เป็นไปไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง และเบาหวิวทางหลักการเศรษฐศาสตร์ มิไยต้องทบทวนประวัติศาสตร์ของความยากจน และนักอวดอ้างอุดมการณ์ต่างๆ นานาในอดีต เมื่อตระหนักได้เช่นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะได้พิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจในโลก ที่เป็นจริง แนนซี่ เบิร์ดออล ผู้ก่อตั้ง Center for Global Development ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างความไม่เท่าเทียมกัน ของความมั่งคั่งและอำนาจในการบรรยายชื่อ "The World is not Flat : Inequality and Injustice in our Global Economy" ณ United Nations University เธอระบุว่า "โลกาภิวัตน์สร้างกฎเกณฑ์ที่มีแนวโน้ม จะเอื้อประโยชน์ให้กับบรรดาประเทศ และปัจเจกบุคคลที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่เดิมแล้ว เป็นวิถีโดยปกติ ที่ผู้ซึ่งมั่งคั่งและมีพลังอำนาจเหนือกว่า จะต้องดำเนินการเพื่อสร้างกรอบกติกา ที่เอื้อต่อกลุ่มตนมากที่สุด" ชนชั้นล่าง อาจเป็นได้เพียงแค่ผู้ดูและผู้เดินตาม ไม่ว่าจะสนับสนุนฝ่ายใด จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ผมจะกลับมาวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้โดยละเอียด ในภายหลัง แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เป็นจริง ก็คือ คนบางกลุ่มในโลกมีพลังอำนาจสารพัดรูปแบบสูงกว่าคนโดยส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่า พวกเขาเป็นผู้กำหนดวิถีของสังคมที่แท้จริง เป็นต้นกำเนิดของ ความไม่เท่าเทียม ตามรายงานล่าสุดของสหประชาชาติระบุว่า ถึงแม้โลกทุกวันนี้หลายภูมิภาคจะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในอดีต แต่สภาวะความไม่เท่าเทียมมีสูงกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ช่องว่างขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันกลุ่มประเทศ ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีความมั่งคั่ง มากกว่ากลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด เช่น เอธิโอเปีย เฮติ เนปาล มากกว่า 100 เท่า โดยที่เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว สัดส่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ต่อ 1 ปัจจุบัน ถ้าเจาะลงในรายละเอียดประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ในแง่ของจีดีพีต่อประชากรรายบุคคล ได้แก่ ลักเซมเบิร์ก เมื่อเทียบกับประเทศ ที่ยากจนที่สุดในเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งได้แก่ กินีบิสเซา มีความต่างกันถึง 267 เท่า ขณะที่ 30 ปีที่แล้วประเทศที่มั่งคั่งที่สุด ได้แก่ สหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศที่ ยากจนที่สุด ซึ่งได้แก่ บังกลาเทศ มีความแตกต่างกันเพียง 88 เท่า ปัจจุบัน มหาเศรษฐีของโลกมีจำนวนประมาณ 1,000 ราย ซึ่งมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่ารายได้ของประชากรโลก 2.5 พันล้านคน แต่การตีความในทำนองนี้ก็มีผู้โต้แย้งโดยระบุว่า การเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียมกันระดับประเทศ อาจให้ภาพ ที่แตกต่างจากการเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียมภายในประเทศเดียวกัน แบรนโก มิแลนโนวิช แห่งธนาคารโลกระบุว่า ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก จะเห็นภาพความไม่เท่าเทียมกันลดลง การเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียม ภายในกรอบประเทศเดียวกัน ยังมีแง่มุมหลากหลายที่น่าสนใจ และเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปวิเคราะห์อธิบายบทบาทคนในกลุ่มอภิชน ที่หลายคนอาจมองข้ามหรือคิดไม่ถึง หน้า 37 บทที่ 2 อภิชนผู้ครองโลก ความไม่เท่าเทียม (2) คอลัมน์ อภิชนผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3998 (3198) "คนร่ำรวยจะทำทุกอย่างเพื่อคนยากจน ยกเว้นการก้าวลงจากหลังของพวกเขา" - คาร์ล มาร์กซ์ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์การเมือง และนักปฏิวัติชาวเยอรมัน ได้รับการขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ เมื่อสำรวจความไม่เท่าเทียมกัน เจาะลึกลงไปภายในแต่ละประเทศ ได้ให้ภาพที่มีความหลากหลายมากกว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความไม่เท่าเทียมสูงขึ้นในประเทศจีน อินเดีย โดยส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันออก และอดีตสหภาพโซเวียต หลายประเทศในละตินอเมริกา ในกรณีของจีนกับอินเดีย ที่ซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง แต่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตเมือง ทำให้ช่องว่างของรายได้ระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบทขยายตัว ห่างมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในหลายประเทศ สถานการณ์ความไม่เท่าเทียมอยู่ในภาวะคงที่ และมีหลายประเทศที่ความ ไม่เท่าเทียมลดน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อิตาลี ญี่ปุ่น บังกลาเทศ กานา จากการศึกษาล่าสุด โดยอิงข้อมูลด้านภาษี พบว่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนภาษีของกลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ส่วนในญี่ปุ่นและผืนทวีปยุโรป โดยส่วนใหญ่สัดส่วนไม่เปลี่ยนแปลง เอ็มมานูเอล ซาเอซ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และ โทมัส พิคิตตี้ แห่งปารีส สกูล ออฟ อีโคโนมิกส์ แย้งว่า "สัดส่วนด้านภาษีของกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้มาจากรายได้จากทุน แต่เป็นเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ ค่าจ้างและผลประโยชน์ของผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1990" หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ บรรดาบุคคลที่บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างมาก มีคำอธิบายหลายประการสำหรับปรากฏการณ์เช่นนี้ บางคนก็อ้างว่าเป็นเพราะบริษัทในปัจจุบัน ขยายตัวและขยายกิจกรรมใหญ่โตกว่าในอดีตมาก บางคนก็อ้างถึงผลประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่ผู้บริหารได้รับเพิ่มมากขึ้น บางคนระบุว่า การว่าจ้างกลุ่มซีอีโอ "แบรนด์เนม" สามารถส่งผลดีในเชิงตลาด ทำให้ค่าตัวของซีอีโอเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น แต่บางคน ก็มองว่าเป็นวงรอบของการปั่นกระแสใน ประชาคมเล็กๆ ของผู้บริหารธุรกิจ สงครามระหว่างเศรษฐีกับอภิมหาเศรษฐี ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ และชะตากรรมของกลุ่มคนยากจนที่สุด ในโลก เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญ ในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์ เอ็นจีโอ และ กลุ่มองค์กรการกุศล แต่ในวงกว้างแล้วมีน้อยคนที่จะสนใจปัญหาเหล่านี้ สื่อต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศร่ำรวยมุ่งรายงานแต่กิจกรรมความเคลื่อนไหวของเศรษฐี คนชั้นกลาง และกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเจ้าของสื่อ ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแองเจลีน่า โจลี่ กับ แบรด พิตต์ แต่ประเด็นที่กำลังมีผู้กล่าวถึงและ วิเคราะห์มากยิ่งขึ้นทุกที คือช่องว่างที่ขยายมากขึ้นระหว่างเศรษฐีธรรมดา กับอภิมหาเศรษฐี เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารฟอร์จูน นิวส์วีก หนังสือพิมพ์รายวัน นิวยอร์ก ไทมส์ ฯลฯ และหนังสือหลายเล่มพยายามอธิบายถึงการต่อสู้ระหว่างชนชั้นยุคใหม่ นั่นคือการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนที่ร่ำรวย มากที่สุดกับกลุ่มคนที่ร่ำรวยรองลงมา เศรษฐีระดับชนชั้นกลางกับอภิชน เศรษฐีใหม่กับศักดินาเก่า ภาพที่เด่นชัดที่สุดน่าจะเป็นชะตากรรมของบรรดาเศรษฐีในสหรัฐ ผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 350,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 11 ล้าน 9 แสนบาท) มีจำนวนร้อยละ 1 ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ย 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 73 ล้าน 6 แสนบาท) มีเพียงร้อยละ 0.1 และบุคคลที่มีรายได้เฉลี่ย ปีละ 14 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 468 ล้านบาท) มีแค่ร้อยละ 0.01 อีกด้านหนึ่ง นิวยอร์ก ไทมส์ จัดทำรายงานพิเศษเป็นตอนๆ ชื่อว่า "Class War" ระบุว่า รายได้ครัวเรือนในสหรัฐโดยเฉลี่ยในกลุ่มล่าง ซึ่งมีร้อยละ 90 ระหว่าง ปี 1990 ถึง 2004 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ส่วน รายได้ในกลุ่มบนสุดซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 1 เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จงอย่าทำตาโต เพราะรายได้ของคนชั้นบนร้อยละ 0.1 พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 85 และคนเพียงแค่ร้อยละ 0.01 ในยอดพีระมิด มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 112 ซึ่งหมายความว่า อภิมหาเศรษฐีสามารถแสวงหาความมั่งคั่งได้มากกว่า และรวดเร็วกว่าเศรษฐีธรรมดาถึงสองเท่า ภาพที่แท้จริงของความมั่งคั่งในโลก ยุคปัจจุบันก็คือ ระหว่างที่อภิมหาเศรษฐีร่ำรวยมั่งคั่งเป็นทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาเศรษฐีชั้นรองลงมาได้แต่แหงน