หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต : ระบอบ"

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10975

สถานการณ์การเมืองที่อึมครึมอิหลัก อิเหลื่อลูกผีลูกคนในปัจจุบันสะท้อนพลังที่ยังก้ำกึ่ง และความขัดแย้งที่ยังไม่ลงตัว ยืดเยื้อเรื้อรังมาร่วม 3 ปี และทำท่าจะคัดง้างค้างคาเช่นนี้ต่อไปอีกนานพอควร ตราบเท่าที่เงื่อนไขพื้นฐาน และคู่ขัดแย้งหลัก ยังไม่เปลี่ยนแปลงพลิกผันไปทางใดทางหนึ่ง

ในสภาพเช่นนี้ แนวโน้มสถานการณ์ที่จะเป็นบริบทแวดล้อมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ในอนาคตน่าจะประกอบไปด้วยแง่มุม 4 ด้านที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เป็นอย่างน้อย โดยแต่ละแง่มุมก็มีองค์ประกอบอันเป็นปมเงื่อนความขัดแย้งอยู่เป็นคู่ๆ กล่าวคือ : -

1) ระบอบการเมืองการปกครอง : ประชา ธิปไตยไม่เสรี vs เสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชา ธิปไตยครึ่งใบ

2) นโยบายเศรษฐกิจการเมือง : เสรีนิยมใหม่แบบบังคับกะเกณฑ์ vs ประชานิยมหรือนัยหนึ่ง เสรีนิยมใหม่แบบชดเชย

3) เครือข่ายอำนาจ : เครือข่ายข้าราชบริพาร vs เครือข่ายทักษิณ

4) ชนชั้นทางสังคมเศรษฐกิจ : พันธมิตรทุนใหญ่โลกาภิวัตน์-คนจนคนชายขอบ vs พันธมิตรคนชั้นกลาง-ชนชั้นนำเดิม

โดยผมขอกล่าวถึงแต่ละแง่มุมไปตามลำดับ

1)ระบอบการเมืองการปกครอง : ประชา ธิปไตยไม่เสรี vs เสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ (Illiberal Democracy vs Liberal Autocracy/Liberal Semi-Democracy)

มองแวบแรก ความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลายปีหลังนี้ดูคล้ายจะเข้าข่ายที่ศาสตรา จารย์ เดวิด เอ. วิลสัน แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส เคยเรียกไว้ในตำราการเมืองไทยเล่มโด่งดังของเขาเมื่อ 46 ปีก่อนว่า การเมืองแบบ "faction constitutionalism" (ลัทธิรัฐธรรมนูญกลุ่มก๊วน) กล่าวคือมันเป็น "การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้สอดรับและปกป้องทุกกรณีที่มีการผลัดเปลี่ยนกลุ่มก๊วนเข้ามาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองครั้งสำคัญ" (David A. Wilson, Politics in Thailand, 1962, p. 262) อันวิลสัน เห็นว่า เป็นลักษณะโดดเด่นของการเมืองไทยในรอบ 30 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบรัฐธรรมนูญจากปี พ.ศ.2475-2505

ในมุมมองนี้ การร่างและผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ พ.ศ.2550 ของ คมช.กับรัฐบาลสุรยุทธ์ และการเปิดฉากเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของนักวิชาการและ ส.ส.สังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กับรัฐบาลสมัคร ก็เป็นเพียงเรื่องของกลุ่มก๊วนต่างๆ ที่เมื่อผลัดกันเข้ามากุมอำนาจ รัฐแล้ว ก็หาทางเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับบุคลิกลักษณะทางการเมือง ฐานอำนาจและประโยชน์แห่งตน

ทว่าหากมองลึกถึงระดับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองพื้นฐานของไทยที่เปลี่ยนแปลงไป สถานการณ์ระยะปัจจุบันและต่อไปในอนาคตอันใกล้น่าจะเข้าข่ายข้อวิเคราะห์ของศาสตรา จารย์ เควิน เฮวิสัน นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญเมืองไทยและเอเชียอาคเนย์มากกว่า (ปัจจุบันเฮวิสันสังกัดคณะเอเชียศึกษา และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เอเชียแคโรไลนาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ณ แชเปิล ฮิลล์ สหรัฐอเมริกา)

เฮวิสันเคยมองความขัดแย้งการเมืองไทยช่วงเหตุการณ์มวลชนลุกขึ้นสู้รัฐบาลทหารเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ว่า เป็นการประชันขันแข่งเรื่องรูปแบบรัฐที่พึงปรารถนา (the desira ble state form) ระหว่างพลังระบบราชการ ที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบกับพลังทุนนิยมที่ต้องการรูปแบบรัฐที่เป็น "กระฎุมพี" ยิ่งขึ้น (a more bourgeois form) ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้ชนชั้นกระฎุมพีกับพันธมิตรปัญญาชนของตนควบคุมการวางนโยบายได้ (Kevin Hewison, "Of Regimes, State and Pluralities : Thai Politics Enters the 1990"s ", Southeast Asia in the 1990s : Authoritarianism, Democracy and Capitalism, 1993, pp. 161-89)

ตามนัยหลังนี้ สถานการณ์ปัจจุบันก็อาจเปรียบเทียบกับสถานการณ์ช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 ได้ดังนี้คือ : -

1) สถานการณ์โดยรวมช่วงปี พ.ศ.2531-2540

เนื่องจากผลสะเทือนของการเข้ากุมอำนาจการเมืองโดยกลุ่มนายทุนหัวเมือง/นักเลือกตั้ง (provincial capitalists/electocrats)

ิ จึงเกิดการประชันขันแข่งกันระหว่างรูปแบบรัฐต่างๆ ได้แก่ : -

-ประชาธิปไตยครึ่งใบ ของพลังระบบราช การในรูปรัฐบาลพลเอกเปรม,

-ระบอบเลือกตั้งธิปไตย ของพลังนายทุนหัวเมือง/เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล/นักเลือกตั้งในรูปรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และรัฐบาลของพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งต่างๆ หลังพฤษภาคม 2535,

-และ ระบอบรัฐธรรมนูญเสรีนิยม ของพลังเสรีนิยมกับพลังประชาธิปไตยที่รวมกันเป็นพันธมิตรปฏิรูปการเมือง -อันได้แก่ปัญญาชนนักวิชาการ สื่อมวลชน คนชั้นกลาง กลุ่มธุรกิจโลกาภิวัตน์ เครือข่ายเอ็นจีโอ-ภาคประชาชน-ประชาสังคม

ิ ลงเอยด้วยรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 ที่พยายามสถาปนาระบอบรัฐ ธรรมนูญเสรีนิยมขึ้นมา (ดูข้อวิเคราะห์นี้โดยพิสดารใน Michael Kelly Connors, Democracy and National Identity in Thailand, 2007, Chapter 7 New times, new constitution)

2) สถานการณ์โดยรวมช่วงปี 2544 (เมื่อใดยังไม่แน่?)

เนื่องจากผลสะเทือนของการเข้ากุมอำนาจการเมืองโดยกลุ่มทุนใหญ่ไฮเทค-ตลาดหุ้น-ผูกขาดตลาดในประเทศ- เชื่อมโยงโลกาภิวัตน์ที่รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ร่วมกับพันธมิตรคนจนคนชายขอบภายใต้อำนาจนำ (อันได้แก่เกษตรกร + แรงงานเศรษฐกิจนอกระบบในเมือง ซึ่งคิดเป็นราว 67% ของแรงงานทั่วประเทศ-ดู Pasuk Phongpaichit, "Thai politics beyond 2006 coup", Bangkok Post, 31 July 2007, p.8)

ิ จึงเกิดการประชันขันแข่งกันระหว่างรูปแบบรัฐต่าง ๆ ได้แก่ : -

ประชาธิปไตยไม่เสรีหรือประชาธิปไตยอำนาจนิยม (illiberal/authoritarian demo cracy) หรือที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช. เรียกว่า "เผด็จการทุนนิยม" ของกลุ่ม ทุนใหญ่ผูกขาดกับพันธมิตรในรูปรัฐบาลทักษิณ vs ....

-เสรีอัตตาธิปไตย (liberal autocracy) หรือที่เรียกว่า "เผด็จการทหารหน่อมแน้ม" ของ พลังระบบราชการ, ชนชั้นนำตามประเพณี, คนชั้นกลางในรูปรัฐบาลสุรยุทธ์ภายใต้ คมช.

ิ จนตอนนี้คลี่คลายมาถึง ระบอบเสรีประ ชาธิปไตยครึ่งใบ (liberal semi-democracy) ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ พ.ศ.2550 ซึ่งลดความสำคัญของหลักความเสมอภาคทางอำนาจ และอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองลง ขยายบทบาทอำนาจตรวจสอบถ่วงดุล ของบรรดาสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก (non-majoritarian institutions) มากขึ้น เช่น ฝ่ายตุลาการ, วุฒิสภา, กกต., คตส., ป.ป.ช. ฯลฯ

ิ เห็นได้ชัดว่าระบอบที่ว่านี้ยังไม่ลงตัว พลังฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองและภาคประชาชนยังต้องการปรับแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปอีก

ที่น่าสนใจคือ สภาพความขัดแย้งในแง่มุมระบอบการเมืองการปกครองของไทยที่กล่าวมานี้ สะท้อนปรากฏการณ์ระดับโลกที่มีการขัดแย้งแตกห่างแยกทางระหว่าง เสรี/ประชาธิปไตย (liberal/democracy) ไปคนละทิศคนละทางเป็น : -

ก) ประชาธิปไตยไม่เสรี (illiberal demo cracy) ในทวีปละตินอเมริกา, แอฟริกาและเอเชียหลายประเทศ บางทีก็เรียกว่า "ระบอบเลือกตั้งธิปไตย" (electocracy - electocrats) หรือเรียกผู้กุมอำนาจในระบอบนี้ว่า demo cratators "จอมบงการประชาธิปไตย" ซึ่ง ระบอบดังกล่าวเน้นหลักความเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยของประชาชนผ่านการเลือกตั้งและพรรคการเมืองโดดๆ ด้านเดียว ทว่ากลับ ละเลยหรือล่วงละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมไปเสีย

หนังสือเชิงการเมืองเปรียบเทียบยอดนิยมที่กลายเป็นกรอบอ้างอิงเรื่องนี้ได้แก่ Fareed Zakaria, The Future of Freedom : Illiberal Democracy at Home and Abroad, 2003 ในกรณีละตินอเมริกาโปรดดู Peter H. Smith, "The Rise of Illiberal Democracy in Latin America", Center for Latin American Studies, University of California, Berkeley website, 2004

กระทั่งระบอบประชาธิปไตยไม่เสรีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "the fallacy of electoralism" หรือ อาการหลงนิยมเลือกตั้งผิดๆ คือศรัทธาหลงใหลได้ปลื้มว่าแค่มีการจัดเลือกตั้ง และดูจากผลเลือกตั้งก็สามารถชั่งวัดตัดสินฟันธงว่าเป็น "ประชาธิปไตย" ได้แล้ว

เข้าทำนอง elections = democracy ไป!

โดยละเลยมิติการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชา ธิปไตยที่จำเป็นด้านอื่นๆ เช่น การเปิดเสรีทางการเมือง, การรื้อฟื้นประชาสังคม เป็นต้น

ควรตราไว้ด้วยว่า ความจริง Terry Lynn Karl ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์หญิงชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และผู้เชี่ยวชาญการเมืองเปรียบเทียบละตินอเมริกา ได้เอ่ยเตือนถึงปรากฏการณ์ "electoralism" (ลัทธิเลือกตั้ง) และ "electocratic rule" (การปก ครองแบบเลือกตั้งธิปไตย) จากพื้นฐานประสบการณ์ละตินอเมริกัน มาตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ทศวรรษ 1980 โน่นแล้ว (ดู Terry Lynn Karl, "Dilemmas of Democratization in Latin America," Comparative Politics, 23 : 1 (October 1990), 1-21)

เสียงด่าแหลกของผู้ตั้งตนเป็นกู (อยู่ใน) รู เว็บบอร์ด (web board gurus) และสาวกพลอยพยักบางคน (sycophants) ที่ด่วนวิพากษ์ปฏิเสธข้อวิเคราะห์ "ระบอบเลือกตั้งธิปไตย" (electocracy) โดยไม่ฟังอีร้าค้าอีรม จึงออกจะตั้งอยู่บนอาการยืดอกพกความไม่รู้ทางวิชาการอย่างเต็มภาคภูมิ บวกกับความคลั่งลัทธิการเมืองมากกว่าอื่น!