มองการสร้างความร่ำรวยอันน่ามหัศจรรย์ ส่วนชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง แม้แต่มอง ก็ไม่อาจเห็น ไม่อาจเข้าใจ ว่าพวกเขากำลังทำอะไร แนวโน้มเช่นนี้ไม่ได้กำจัดอยู่ภายในสหรัฐเท่านั้น ปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันนี้พบเห็นได้ในสหราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน อภิมหาเศรษฐีในอังกฤษมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 5 ถึง 6 เท่า ขณะที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 60 ปัจจุบันกลุ่มผู้ร่ำรวยร้อยละ 0.1 ในอังกฤษ ครอบครองความมั่งคั่งมากกว่า ยุคใดในประวัติศาสตร์ มีรายงานการสำรวจหลายชิ้นระบุว่า คนอังกฤษรับได้กับความไม่เท่าเทียมในสังคมมากกว่าแต่ก่อน บางทีเหตุอาจมาจากความเคยชินและ แนวโน้มของสังคมอนุรักษนิยม ความเชื่อต้นน้ำ ปลายน้ำ ไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไป เพราะต้นน้ำสามารถ แห้งเหือด ขณะที่ปลายน้ำอาจหล่อเลี้ยงไปตลอดจรดต้นน้ำ มิไยต้องเอ่ยถึงทะเลสาบ แหล่งน้ำใต้ดิน เด็กน้อยในวงการธุรกิจ ผู้สร้างเว็บ YouTube ทำเงินได้มากกว่า 1.65 พันล้านดอลลาร์ ทฤษฎีความเชื่อแบบเก่าๆ เฉกเช่น สังคมในยุคถ้ำ ยุคเกษตรกรรม และยุคอุตสาหกรรม เป็นตัวอย่างชั้นยอดของกระบวนการประวัติศาสตร์ และการพลิกความเชื่อแบบเก่าๆ บางคนบอกว่า นี่คือวิถีของทุนนิยม การทำงานหนัก ทุ่มเท มีทักษะ บางคนบอกว่า นี่คือตัวอย่างที่บ่งชี้ว่า โลกกำลังแบนราบเป็นระนาบเดียวกัน ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือคนอื่นได้ เพียงเพราะตำแหน่งหน้าที่ หรือประสบการณ์ บุคคลจะดำรงอยู่ด้วยคุณค่าที่แท้จริง ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจ สังคม และรัฐชาติ ในศตวรรษที่ 21 ในโลกอุดมคติ ทุกคนมีความเท่าเทียม แต่ในโลกที่เป็นจริงมนุษย์มีความแตกต่าง และเป้าหมายที่ไม่อาจปฏิเสธของมนุษยชาติคือการสร้างความเสมอภาคท่ามกลางความแตกต่าง อริสโตเติลกล่าวว่า ถ้าในสังคมมีกลุ่มคนที่ "มีมากกว่า" คนอื่นๆ ในสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะด้านใด นั่นคือมูลเหตุอันนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียม ส่วนเพลโตระบุว่า สังคมจะดำรงอยู่ด้วยความสมานฉันท์ ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนไม่ควรเกินกว่าห้าเท่า แม้กระทั่ง เจ.พี. มอร์แกน ยังระบุว่า ผู้บริหารไม่ควรได้รับค่าจ้างสูงเกินกว่า 20 เท่าของพนักงาน แต่ในสหรัฐทุกวันนี้ สัดส่วนสูงเกินกว่า 350 เท่า ขณะที่มีคนจำนวนมากในโลกดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินต่ำกว่าหนึ่งหรือสองดอลลาร์ต่อวัน ในแง่มุมของการพัฒนา บรรดา นักเศรษฐศาสตร์และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง มักระบุถึงสาเหตุของความไม่เท่าเทียมว่าเป็นเพราะ การขาดการศึกษา ไม่สามารถเข้าถึงทุน และเส้นแบ่งทางชนชั้นในสังคม ความไม่เท่าเทียมสร้างให้เกิดความตึงเครียดในสังคม เป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญในการบริหารบ้านเมือง และกล่าวถึงที่สุดแล้ว เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษยชาติ คำถามที่ยากยิ่งก็คือ แล้วใครล่ะคือต้นตอของปัญหา ใครกันที่ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ ใครหรือที่กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ ชัดเจนแล้วว่ามีคนเพียงกลุ่มเดียวในโลกที่มีพลังอำนาจเหนือกว่าผู้คนเบื้องล่างมาก และคนกลุ่มนี้สืบทอดบทบาทมาจากกลุ่มคนในอดีต ทั้งมีความเหมือนและมีความแตกต่าง แบบแผนและบทเรียนปรากฏให้เห็นอยู่แล้วในประวัติศาสตร์ หน้า 37 บทที่ 4 อภิชน ผู้ครองโลก หัวใจของอำนาจ (2) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4000 (3200) ทุกวันนี้อภิชนโดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคธุรกิจและบริษัทยักษ์ใหญ่ จำนวนมากอยู่ภายใต้การชี้นำ ของคนอเมริกัน บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 22 อันดับ ครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้การนำของคนอเมริกัน ซึ่งหมายความว่าอำนาจกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีประชากรเพียงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด ในโลก อย่างไรก็ตามสถานการณ์กำลังพลิกผันอย่างรวดเร็ว แนวโน้มที่ปรากฏ ในขณะนี้บ่งชี้ว่า ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทและธนาคารชั้นนำเป็นคน จากชาติอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นบุคคลนอกภูมิภาคสองฝั่งมหาสมุทร แอตแลนติก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ครอบครัวร็อทไชลด์ได้สร้างเครือข่ายธุรกิจนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ด้วยวิถีแบบดั้งเดิม คือการผลิตลูก เมื่อไม่นานมานี้นิตยสารฟอร์บสได้ยกย่อง เมเยอร์ แอมเชล ร็อทไชลด์ ให้เป็น 1 ใน 20 บุคคลที่ ทรงอิทธิพลสูงสุดตลอดกาลด้านธุรกิจ ข้ามประเทศ และยกย่องให้เป็นบิดาของธุรกิจการเงินระหว่างประเทศ ร็อทไชลด์ มีบุตร 19 คน แยกย้ายทำธุรกิจทั่วทั้งทวีปยุโรปจากเยอรมนีถึงอังกฤษ ออสเตรีย และอิตาลี ปัจจุบันเงื่อนไขการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจนานาชาติ เป็นเรื่องสะดวกง่ายดายกว่าแต่ก่อนมากขณะเดียวกันก็ทำให้เหล่าผู้นำทางธุรกิจ ในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ถ้ามีศักยภาพสูงพอและเชื่อมั่นในตัวเอง โดยที่ไม่มองโลกเป็นจริงในแง่ลบและ หวาดกลัวอนาคตจนไม่กล้าดำเนินการใดๆ ที่พ้นไปจากกรอบวิถีปฏิบัติในอดีต ตัวอย่างในเชิงปฏิบัติด้านบวกก็มีให้เห็นมากมายในโลก อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน บรรดาเศรษฐีใหม่ที่เป็นนักศึกษา ในหลายประเทศซึ่งกล้าคิด กล้าทำ และท้าทาย ต่อระบบแบบแผนเก่าๆ ส่วนกลุ่มประเทศ ที่ยึดโยงอยู่กับวิธีคิด กรอบจารีต วิถีปฏิบัติ ซึ่งไม่เคยสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ในวงกว้าง ทั้งในอดีตที่ผ่านมาตราบจนถึงทุกวันนี้ รังแต่จะเสื่อมถอย อ่อนแอถูกครอบงำ และลู่ตามกระแสลม คลำหาทิศทางของตนเองไม่พบ หากไม่มีมนุษย์ถ้ำคนแรกที่กล้า ก้าวเดินออกจากถ้ำ แล้วมาเพาะปลูก เสี่ยงโชคชะตากลางแจ้ง สร้างที่พักพิง ปลูกพันธุ์พืช และเลี้ยงสัตว์ฝูงแรกท่ามกลางความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศและภยันตรายของสัตว์ร้ายนานา จะมีใครที่เพาะปลูกเป็น พวกเรามิต้อง ล่าสัตว์หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ อดมื้อกินมื้อ ไปตลอดกาลละหรือ ยังไม่นับการปฏิวัติเขียว การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย คนกล้า ในยุคโบราณถูกประณาม ด่าทอ ทุบตีทำร้าย แต่คนกล้าในปัจจุบันขับเฟอร์รารี่ มิไยสิ่งอื่นๆ ที่หลายคนอิจฉา เป็นอภิชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในอนาคตอยู่ในมือของพวกเขา และนี่นำมาซึ่งเส้นแบ่งสำคัญที่สุด การปะทะที่มีนัยสำคัญที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน บทที่ 5 โลกาภิวัตน์นิยมกับชาตินิยม "ปราศจากยุติธรรมที่แท้จริง องคาพยพที่ครองอำนาจสูงสุดของรัฐก็ไม่ต่างอะไรจากกองโจรปล้นสะดม" - นักบุญออกัสติน บิช็อป แห่งฮิปโป แอลจีเรีย นักปรัชญาเทววิทยา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดต่อพัฒนาการของอารยธรรมคริสเตียนตะวันตก "ถ้าต้องการให้สิ่งต่างๆ คงอยู่ อย่างที่มันเป็น สิ่งเหล่านั้นจะต้องเปลี่ยนแปลง" - จุยเซปเป้ โทมาซี่ ดิ ลัมเปดูซ่า นักประพันธ์ชื่อก้องโลกชาวซิซิเลี่ยน สร้างผลงานอันโดดเด่นเพียงชิ้นเดียวชื่อ The Leopard เกี่ยวกับความเกียจคร้าน การต่อต้านความเปลี่ยนแปลง และการล่มสลายของระบอบคณาธิปไตย บุคคลผู้เงียบขรึม พูดน้อย รักการสันโดษและปลีกวิเวก ปัจจุบันผลงานของเขา เป็นตำราเรียนระดับมัธยมในหลาย ประเทศ ประวัติศาสตร์โลกยุคปัจจุบันคงต้องบันทึกไว้ว่า 8 ปี หลังจากการเริ่มต้นของสหัสวรรษใหม่ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช คือบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าใครกันแน่ที่มีพลังอำนาจที่แท้จริงในแต่ละสถานการณ์ มองด้านศาสนา สมเด็จสันตะปาปา คือผู้นำสูงสุดในหมู่คาทอลิก อิหม่าม และแรบไบในหลายประเทศ ก็มีอิทธิพล ต่อความเชื่อและแนวทางปฏิบัติของผู้ศรัทธาไม่ต่างกัน เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เป็นผู้บริหารเอ็กซ์ซอน โมบิล คอร์เปอเรชั่น บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป็นไปได้ที่เขาจะมีอำนาจน้อยกว่ารัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย อาลี อัลไนบี บิลล์ เกตส์ อาจจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ทุกวันนี้กูเกิล กำลังแซงหน้าไมโครซอฟท์ด้านนวัตกรรม และกำลังฮอตมากกว่าในหลายๆ เรื่อง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสนามแข่งขันด้านนี้ มีความเปลี่ยนแปลงและผันแปรด้วยความเร็วสูงมาก ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ องค์ความรู้ใหม่ๆ สามารถพิชิตชัยเหนือ สิ่งเก่าได้ภายในชั่วพริบตา ไม่ใช่เรื่องยากที่จะบอกว่าใครคือ เจ้าชายองค์ใหม่ในวงการเศรษฐกิจฐานความรู้ แต่ยากจะระบุว่า ใครคือราชา ที่แท้จริง เราทราบกันดีว่า ใครที่มีแสนยานุภาพทางทหารสูงสุดในโลก และเขาก็เป็น บุคคลเดียวกับผู้บริหารประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีจีดีพีสูงกว่าประเทศอันดับ ที่สองคือญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ประธานาธิบดี ของสหรัฐมีอำนาจพิเศษที่จะดำเนินการ ด้านนโยบายเศรษฐกิจและธุรกิจตามที่เห็นเหมาะสม ปัจจุบันประธานาธิบดีสหรัฐสามารถ คัดสรรบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งคณะทำงานหลายฝ่าย ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการที่ปรึกษา สมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ สภารักษาความปลอดภัย สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ บุคคลที่ประธานาธิบดีสหรัฐแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำงานเป็นที่ปรึกษา และด้านอื่นๆ มีมากกว่า 3,000 คน ซึ่งมากกว่าในอดีตที่มีเพียง 600 คน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ในกรณีนี้หมายความว่าพลังอำนาจของประธานาธิบดี ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มบุคคลที่ห้อมล้อมในการทำงาน คอลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรี ต่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีบุช ปี 2000 กล่าวว่า "ในระบบของเรา ประธานาธิบดีไม่ใช่ผู้กุมอำนาจสูงสุด รัฐสภาสามารถขัดขวางการตัดสินใจของประธานาธิบดี แต่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ริเริ่ม และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องที่สำคัญ ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับประธานาธิบดีหลายคนที่ตัวเขาเอง ไม่คาดคิดว่าจะได้รับตำแหน่งนี้ และพวกเขาตัดสินใจไม่ถูกว่าจะดำเนินการอย่างไรในยามฉุกเฉิน" ประธานาธิบดีบุชใช้อำนาจพิเศษ ที่ตนเองมีอยู่ประกาศสงครามกับ กลุ่มผู้ก่อการร้ายทั่วโลก ส่งกำลังทหาร บุกเข้าไปในสองประเทศ โดยไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาประกาศสงคราม เบื้องหลัง การตัดสินใจของประธานาธิบดีบุชอาจมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง และมีหลายประเทศ ที่แสดงความไม่เห็นด้วย และจากการสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันเสียงส่วนใหญก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจ และผลการเลือกตั้งก็ทำให้บุชดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง สถานการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่า ถึงที่สุดแล้วพลังอำนาจไม่อาจวัดหยั่งด้วยเครื่องมือตรวจวัดใดๆ แต่ถ้าใครสามารถส่งผ่านเจตนารมณ์ให้ผู้อื่นดำเนินการ ทั้งบุคคลเดียวหรือกลุ่มบุคคลด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ทั้งภายในประเทศและระดับโลกด้วยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม บุคคลเหล่านี้ ก็จัดอยู่ในกลุ่มอภิชน ไม่ว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้อง หรือเครือญาติ หน้า 41 บทที่ 5 อภิชน ผู้ครองโลก โลกาภิวัตน์นิยมกับชาตินิยม (2) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4001 (3201) "ผู้มองโลกในแง่ร้าย มองเห็นความยากลำบากในทุกครั้ง ที่มีโอกาสใหม่ๆ ส่วนผู้มองโลกในแง่ดี มองเห็นโอกาสในทุกครั้งที่เผชิญความยากลำบาก" - วินส์ตัน เชอร์ชิล เธโมสติกเลส กล่าวว่า "เอเธนส์ บงการกรีก ข้าพเจ้าบงการเอเธนส์ ภรรยาบงการข้าพเจ้า และบุตรบงการภรรยาของข้าพเจ้า" - พลูตาร์ก อ้างถึงคำกล่าวของรัฐบุรุษและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของกรีก ทำศึกพิชิตกองทัพเรืออันเกรียงไกรของเปอร์เซียด้วยกำลังที่น้อยกว่ามาก ช่องว่างและการฉกฉวยอำนาจ แบบแผนการใช้อำนาจเกินขอบเขต ของประธานาธิบดี และการลดบทบาท ของรัฐสภา ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นว่า ในสหรัฐ พลังอำนาจทางการเมืองกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอำนาจในการกำหนดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก ตัวอย่างเช่น ผู้ทรงอำนาจสูงสุดใน โครงสร้างการเมืองของสหรัฐไม่ใช่ประธานาธิบดี แต่เป็นประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง แต่บรรดาผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งกลับยอมยกอำนาจของตนให้กับ ผู้อื่น โดยปราศจากความรับผิดชอบ ในฐานะพลเมืองของประเทศ ที่ต้องทำความเข้าใจและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับ ตัวเลือกที่อยู่ตรงหน้า ประมาณร้อยละ 40 ของคนอเมริกันผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ไม่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบในการเลือกตั้งปี 2004 และเกือบร้อยละ 60 ไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งกลางเทอม ในเวลา 2 ปีต่อมา จากผลการสำรวจของโครงการ Pew Survey of Americans" knowledge of Current Affairs ในปี 2007 ระบุว่า คนอเมริกันจำนวนมาก ไม่ใส่ใจต่อความ รับผิดชอบในการใช้สิทธิในฐานะพลเมือง และไม่แสวงหาความรู้ทางการเมืองเท่าใดนัก มีคนอเมริกันเพียงสองในสาม ที่สามารถบอกชื่อรองประธานาธิบดี ได้ถูกต้อง คนอเมริกันที่รู้จักบิยอนเซ่ มีมากกว่าคนอเมริกันที่รู้จักแฮรี่ เรด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาถึง 4 เท่า ผู้ที่รู้จักเพย์ตัน แมนนิ่ง ควอร์เตอร์แบ็กของ อินเดียนาโปลิส โคลต์ มีมากกว่าผู้ที่รู้จักโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมถึงสามเท่า มีคนอเมริกันเพียงร้อยละ 50 ที่ทราบว่า การปะทะและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอิรักโดยส่วนใหญ่เกิดจากความแตกต่างจากจุดยืนทางการเมืองและศาสนา และมี น้อยกว่าหนึ่งในสาม ที่ทราบว่าคู่ขัดแย้งหลักในอิรักคือชาวมุสลิมนิกายสุหนี่กับ ชาวมุลิมนิกายชีอะห์ ทั้งที่เป็นข่าวพาดหัว ในสื่อมวลชนต่างๆ ของสหรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปี ก่อนหน้า ที่จะมีการสำรวจครั้งนี้ คนอเมริกันน้อยกว่า หนึ่งในสาม สามารถระบุชื่อประธานาธิบดีของรัสเซีย และประมาณหนึ่งในสามที่มีพาสพอร์ต ซึ่งบ่งชี้ว่า ประชาชนอเมริกัน ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจ หนึ่งเดียวในโลก ไม่ใส่ใจต่อความเป็นไปของโลกเท่าใดนัก ด้วยฐานความรู้และความไม่รู้เช่นนี้ ซึ่งค่อนไปในทางไม่รู้ หรือรู้โดยไม่มีการคิดวิเคราะห์ รับข้อมูลจากรอบด้าน และไตร่ตรองอย่างสมเหตุสมผลด้วยตนเอง ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่ประชาชนจะถูกโน้มน้าวชักจูง บงการ ครอบงำความคิด ด้วยถ้อยคำสวยหรู ดุเดือดโดนใจ ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูน่าเชื่อถือ องอาจน่าประทับใจ โดยที่เบื้องหลังล้วนเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์โดยตรง และผลประโยชน์แอบแฝงนานารูปแบบ ทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมือง อิทธิพล และธุรกิจของพวกพ้อง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกแห่งอำนาจของ เหล่าบรรดาอภิชนทั้งภายในประเทศและระดับโลก เมื่อคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่ ไม่มี ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่เป็นจริง เหล่าผู้กำหนดนโยบายภายในรัฐบาล กรุงวอชิงตันจึงตัดสินใจว่า พวกเขาจะกำหนดนโยบายต่างประเทศ จากความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการ ต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่มากนัก ตรงส่วนนี้คือ อีกตัวอย่างหนึ่งของการบั่นทอนอำนาจของประชาชน แต่ก็ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า หนึ่งในสามของสมาชิกรัฐสภา และเกือบสองในสามของคณะทำงานของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีพาสปอร์ต เท่ากับว่าไม่เคยเดินทางไป ต่างประเทศ ในเมื่อนักการเมืองอาชีพ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย ไม่สามารถแสดงบทบาทอย่างเต็มศักยภาพ ในการกำหนดท่าทีและนโยบายของสหรัฐในเวทีนานาชาติ หรืออาจมีความรู้ความเข้าใจอย่างผิดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์และบทบาทของประเทศต่างๆ เท่ากับว่า พลังอำนาจที่แท้จริงตกอยู่ใน คนกลุ่มเล็กๆ ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ ประธานาธิบดีสหรัฐที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1976 ถึง 2006 จำนวน 5 ท่าน มี 4 ท่าน ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศมาก่อน คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วการพิจารณาแสวงหาทางเลือก ที่ดีที่สุดในแนวนโยบายต่างประเทศ บทบาทสหรัฐในเวทีโลก ได้มีขบคิด อภิปรายกันอย่างถี่ถ้วนรอบด้านหรือไม่ หรือทำกันไปตามกรอบประวัติศาสตร์ จากมุมมองของบุคลากรภาครัฐ และ ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศยุคโบราณ และนักวิชาการเลือดใหม่ที่ขาดประสบการณ์ บุคคลที่ทรงอิทธิพลด้านการเมืองของสหรัฐคนหนึ่ง เคยกล่าวกับ ผมว่า "นักการเมืองอเมริกัน มีแนวโน้มที่จะแสดงออกตามความเชื่อโดยไม่มีเหตุผล มากกว่าที่จะแสดงบทบาท ไปตามข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับ และพวกเขาก็ชอบ และสนับสนุนผู้นำที่ปฏิบัติตามความเชื่อ ที่สอดคล้องกับพวกเขา ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ชอบมากกว่าผู้นำที่ปฏิบัติไปตามข้อมูล สถานการณ์ที่เป็นจริง" ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อรัฐสภา ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนปล่อยวาง หรือถูกลิดรอนอำนาจ จะมีกลุ่มคนที่เดินสวนสนามเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย อาจจะเป็นกลุ่มคน ที่แอบอิง แอบอ้างพลังอำนาจต่างๆ ในสังคม ซึ่งเป็นแหล่งกระจุกตัวของพลังอำนาจนอกกรอบ กลุ่มคนเหล่านี้อาจมีศักยภาพระดับโลก หรือมีเครื่องมือพิเศษอันทรงอิทธิพลภายในประเทศ โดยอ้างว่าพวกตนได้รับการจัดสรรอำนาจโดยไม่เป็นธรรม ตัวอย่างที่พอจะกล่าวอ้างได้ โดยไม่กระทบหรือสร้างความไม่พอใจ อยู่ในประชาคมกำหนดนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงสหรัฐ ซึ่งมีจำนวนไม่กี่ร้อยคน ทุกคนรู้จักและมีความสัมพันธ์ทำงานใกล้ชิดกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่การศึกษาและในแวดวงวิชาการ อาทิ โดนัล รัมส์เฟลด์ แฟรงก์ คาร์ลุชชี จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เฮนรี่สซิงเจอร์ ซบิกนิว เบรสซินสกี้ จากฮาร์วาร์ด รวมถึงบิดาของเมดเดอลีน อัลไบรต์ ที่สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กับ คอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในปัจจุบัน บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงมีอำนาจอิทธิพลอย่างสูงต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ แต่พวกเขายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับกลุ่มผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทั่วโลก ในการลง แข่งขันเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงมีคุณค่าสูง ในการแสดงศักยภาพของผู้แข่งขันด้านกิจการ ต่างประเทศ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่ความเป็นจริง ก็คือในส่วนของกิจการระหว่างประเทศในเวทีโลก มีคนรู้น้อยมาก และมีคนที่ไม่รู้มากมาย รวมถึงคนที่รู้แบบผิดๆ และคนที่อ้างว่าตนเองรู้ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง แท้ที่จริงแล้ว พลังอำนาจทางการเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถาบันองค์กรทางการเมืองเท่านั้น ยังมีองคาพยพอื่นๆ ที่ทรงอิทธิพล คนกลุ่มนี้สามารถเข้าและออกจากแวดวงการเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย นอกจากกลุ่มนักธุรกิจข้ามชาติ และเครือข่ายแล้ว ยังมีประชาคมการเงิน การลงทุนโลก อันทรงอิทธิพลและกำลังมีบทบาท อันน่าหวาดหวั่นที่สุดในยุคปัจจุบัน หน้า 37 อภิชน ผู้ครองโลก บทที่ 5 โลกาภิวัตน์นิยมกับชาตินิยม (3) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4002 (3202) "ในปี ค.ศ.2017 ครัวเรือน ในสิงคโปร์ ร้อยละ 40.7 หรือทุกสองในห้าครัวเรือน จะมีความมั่งคั่งสูงเกินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นเกือบสองเท่าจากสถิติในปัจจุบัน และเป็นสัดส่วนความมั่งคั่งภาค ครัวเรือนที่สูงที่สุดในโลก แซงหน้าฮ่องกง และสวิตเซอร์แลนด์" - รายงานประมาณการความมั่งคั่งโลก จัดทำโดยสถาบัน Barclays Wealth ร่วมกับ Economist Intelligence Unit เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 "เราต้องสร้างสิงคโปร์ใหม่ ทั้งระบบเศรษฐกิจ การศึกษา วิธีคิด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ต้องเป็นสิงคโปร์ที่แตกต่างไปจากเดิมทุกด้าน เพราะหากในอนาคตสิงคโปร์ยังเป็นเหมือนทุกวันนี้ เราก็ถึงจุดจบ" - ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ภายในสายบัญชาการระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐ อิทธิพลของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน อาทิ โกลด์แมน แซกส์ ต้องขอย้ำในที่นี้ว่า ประตูเปิดกว้างอยู่เสมอ ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ สามารถเดินเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐ แล้วเดินกลับไปผู้บริหารของบริษัทได้อย่างสะดวกง่ายดาย และนี่คือช่องทางหนึ่ง ที่ประชาคมการเงินสามารถมีอิทธิพลต่อภาครัฐ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐคนแล้วคนเล่า ได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในอาณาจักรการเงินโลก ตั้งแต่สโนวที่เซอร์บีรัส โอนีลที่แบล็กสโตน ซัมเมอร์สที่ ดี.อี. ชอว์ รูบิน ที่ซิตี้ กรุ๊ป นิโคลาส แบรดี้บริษัทของตนเองชื่อ ดาร์บี้ โอเวอร์ซี อินเวสต์เมนต์ เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่บนถนนวอลล์สตรีต และบริษัทอื่นๆ ที่มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไปเป็นผู้บริหารหรือที่ปรึกษา ต้องมีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายไม่มากก็น้อย กรรมการบริหารของมอร์แกน สแตนเลย์ ประกอบไปด้วย เอิร์สไคน์ โบวเลส หัวหน้าคณะเสนาธิการประจำทำเนียบขาว ลอร่า ไทสัน อดีตประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ และโดนัลด์ นิโค ไลเซ่น อดีตสมุห์บัญชีของตลาดหลักทรัพย์ กรรมการบริหารของซิตี้ แบงก์ ประกอบด้วย จอห์น ดอยช์ อดีตผู้อำนวยการซีไอเอ และโรเบิร์ต รูบิน อดีตรัฐมนตรีคลัง กรรมการบริหารของเลห์แมน บราเธอร์ ประกอบด้วย อดีตประธานเอ็กซิมแบงก์ จอห์น แม็คคอมเบอร์ และพลเรือตรี จอห์นสัน อีแวนส์ และที่เป็นตัวอย่างโดดเด่นที่สุด ได้แก่ กรรมการบริหารของ อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ประกอบด้วย วิลเลี่ยม โคเฮน อดีตรัฐมนตรีกลาโหม มาร์ติน ฟิลด์สไตน์ อดีตประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐ คาร์ล่า ฮิลส์ อดีตผู้แทนทางการค้า ริชาร์ด โฮลบรู๊ค อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ไมเคิล ซัตตัน อดีต สมุห์บัญชีตลาดหลักทรัพย์ และอดีตซาร์วงการพลังงาน แฟรงก์ ซาร์บ แน่นอนว่าแบบแผนความสัมพันธ์เชื่อมโยงของอภิชนเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในสหรัฐเท่านั้น รายชื่อผู้นำของประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ก็มีไม่น้อย ตั้งแต่จอห์น เมเจอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เข้าทำงานกับ Carlyle Group หลังจากพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง เปโร พาโบล คุซซินสกี้ อดีตนายกรัฐมนตรีเปรู เข้าทำงานกับ Credit Suisse First Boston ระหว่างการประชุมดาวอส ปี 2006 ชอกัต อาซิซ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ได้เล่าให้ผมฟังถึงประสบการณ์ในการทำงานที่ซิตี้กรุ๊ป ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากในการทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าบุคคลเหล่าพยายามระมัดระวังอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างสองภาคส่วน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ นี่คือปรากฏการณ์ที่อาจจะชัดแจ้ง หรือแอบแฝงของการหลอมรวมระหว่างประชาคมผู้นำภาครัฐ กับประชาคมผู้นำทางการเงิน คนกลุ่มเล็กๆ ที่ควบคุมกลไกการกำหนดนโยบายของประเทศ มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกจะเข้าพัวพันกับองค์กรธุรกิจข้ามชาติที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง ทั้งก่อนหน้าและภายหลังจากการดำรงตำแหน่ง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทิศทางและกลยุทธ์ของกลุ่มบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนของแนวนโยบายภาครัฐ เมื่อประชาชนไม่ใส่ใจเรื่องการเมือง และสิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมือง ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดอนาคตประเทศชาติ อนาคตของตนเองและลูกหลาน รวมถึงความด้อยคุณภาพของตัวแทนประชาชน สร้างให้เกิดช่องว่างของอำนาจในระบอบการปกครองของประเทศ ทำให้พลังอำนาจแอบแฝงต่างๆ นานา เข้ามายึดกุมพื้นที่ช่องว่าง และหนึ่งในนั้นที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงได้แก่ บรรดาสถาบันทางการเงินและบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ผลที่ตามมาก็คือ กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีฐานในสหรัฐ ล้วนผลักดัน นโยบายการเปิดกว้าง ไร้พรมแดน ลดกฎระเบียบ ลดภาษี ปรับโครงสร้างภาระหนี้ และมาตรการประกันหนี้เสีย ไม่ต้องสงสัยเลย บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ผลักดัน และนำเสนอแนวนโยบายเหล่านี้ ล้วนเป็นบุคคลที่มีการศึกษาดี ชาญฉลาด และมีฐานะมั่งคั่ง แต่ปัญหาสำคัญที่ตามมาก็คือ ในวิถีเช่นนี้ ประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศแทบจะไม่มีหลักประกันใดๆ ระบอบประชาธิปไตยโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ภาษีของพวกเขาถูกนำไปจ่ายเพื่อพยุงธุรกิจที่ไปไม่รอด และบรรดาสถาบันการเงินที่บริหารผิดพลาด โดยที่พวกเขาไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนกลับคืนมา ผลประโยชน์ล้วน ตกไปอยู่ในแวดวงของกลุ่มคนที่มีอำนาจ และอิทธิพล ในการผลักดัน ชักจูง โน้มน้าวนโยบาย และมาตรการทางเศรษฐกิจ ในเมื่อตัวแทนประชาชนในรัฐสภาไม่รู้กระบวนการ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นจริง หรือรู้แต่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ ชักจูง ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนอกกรอบกติกาทางการเมือง เป็นบุคคลที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เชิงธุรกิจการเงิน แอบแฝงผ่านทางสถาบันต่างๆ ทางการเมือง แล้วการตัดสินใจกำหนดนโยบายแนวทางปฏิบัติของรัฐบาล จะเป็นไปเพื่อใคร บรรษัทยักษ์ใหญ่ อดีตผู้บริหารระดับสูงของประเทศผู้กุมผลประโยชน์ อำนาจและอิทธิพลโดย ไม่ยอมวางมือ หรือประชาชนทั้งประเทศ บ่ายวันหนึ่ง โทมัส แอล. ฟรีดแมน นักข่าวชั้นหัวกะทิแนวหน้าของโลก ผู้เขียนหนังสือที่โด่งดังขายดีทั่วโลกหลายเล่ม ได้สนทนากับผมที่สำนักงานใหญ่ของนิวยอร์ก ไทมส์ ซึ่งอยู่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงสองช่วงตึก "ปัจจุบันนี้ ช่องว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไก และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ระหว่างผู้ออกกฎหมาย นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ห่างกันราวสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะพูดคุยกับ ผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายจำนวนมากเท่าใดก็ตาม คุณก็ไม่สามารถนำมาทำความเข้าใจ หรือเทียบเคียงกับแนวคิดของบรรดาซีอีโอที่มองกลไกของเศรษฐกิจโลก เท่ากับว่า โลกในยุคปัจจุบัน รัฐบาลประเทศต่างๆ กำลังเผชิญปัญหาอันสำคัญยิ่ง ท่านจะออกกฎหมายและกฎระเบียบควบคุมสิ่งที่พวกท่านไม่มีความเข้าใจได้อย่างไร ยังไม่นับความสลับซับซ้อนนานัปการ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ในเมื่อรัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลรอบด้าน ข้อมูลที่ถูกต้องไม่เอนเอียง เพื่อตัดสินใจอย่างเหมาะสม เกี่ยวกับผล ประโยชน์ที่แท้จริงของชาติและประชาชน ตรงจุดนี้เอง ที่เป็นช่องว่างให้คนในแวดวงธุรกิจก้าวเท้าเข้ามา แต่จะเป็นการเสียสละอุทิศตัวเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม หรือมุ่งหวังเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ยังเป็นเรื่องที่ต้องอภิปราย ถกเถียงกันต่อไป ต้องไม่ลืมว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้นำธุรกิจที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมก็มีมากมาย ในทางกลับกัน ผู้นำประเทศ หรือบุคคลระดับนำที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ก็มีไม่น้อยกว่ากัน และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ" เควิน ฟิลลิปส์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Wealth and Democracy : A Political History of the American Rich ระบุว่า เงินคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเมืองอเมริกัน หน้า 37 บทที่ 5 อภิชน ผู้ครองโลก โลกาภิวัตน์นิยมกับชาตินิยม (4) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4003 (3203) "ความคลุ้มคลั่งวิกลจริตเกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคลได้ยาก แต่สำหรับกลุ่มคน พรรคการเมือง ประเทศชาติ และยุคสมัยหนึ่งยุคสมัยใด เป็นเรื่องปกติ" - เฟรดริช นิตเช่ "ความสำเร็จสูงสุดของซาตานคือ การปรากฏตัวโดยแอบอ้างพระนามของพระเจ้า" - มหาตมะ คานธี เควิน ฟิลลิปส์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Wealth and Democracy : A Political History of the American Rich ระบุว่า เงินคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเมืองอเมริกัน ผลประโยชน์ทางการเงินมีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดวาระทางการเมืองมาโดยตลอด รวมทั้งมีอิทธิพลโน้มน้าวพฤติกรรมทางการเมืองของประธานาธิบดี และกลุ่มบุคคลที่แวดล้อม ฟิลลิปส์อธิบายถึงอำนาจอิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่มั่งคั่ง ในกระบวนการกำหนดนโยบาย ของรัฐบาลสหรัฐทุกยุคสมัย ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จากกำไรมหาศาลของบรรดาธุรกิจอเมริกัน อันเป็นผลมาจากการผลักดันให้สหรัฐทำสงคราม (ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาหุ้นของบริษัทที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธปัจจัยพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 10-20 เท่า) จนถึงความมั่งคั่งของผู้บริหารระดับสูงภายในรัฐบาลประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ เคยระบุว่า ความเป็นจริงก็คือ ภาคธุรกิจมีอำนาจอิทธิพลอย่างสูงต่อการโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาล นับตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ความสัมพันธ์เหล่านั้นยังดำรงอยู่มาถึงยุคปัจจุบัน นักวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศหลายคนระบุว่า การที่สหรัฐตัดสินใจทำสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้งสองครั้ง เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเหล่าบริษัทน้ำมัน เพื่อไม่ให้การผลิตน้ำมันเกิดการหยุดชะงัก การคุกคามต่อผลประโยชน์ข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำสงคราม นอกจากนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐยังส่งผลประโยชน์ให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ทรงอิทธิพลต่อรัฐบาล และมีศักยภาพในการแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล อาทิ ฮอลลี เบอร์ตัน ซึ่งรองประธานาธิบดีเชนีย์เคยเป็นผู้บริหาร ทำนองเดียวกันในยุคประธานาธิบดีคลินตัน และการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของประธานาธิบดีบุช หลายคนชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเตกิลล่า ระหว่างปี 1997-1998 และวิกฤตเงินออมเงินกู้ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลโดยอาศัยเงินภาษีของประชาชน ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือกอบกู้ทางการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อกลุ่มบริษัทบนถนนวอลล์สตรีตที่มีความใกล้ชิดและเป็นพวกพ้องของโรเบิร์ต รูบิน และนิโคลลัส แบรดี้ ซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มแกนหลักที่รัฐบาลสหรัฐต้องปรึกษาก่อนที่จะตัดสินใจด้านนโยบาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์และการแทรกแซงเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค และหากไม่ดำเนินการก็อาจสร้างให้เกิดความเสียหายในระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าในกรณีใด ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้นำทางการเมืองกับกลุ่มผู้นำทางธุรกิจ จะต้องมีการเจรจาตกลงวงในส่วนตัว ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง แบบแผนเช่นนี้ดำเนินไปในหลายประเทศที่ด้อยพัฒนา และมองเห็นได้ยากกว่า ด้วยกรอบทางการเมืองที่เป็นอยู่ ทำให้นักการเมืองอเมริกันต้องพึ่งพาภาคธุรกิจเป็นอันดับแรก และพึ่งพาผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเป็นอันดับ 2 (ขณะที่หลายประเทศในโลก การรณรงค์หาเสียงได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐทั้งหมด) ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ผิดเพี้ยน นั่นหมายความว่า นักธุรกิจการเงิน และผู้นำองค์กรสถาบันต่างๆ ที่มีศักยภาพสูงในการสนับสนุนทางการเงิน ทรัพยากร และเครือข่ายประชาชนแก่นักการเมือง จะมีบทบาทสำคัญพิเศษในการชี้นำ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองรูปแบบต่างๆ นั่นคือวิถีที่เป็นจริง และมองเห็นได้อย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2008 ทุกคนต้องแสวงหาเงินทุนในการรณรงค์หาเสียง มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง หมายความว่า การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ผู้แข่งขันจะต้องกระโดดข้ามรั้วเงินตราความสูง 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเขาไม่ร่ำรวย อยู่เอง หรือมีพันธมิตรที่เกื้อหนุนทั้งใน ภาครัฐและเอกชน ในการเลือกตั้งปี 2004 ผู้บริจาคเงินรณรงค์หาเสียงให้กับประธานาธิบดีบุช สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Morgan Stanley, Merrill Lynch, Pricewaterhouse Coopers, UBSA mericas, Goldman Sachs, MBNA Corporation, Credit Suisse Group, Lehman Brothers, Citigroup และ Bear Stearns แต่ละรายบริจาคเงินสูงเกินกว่า 300,000 ดอลลาร์ แล้วผู้บริจาคเหล่านี้ได้รับประโยชน์ อันใดเป็นการตอบแทน คำตอบที่ไม่มีใครกล้าบอกประชาชนก็คือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องคำนึงถึงจุดยืนทางเมืองหรือฝักฝ่าย แต่จะสามารถเข้าถึงรู้จักคุ้นเคย กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในส่วนของ ภาครัฐสาขาต่างๆ สามารถแทรกตัวเข้าไปดำรงตำแหน่งในรัฐสภา และคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีได้โดยไม่ต้องออกแรงลงหาเสียงเลือกตั้ง แสวงหาใครก็ได้ที่มีทรรศนะตรงกันเข้ามาส่งเสริมเกื้อหนุน ผลประโยชน์ร่วมกัน ในที่สุดกลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถมีบทบาท ส่งเสียงกู่ร้องเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและตนเอง ส่วนผลประโยชน์ของประชาชนมาที่หลัง หรือเอาไว้เป็นข้ออ้างยามพรรคพวกตนเองเพลี่ยงพล้ำ ยังไม่นับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการกล่าวอ้างถึงสถาบันต่างๆ ของชาติเพื่อผลประโยชน์ เชิงธุรกิจล้วนๆ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของสหรัฐจึงพยายามจัดแจงกฎระเบียบ โครงสร้างทางอัตราภาษีศุลกากร เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยผ่านกลไกขององค์การการค้าโลก ข้อตกลงสองฝ่าย หรือช่องทางอื่นๆ พยายามประนีประนอมความขัดแย้งที่อาจจะกระทบกระเทือน ต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง โบอิ้ง โมโตโรล่า และซิตี้แบงก์ เควิน ฟิลลิปส์ ชี้ว่า เงินตราได้กัดเซาะอุดมคติทางการเมืองของคนอเมริกันลงไปเรื่อยๆ โดยอ้างถึงคำกล่าวของ บิลล์ แบรดลีย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2000 เขากล่าวว่า "เหตุผลหนึ่งที่เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งทางการเมือง เป็นเพราะความล้มเหลวในการทำความเข้าใจ ความแตกต่าง และช่องว่างระหว่างระบอบประชาธิปไตย กับระบบทุนนิยม ไม่สามารถแยกแยะอุดมการณ์ทั้งสองไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกันได้" ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของความคลุมเครือระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบบทุนนิยมก็คือ การกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงระหว่าง "ตลาดเสรี" กับ "ประชาธิปไตย" ซึ่งสหรัฐพยายามชี้นำให้เป็นวิถีของโลก ทั้งนี้แนวคิดทั้งสองมักถูกนำมากล่าวถึงว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ขณะที่โลกทุกวันนี้มีตลาดเศรษฐกิจหลายแห่งที่มีเสรีภาพมากกว่าระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ อาทิ จีน รัสเซีย ประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง บรรดาธุรกิจในประเทศเหล่านี้มีความเจริญมั่งคั่งโดยไม่ใส่ใจต่อวิถีทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย หรือระบอบกษัตริย์ ความก้าวหน้าของระบบตลาดเสรีส่งผลดีต่อประชาชน และ เกื้อหนุนต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปสู่ ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ปัญหาอันสำคัญยิ่งก็คือ หากปราศจากการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียต่อ ความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้อย่างจริงจัง ด้วยจิตใจเป็นกลาและยุติธรรมโดยปราศจาก ผลประโยชน์แอบแฝงนานารูปแบบ กลุ่มบุคคลที่เข้ามาครอบงำ บงการ และเบียดเบียนแสวงหาผลประโยชน์ของชาติเข้าสู่ตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่ง ทรงอำนาจอิทธิพลกลุ่มเดิมๆ ยาวนานหลายชั่วอายุคน โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้แต่มอง ฟัง เชื่อ จดจำแล้วปฏิบัติตามท่ามกลางโลกที่มีพัฒนาการด้านสติปัญญา องค์ความรู้พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ หน้า 41 บทที่ 6 อภิชน ผู้ครองโลก พลังความคิดสร้างสรรค์ในยุคข้อมูลข่าวสาร (1) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4004 (3204) "อะไรเล่าคือความแตกต่างระหว่างสื่อสารมวลชน กับวรรณคดี ....สื่อสารมวลชนคือสิ่งที่ไม่ควรเสพ แต่วรรณคดีกลับไม่มีใครเสพ" - ออสการ์ ไวลด์ กวี นักประพันธ์นวนิยาย เรื่องสั้น และบทละครสวนกระแสสังคม นักคิดนักเขียนเสรีนิยมชาวไอริช ในยุคปลายสมัยวิคตอเรี่ยน "แรกเริ่ม เราคิดว่าคอมพิวเตอร์คือเครื่องคิดเลข จากนั้นเราก็มองว่ามันคือเครื่องพิมพ์ดีด ต่อมาเราก็คิดว่าเป็นโทรทัศน์ พอกำเนิดเวิร์ลไวด์เว็บ พวกเราต่างก็มั่นใจว่าแท้จริงแล้ว มันคือโบรชัวร์เสนอขายสินค้า" - ดักกลาส อดัมส์ ชาวอังกฤษ นักประพันธ์ นักดนตรี นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีสังคม วิถีของอำนาจกำลังเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าพลังอำนาจโดยส่วนใหญ่ในโลกจะยังกระจุกตัวอย่างยิ่งยวดในกลุ่มอภิชน แต่การอุบัติขึ้นของเครื่องมือ กลไกและวิธีคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการสื่อสารมวลชน และธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างเสริมและเกื้อหนุนต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยในยุคข้อมูลข่าวสาร ในโลกของสื่อ ปัญหาด้านการกระจายเคยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำรงอยู่ การเติบโต และพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ การสร้างเครือข่ายเพื่อกระจายผลผลิต ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ในเครือ หรือรถบรรทุกขนส่ง ทุกวันนี้ ช่องทางในการกระจายสู่ประชาชนในวงกว้าง แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย ทำให้คนกลุ่มเล็กๆ มีทรัพยากรน้อย ที่สร้างเนื้อหาและข้อมูล สามารถเผยแพร่ เข้าถึงผู้คนนับล้านๆ ดังนั้นวิดีโอตลกล้อเลียนถ่ายอย่างหยาบๆ ชื่อ "Evolution of Dance" ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการเต้นภายในเวลา 6 นาที มีผู้เข้าชมกว่า 35 ล้านคนภายในเวลา 6 เดือน นี่เป็นตัวอย่างเพียงเศษเสี้ยวของสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่เป็นตัวอย่างที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เหล่าบล็อกเกอร์ และประชาชนชาวเว็บ กำลังมีอิทธิพลสูงทัดเทียมกับสื่อยักษ์ใหญ่ ในการนำเสนอข้อมูล โน้มน้าวทัศนคติ และปลุกกระแสความนิยมของผู้คนจำนวนมาก รวมถึงการรายงานแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน และการโหมกระพือปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ ตามรายงานของ Alexa.com เว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลจัดอันดับเว็บไซต์ ตามสถิติผู้เข้าชม ระบุว่า เว็บบล็อกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกประกอบด้วย Webring : The Individualists Ring ซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์ปัจเจกชน LewRockwell.com ส่งเสริมแนวคิดตลาดเสรี และต่อต้านอำนาจรัฐ และยังมีเว็บบล็อกอีกมากมายที่สนับสนุนอุดมการณ์นาซี คอมมิวนิสต์ เผด็จการรูปแบบต่างๆ ตลอดจนถึงลัทธิปลุกปั่น ล้างสมองเหล่าสาวก โดยผู้ที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นศาสดาเจ้าลัทธิ โดยใช้ทั้งเงิน อำนาจผลประโยชน์ ตำแหน่งหน้าที่ อุดมการณ์ และอิทธิปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือมนุษย์ต่างดาว ถึงที่สุดแล้ว บรรดาสาวกก็ต้องกระทำอัตวินิบาตกรรมตามเจ้าลัทธิ ที่รอดเหลือมาได้ก็มักกลายเป็นบุคคลไม่สมประกอบ ไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมปกติได้ ต้องพึ่งพาจิตแพทย์ช่วยเยียวยา ในด้านบวก เว็บไซต์และเว็บบล็อกเหล่านี้ คือกลไกขับเคลื่อนพัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมอย่างกว้างขวาง แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เหล่านี้มีเป็นจำนวนมากที่อยู่ภายใต้การดำเนินการของสมาชิกกลุ่มอภิชน บางส่วนอาจเป็นอภิชนใหม่ อยู่ในวัยหนุ่ม และเพิ่งมีสถานะร่ำรวย แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความมั่งคั่ง บทบาทในเชิงธุรกิจ และสังคมของบุคคลเหล่านี้ แทบไม่ต่างอะไรจากอภิชนในยุคก่อนหน้า ตัวอย่าง ที่มีรายได้สูงอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ Yahoo! ซึ่งอยู่ในดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นนิวยอร์ก มียอดขายเฉลี่ยต่อปีสูงเกินกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ อยู่ภายใต้การบริหารของซีอีโอ ที่เคยดูแล Warner Bros. studio มาเป็นเวลายาวนาน เพิ่งมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารเมื่อไม่นานมานี้ อันดับสองได้แก่ MSN ของไมโครซอฟต์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองของโลก บิลล์ เกตส์ อันดับสาม ได้แก่ Google ซึ่งมีพนักงานมากกว่าหนึ่งหมื่นคนทั่วโลก มีมูลค่าตามตลาดเท่ากับ 160,000 ล้านดอลลาร์ มีรายได้ต่อปีประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ อันดับสี่คือ YouTube ซึ่งกูเกิลได้เข้าซื้อกิจการได้ไม่นาน ด้วยราคา 1,650 ล้านดอลลาร์ อันดับห้า ได้แก่ live.com เจ้าของคือไมโครซอฟท์ อันดับหก คือ MySpace เจ้าของคือ News Corporation ของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อโลก แต่สิ่งที่น่าสังเกตตรงจุดนี้ ก็คือ เกตส์ เมอร์ด็อก และคู่หูผู้ก่อตั้ง Google อย่างเซอร์เกย์ บริน กับลาร์รี่ เพจ ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกเท่านั้น พวกเขายังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดต่อโลกยุคปัจจุบัน หลายต่อหลายครั้ง เหนือกว่าอภิมหาเศรษฐี บุคคลชั้นสูง และบุคคลสำคัญในแวดวงอื่นๆ ทั่วโลก ประเด็นสำคัญก็คือ บุคคลเหล่านี้ ร่ำรวยจริง มั่งคั่งอย่างเปิดเผยตัวเลข มีบทบาทจริงในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งในระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นและระดับโลก มิใช่ร่ำรวยแบบแอบแฝง มั่งคั่งแบบสวมหน้ากากฉาบหน้าสมถะ ได้รับการยกย่องเพราะการโฆษณาชวนเชื่อ การครอบงำ และการบีบบังคับ ทั้งที่ความเป็นจริงบุคคลเหล่านี้ ไม่เคยมีบทบาทในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้างอย่างแท้จริง อินเทอร์เน็ต เป็นพัฒนาการเชิงปฏิวัติที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ ขับเคลื่อนโลกาภิวัตน์ ปรับเปลี่ยนวิถีปฏิสัมพันธ์ในสังคมโลก ผันแปรดุลและวิถีแห่งอำนาจ การสร้างและกระจายความมั่งคั่ง ปฎิรูปตลาดอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เป็นพัฒนาการล่าสุดที่กำลังฉุดให้อภิชนในยุคโบราณ จมดิ่งสูญหายลงไป ขณะที่อภิชนยุคใหม่กำลังก่อกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากการต่อต้านระบบเดิม และการแอบอิง แอบแฝงฉกฉวยผลประโยชน์จากระบบเดิม แต่แท้ที่จริงเเป็นเสมือนเชื้อโรคไวรัส เพื่อทำลายร่างหลักที่ตนแอบแฝงอยู่ให้ชำรุดทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ เอลลี่ เพจ เป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยด้านอภิชนเชิงอินเทอร์เน็ต ในปี 2004 ขณะที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เธอได้มีส่วนรู้เห็นจากประสบการณ์ตรง เมื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ชื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลังริเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ Facebook เธอเล่าว่า "ในช่วงเวลานั้น คำว่า สังคมเครือข่ายออนไลน์ มีคนรู้จักน้อยมาก หลายคนตั้งคำถามว่า ไม่รู้ว่าจะเปิดเว็บไซต์แบบนี้มาเพื่ออะไร ต่อมา นักศึกษาฮาร์วาร์ดทุกคนสามารถโพสต์ ประวัติส่วนตัว ชื่อนามสกุล หมายเลขอาคารห้องพัก กิจกรรมพิเศษนอกหลักสูตร งานอดิเรก และเรื่องราวอื่นๆ ให้บุคคลภายนอกได้อ่าน และเป็นช่องทางสื่อสารกับเพื่อนๆ ที่มีทัศนคติ และงานอดิเรกความชอบเหมือนกัน เท่ากับว่านักศึกษาผู้คร่ำเคร่งกับการเรียน แต่เข้าสังคมไม่เก่ง หรือที่เรียกกันว่าเด็กเนิร์ด สามารถมีช่องทางแสดงตัวตนคบหากับคนคอเดียวกันได้อย่างสะดวกใจ เว็บไซต์นี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากปากสู่ปาก อีเมล์สู่อีเมล์ แชตสู่แชต มือถือสู่มือถือ ในที่สุด ทุกคนในมหาวิทยาลัยก็รู้จักเว็บไซต์นี้ และสมัครเป็นสมาชิกทุกคนภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์" "ไม่มีใครคิดว่าจะได้รับความนิยมรวดเร็วขนาดนี้ มันกลายเป็นสิ่งเสพย์ติดไปแล้ว เหมือนกับยุคที่คนเสพย์ติดรถยนต์ เสพย์ติดโทรศัพท์ เสพย์ติดโทรศัพท์มือถือ แต่ความแตกต่างอยู่ที่การเสพย์ติดเหล่านั้นสิ้นเปลือง เสียเวลา หรือฉกฉวยเวลาของการทำงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแสดงตัวตนแก่บุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลในแวดวงจำกัด แต่การเข้าสู่เว็บไซต์ และเว็บบล็อก เพื่อแสดงตัวตนและผลงาน กิจกรรม แสวงหาความรู้ คือการสื่อสารกับโลก แสดงตัวตน และแสวงหาความรู้อันไม่รู้จบทั่วทั้งโลก ได้ทั้งประสบการณ์ แง่คิด คำตำหนิ และคำชื่นชมอย่างที่ปัจเจกบุคคลใดๆ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่อาจเทียบเท่า และที่สำคัญยิ่งกว่า คุณจะได้รู้จักบุคคลอื่น ทราบข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นๆ ที่มีความสำคัญ และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต รสนิยม ค่านิยม เพื่อนำมาปรับใช้ หรือเป็นตัวแบบทั้งในด้านลบและด้านบวก อินเทอร์เน็ต คือบาทวิถีใหม่ สำหรับผู้ที่กล้าเดิน เช่นเดียวกับการก้าวเดินออกจากซอกหลืบถ้ำ ออกจากกระท่อมกลางทุ่งนาอันโดดเดี่ยวแห้งแล้ง รีดนาทาเร้น และออกจากโรงงานทาสในยุคอุตสาหกรรม" หน้า 41 บทที่ 6 อภิชน ผู้ครองโลก พลังความคิดสร้างสรรค์ในยุคข้อมูลข่าวสาร (2) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4005 (3205) "หากการกระทำของท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีความใฝ่ฝันที่สูงส่งกว่าเดิม เรียนรู้มากกว่าเดิม ทำสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น และทำในสิ่งแปลกใหม่มีคุณค่าซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อน ท่านคือผู้นำที่แท้จริง" - จอห์น ควินซี่ย์ อดัมส์ ประธานาธิบดีคนที่ 6 ของสหรัฐ ผู้ริเริ่มการปฏิรูปปรับปรุงระบบการบริหาร สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา ธนาคารกลางและระบบการเงิน ดาราศาสตร์ และด้านอื่นๆ ของสหรัฐ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ "อินเทอร์เน็ต คือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแล้วไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ เป็นการทดลองภาวะอนาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ" - อิริก ชมิดต์ ประธานและซีอีโอ ของกูเกิล นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น Facebook ได้กลายเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่มีการจราจรออนไลน์สูงที่สุดในโลก หลังจากลงทุนไปเป็นเงิน 38 ล้านดอลลาร์ ทุกวันนี้เฟซบุ๊กมีสมาชิกจำนวน 25 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 150,000 ราย ในปี 2007 ประมาณกันว่าเฟซบุ๊กมีมูลค่าระหว่าง 2 ถึง 6 พันล้านดอลลาร์ สำหรับซักเคอร์เบิร์ก ผู้ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกลางคัน แล้วมาดูแลผลงานจากมันสมองของเขาและทีมงาน ซึ่งเติบโตแบบจรวด ถือเป็นเรื่องอันน่าภาคภูมิใจแบบไม่ธรรมดา แล้วความรุ่งโรจน์โชติช่วงภายในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กอยู่ในวัยเพียง 20 ปีเศษ จะทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของอภิชนหรือไม่ ผมคิดว่าใช่ ตามคำจำกัดความที่ผมระบุไว้ในตอนต้น และในความเป็นจริง ในอาณาจักรของอินเทอร์เน็ต เป็นอาณาจักรเดียวที่เราสามารถมองเห็นการก่อกำเนิดและพัฒนาการของอภิชนได้อย่างชัดเจน แต่ความแตกต่างก็มีไม่มากนัก ผู้บุกเบิกการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น สแตนฟอร์ด มีนักศึกษาที่เป็นผู้ก่อตั้ง Yahoo ! ซีอีโอของ Microsoft ผู้สร้าง Google ผู้ก่อตั้ง Intel ผู้ก่อตั้ง Netflix ผู้ก่อตั้ง Hewlett-Packard ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTub, Sun Microsystems จากฮาร์วาร์ด ได้แก่ ผู้ก่อตั้ง Microsoft, Facebook ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของ Sun Microsystems ประธานและซีอีโอของ Viacom ทางด้าน MIT ได้แก่ ผู้ร่วมก่อตั้ง Texas Instruments, Qualcomm ผู้ก่อตั้ง Lotus, Infoseek, 3Com และผู้ร่วมก่อตั้ง Intel นี่เป็นเพียงรายชื่อส่วนหนึ่งของอภิชนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเด็นสำคัญตรงจุดนี้ก็คือ อภิชนยุคใหม่ อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีจุดกำเนิดที่ห่างไกลจากอภิชนในยุคก่อนหน้าเท่าใดนัก ลูกไม้ไม่ได้หล่นไกลจากต้นเท่าใดนัก ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายกรณี เมื่อไอเดียของบุคคลเหล่านี้เริ่มมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แหล่งเงินทุนสำคัญก็มาจากสายสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกัน และมาจากเครือข่ายกลุ่มบุคคล ที่สนับสนุนต่อการสร้างอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ เมื่อธุรกิจของพวกเขาขยายตัวใหญ่ขึ้น หลายคนก็พยายามใช้เงินเพื่อสร้างอิทธิพลทางการเมือง เพื่อเกื้อหนุนต่อธุรกิจของพวกเขา และสนับสนุนต่อนักการเมืองที่มีทัศนคติตรงกัน แบบแผนเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ความก้าวหน้าและก้าวล่วงทางเศรษฐกิจในหลายกรณี ก็ไม่ต่างอะไรจากการฉกฉวยประโยชน์ในยุคศักดินา ตั้งแต่คดีความผูกขาดของ Microsoft, Oracle และบริษัทอื่นๆ การขยายเครือข่ายเพื่อครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แต่ปัญหาสำคัญยิ่งประการหนึ่งก็คือ การทะลุทะลวงระบบเศรษฐกิจ แบบแผนทางธุรกิจ และบุคคลซึ่งกุมอำนาจเศรษฐกิจมาเป็นเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน อภิชนรุ่นใหม่มักถูกสกัดกั้น กัดเซาะ จากกลุ่มบุคคลที่พยายามฉกฉวยประโยชน์จากองค์กร ตำแหน่งหน้าที่ และวิถีแบบเก่า เท่าที่ตนเองจะทำได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเรียนรู้หรือทำความเข้าใจต่อสิ่งใหม่ๆ ที่ยากจะเรียนรู้และทำความเข้าใจ นับวันจุลชีพยุคดึกดำบรรพ์ก็มีแต่จะสาบสูญ โชคยังดีที่วิวัฒนาการของมนุษยชาติสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตอันทรงสติปัญญา และสามารถแสวงหาวิถีทางปัญญา อันปฏิวัติความเชื่อถือศรัทธาตั้งแต่ยุคโบราณได้ บริษัทเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นจริง ในประเทศด้อยพัฒนา ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์มักไม่ค่อยใส่ใจต่อผลกำไร และราคาหุ้นในตลาด เพราะผลประโยชน์แอบแฝงและการฉ้อฉลของกลุ่มผู้บริหารมีความสำคัญมากกว่าผลกำไรของบริษัท และมากกว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ตำนานอันสะท้อนถึงวิถีของผู้ประกอบการในยุคข้อมูลสารสนเทศ ก็คือ คนเหล่านี้ถึงที่สุดแล้วก็ต้องถอยลงให้ "ผู้จัดการมืออาชีพ" ซึ่งสามารถนำพาบริษัทก้าวข้ามไปสู่บริษัทยุคใหม่ ไม่ใช่เกาะกระแสพึ่งพิงความคิดแบบเก่า ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ แต่ทุนของบริษัทเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในสถาบันการเงิน (วาณิชธุรกิจ กองทุนเพื่อการลงทุนภาคเอกชน และกองทุนร่วมลงทุน) ซึ่งหมายความว่า การปฏิวัติด้านเทคโนโลยียุคใหม่ แท้ที่จริงแล้วอยู่ภายใต้เงื้อมมือของบรรดาอภิชนที่ดำรงอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่ง บุคคลเหล่านี้ล้วนมีพลังการสร้างสรรค์และพร้อมที่จะลงมือทำตามความฝันและจินตนาการของตนเอง โดยไม่ใส่ใจว่าจะมีใครเห็นด้วย หรือมีกรอบจำกัดใดๆ อันเป็นแบบแผนของนักปฏิวัติสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรัชญาศาสนา ท้ายที่สุดบุคคลเหล่านี้ก็คืออภิชนผู้ครอบครองความคิด และขับเคลื่อนโลกทุกยุคสมัย ตรงข้ามกับบุคคลที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ดำรงชีวิตภายใต้กรอบแคบๆ ไม่อาจสำเหนียกถึงการสร้างสรรค์และพัฒนาการของโลกยุคใหม่ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐเล่าให้ผมฟังด้วยความประทับใจว่า คณะกรรมการด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย อิริก ชมิดต์ แห่งกูเกิล เมก วิทแมน ซีอีโอของอีเบย์ เทอร์รี่ เซเมล ของยาฮู ! และจิมมี่ วาลส์ ผู้ก่อตั้งวิกีพีเดีย เป็นการประชุมอันน่าทึ่งมาก พวกเขาต่างพูดคุยถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทุกคนล้วนคำนึงถึงระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ไม่มีใครมั่นใจว่าอนาคตจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน แต่สิ่งที่เขามั่นใจจากการบุกเบิกทั้งทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในโลกที่เป็นจริงในปัจจุบัน ก็คือ โลกและมนุษย์จะไม่มีวันย้อนกลับไปอดอยากยากจน โง่เขลา พึ่งพาศาสดาที่ชักจูงเพื่อผลประโยชน์ของอภิชนกลุ่มเดียวอีกต่อไป มาถึงคำถามสำคัญอีกคำถามหนึ่ง "เมื่อสื่อได้มีพัฒนาการ เครือข่ายครอบคลุมกว้างขวาง มีความรวดเร็ว และความถูกต้องเป็นจริง จะส่งผลอย่างไรบ้างต่อวิถีทางการเมือง" อิริก ชมิดต์ แห่งกูเกิล ระบุว่า ยิ่งกระจายข้อมูลข่าวสารออกไปได้กว้างขวางมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่เมื่อต้องตกลงกับรัฐบาลจีน ผู้บริหารของกูเกิลจำต้องยอมให้มีการเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ปรากฏในประเทศจีน @ สื่อใหม่ ถ่ายทอดแต่เรื่องเก่า สื่อสารมวลชนยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่เดิม โดยส่วนใหญ่มีจุดประสงค์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอภิชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็ดำเนินการเพื่อแสวงหาประโยชน์เชิงธุรกิจ ซึ่งจะประสบความความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ หรือบุคลากร แต่ขึ้นอยู่กับการแสวงหาความสัมพันธ์ ความใกล้ชิดสนิทสนม กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่สามารถเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง นั่นหมายความว่า สื่อสารมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่กระจกสะท้อนสังคมที่เป็นจริง เป็นเพียงแสวงหาอภิชนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จะวิจารณ์ก็ไม่กล้า จะตำหนิก็หวาดหวั่น เมื่อสื่อสารมวลชนสามารถซื้อหุ้นในบริษัทพันธมิตร คาดหวังว่าธุรกิจอันมั่งคั่งต่างๆ จะตอบแทนความจงรักภักดี ด้วยวิธีการใด วิธีการหนึ่ง สื่อสารมวลชนก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ที่จ้องฉกฉวยประโยชน์จากสังคม เมื่อมีโอกาส แบบแผนเช่นนี้ต่างจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ หน้า 45 บทที่ 6 อภิชน ผู้ครองโลก พลังความคิดสร้างสรรค์ในยุคข้อมูลข่าวสาร (3) คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4006 (3206) "โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ยักษ์ใหญ่ไม่ได้เป็นฝ่ายพิชิตผู้ที่เล็กกว่าอีกต่อไป แต่เป็นผู้ที่เร็วกว่าจะพิชิตผู้ที่เชื่องช้า" "ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร บริษัทของผมคือภาพสะท้อนความคิด บุคลิก ค่านิยม และทัศนคติของผม" - รูเพิร์ต เมอร์ดอค เจ้าพ่อวงการ สื่อโลก ยักษ์ใหญ่วงการสื่อในอดีต มีศักยภาพสูงในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านสื่อ มารับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นผู้นำกลุ่มต่างๆ ด้านหนึ่งก็เป็นความพยายาม ที่จะปฏิรูปองค์กรให้มีความทันสมัย เข้มแข็ง ภายใต้ปฏิบัติการเดียว หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ต้องการอยู่รอดต่อไปในอนาคต ต่างเข้าจับจองพื้นที่ในสังคมเว็บ อาณาจักรกีฬาขยายฐานกลุ่มแฟน ผ่านทางวิดีโอเกม คอลัมนิสต์กลายเป็นบล็อกเกอร์ ทุกวันนี้ ผู้บริหารสื่อที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุด คือบุคคล ที่ปฏิรูปองค์กรของตนเองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ปฏิรูปตนเองด้วย บุคคล ผู้ซึ่งดำเนินการปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว และชาญฉลาดที่สุดในวงการสื่อยุคนี้ คงไม่มีใครเกินรูเพิร์ต เมอร์ดอค ขณะเดียวกันเขาก็ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดด้วย เช่นกัน ขณะดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ News Corporation รูเพิร์ต เมอร์ดอค ครอบครองหุ้นร้อยละ 30 ของบริษัท ซึ่งทำให้เขาสามารถควบคุมการดำเนินการของบริษัทได้เกือบจะสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการครอบครองหุ้นที่มีสิทธิ ออกเสียงโดยส่วนใหญ่ นิตยสารไทม์ส ระบุว่า "นิวส์ คอร์ป เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่หนึ่งในไม่กี่บริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัดสินใจของบุคคลเพียงคนเดียว" ช่วงกลางปี 2007 บริษัทมีมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้าที่จะเข้าครอบครองกิจการของ The Wall Street Journal หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เมอร์ดอคเป็นคนออสเตรเลีย โดยกำเนิด เขาเดินตามเส้นทางของชนชั้นนำในยุคอาณานิคมกล่าวคือ เดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แล้วกลับมายังออสเตรเลีย เริ่มต้นสร้างอาณาจักรสื่อของเขา เข้าซื้อธุรกิจหนังสือพิมพ์ ระดับชาติและระดับท้องถิ่นหลายฉบับ ช่วงสิ้นสุดทศวรรษ 1960 เมอร์ดอค กลายเป็นหนึ่งในบารอนผู้ทรงอิทธิพล ในวงการหนังสือพิมพ์โลก จากการเป็นเจ้าของ News of the World หนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของอังกฤษ จากนั้นเขาก็เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลก ด้วยการเข้าซื้อกิจการของ Sun, Times, และ Sunday Times (London) เขายังคงขยายอาณาจักรออกไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงทศวรรษ 1980 และเจาะเข้าสู่ตลาดอเมริกันด้วยการเข้าซื้อ New York Post ในปี 1985 เมอร์ดอคแปลงสัญชาติ เป็นพลเมืองอเมริกัน ตามเงื่อนไขของกฎหมายการเป็นเจ้าของสื่อในสหรัฐ ด้วยตระหนักว่าอุตสาหกรรมสารสนเทศของสหรัฐมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุค ข้อมูลข่าวสาร เขาครอบครอง 20th Century Fox และ Fox television network อย่างสมบูรณ์ ทำให้เขา กลายเป็นบุคคลหนึ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในโลก ผลงานที่ออกมาจากเครือข่ายธุรกิจของเขาที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้แก่ ภาพยนตร์ Alien, Titanic, The Simpsons และรายการโทรทัศน์ภายใต้ลิขสิทธิ์ American Idol นิวส์ คอร์ปยังถือหุ้นจำนวนมากในสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DirecTV ในสหรัฐ กลุ่มเครือข่าย Sky ในยุโรป และ STAR TV ในเอเชีย ท้ายที่สุดเขาก็เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ Harper Collins ปี 2006 ในความพยายามที่จะเจาะตลาดสื่อในตะวันออกกลาง เมอร์ดอคเข้าเป็นพันธมิตรกับอาเหม็ด เออร์ตีกัน ผู้ก่อตั้ง Atlantic Records ซึ่งถือสัญชาติตุรกี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการเป็นเจ้าของสื่อของตุรกีด้วยอาณาจักรสื่ออันมโหฬาร เมอร์ดอคจึงเป็นอภิชนที่มีอำนาจอิทธิพลอย่างสูงต่อข้อมูล ข่าวสารและสื่อบันเทิงที่ครอบคลุมผู้คน ทั่วโลก นอกจากความสำเร็จในเชิงธุรกิจ เมอร์ดอคยังได้รับการยกย่องว่าเป็น ผู้ปฏิวัติวงการข่าวโทรทัศน์ด้วยการก่อตั้ง Fox News Channel ในปี 1996 ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐ เหนือกว่า CNN ของเท็ด เทอร์เนอร์ มหาเศรษฐีวงการสื่ออีกคนหนึ่ง เจมส์ โพนีวอซิค ผู้สื่อข่าวของนิตยสารไทม์สระบุว่า "ฟ็อกซ์บุกเบิกวงการข่าวโทรทัศน์ โดยแสดงให้เห็นว่าข่าวไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อ หรือต้องรายงานด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเท่านั้น การเล่าข่าว และการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างสนุกสนาน ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม จะดีเลวอย่างไร รายการข่าวของทุกช่อง ยกเว้นสถานี PBS ต่างก็กำลังเลียนแบบรายการข่าวของฟ็อกซ์ นอกจากนี้ยังมีกราฟิกมากมายปรากฏบนจอโทรทัศน์ คุณอาจจะบอกว่าไม่ชอบรายการข่าว ของฟ็อกซ์ แต่คุณก็กำลังจมอยู่ในกระแสรายการข่าวแบบฟ็อกซ์ที่มีท่วมท้น สื่อโทรทัศน์" อาจจะมีกลุ่มบริษัทสื่อที่มีขนาดใหญ่ และทำกำไรจำนวนมาก แต่มีเพียงไม่กี่รายที่อิทธิพลสูงเท่านิวส์ คอร์ปของเมอร์ดอค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมอร์ดอคพยายามใช้อำนาจอิทธิพลที่มีในการแสดงออกถึงทรรศนะทางการเมืองของตน ซึ่งเป็น เช่นเดียวกับบทบาทของชนชั้นนำ ในวงการทหาร ซึ่งตระหนักดีว่า การมีศักยภาพในการใช้กำลังทหาร เข้าปฏิบัติการเป็นคนละเรื่องกับความตั้งใจที่จะใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการ บางคนไม่เคยคิดที่จะใช้กำลังทหาร แต่บางคนก็พร้อมที่จะใช้เสมอเมื่อ โอกาสอำนวย เมอร์ดอค มีความตั้งใจ ที่จะใช้อำนาจและอิทธิพลทางสื่อของเขา และใช้อย่างสม่ำเสมอ เป็นที่ทราบกันดีว่าเมอร์ดอคมีอิทธิพลบงการ ข้อเขียนบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ที่เขาเป็นเจ้าของ ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ The Guardian ระบุว่า |