ข) ในทางกลับกัน ก็เกิดแนวโน้มของระบอบประชาธิปไตยไส้กลวงหรือประชา ธิปไตยที่ไร้ประชาชน (hollowed-out demo cracy/democracy without the demos) หรือเสรีอัตตาธิปไตย/เสรีประชาธิปไตยครึ่งใบ เด่นชัดในการเมืองของยุโรปตะวันตก ซึ่งออกอาการเน้นหลักสิทธิเสรีภาพ และหลักนิติธรรมผ่านบรรดาสถาบันตรวจสอบถ่วงดุล และองค์การรณรงค์ ที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก เช่น ศาลตุลาการ, เทคโนแครต, เอ็นจีโอ จนละเลยหรือล่วงละเมิดหลักความเสมอภาค และอำนาจอธิปไตยของประชาชน

กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์กันว่ากลายเป็น NGOs + judges = democracy ไป!

หน้า 6


แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต : นโยบาย

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10982

แนวโน้มสถานการณ์การเมืองไทยแง่มุมที่ 2 ที่ผมขอกล่าวถึงในลำดับถัดไปต่อจากแง่มุมระบอบการเมืองการปกครอง ในตอนที่แล้ว คือ นโยบายเศรษฐกิจการเมือง

แง่มุมนี้มีองค์ประกอบคู่อันเป็นปมเงื่อน ได้แก่ นโยบายเสรีนิยมใหม่แบบบังคับกะเกณฑ์ (Disciplinary Neo-Liberalism) กับ นโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยม หรือนัยหนึ่ง เสรีนิยมใหม่แบบชดเชย (Capitalist Populism or Compensatory Neo-Liberalism)

ที่มาของนโยบายทั้งสองเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงย้อนรอยไปถึงกระแสโลกาภิวัตน์

สิ่งที่เรียกว่า กระแสโลกาภิวัตน์ (Globaliza tion) ซึ่งแผ่สะพัดไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากแรงรณรงค์โฆษณาผลักดันของรัฐบาลอภิมหาอำนาจอเมริกัน กับพันธมิตร, องค์การโลกบาลทางเศรษฐกิจ เช่น IMF, World Bank, WTO, etc., บรรดาบรรษัทข้ามชาติ, สื่อมวลชนลูกโลก, สถาบันเทคโนแครตเอกชน, นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและปัญญาชนของวงการธุรกิจ ในช่วงสองทศวรรษท้ายคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้น กล่าวในแง่แนวนโยบายแล้ว ประกอบไปด้วย การแปรเศรษฐกิจให้เป็นแบบเสรีนิยมใหม่ (Economic Neo-Liberalization) ควบคู่กับ การแปรการเมืองให้เป็นแบบประชาธิปไตย (Political Democratization) เป็นสำคัญ

กล่าวเฉพาะเจาะจงลงไป ในมิติเศรษฐกิจ มันมุ่งเปิดรัฐชาติต้อนรับทุนบรรษัทข้ามชาติข้ามรัฐเข้ามาริบทรัพยากรส่วนรวม และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติไปแปรเป็นสินค้าเอกชน เพื่อทำการผลิตหรือเร่ขายหากำไรอย่างเสรี (ประมวลจาก Noam Chomsky, "Power in the Global Arena", New Left Review, I/230 (July-August 1998), 3-27; Naomi Klein, "Reclaiming the Commons," New Left Review, II/9 (May-June 2001), 81-89; Wolfgang Sachs, "8. Globalization and Sustainability", Planet Dialiectis: Explora tions in Environment and Development, 1999)

บั่นทอนบ่อนทำลายองค์กรรวมหมู่ทั้ง เชิงวัตถุธรรมและนามธรรม ไม่ว่าจะเป็นรัฐ- ชาติ-สหภาพแรงงาน-ชุมชนท้องถิ่น (Pierre Bourdieu, L"essence du neoliberalisme: Cette utopie, en voie de realization, d"une exploitation sans limite", Le Monde diplomatique, 1998)

แปรวิถีชีวิตผู้คนกลายเป็นแค่ปัจเจกอะตอมในตลาดลูกโลกเสรีใต้กฎกติกาธุรกิจเอกภาพหนึ่งเดียว ที่ซึ่งชีวิตดิ้นรนเสี่ยงสูง ได้กำไรสูงแต่ก็ไม่มั่นคงสูง, ต่างถูกกดดันให้ทำงานหนัก เครียดหนัก ถูกยั่วกิเลสตัณหาหนักและนิยมบริโภคหนัก (Benjamin R. Barber, "Can Democracy Survive Globalization?," Government and Opposition, 35: 3 (Summer 2000), 275-301; Oliver James, The Selfish Capitalist: Origins of Affluenza, 2008)

ในที่สุดก็ทำให้ภาคเศรษฐกิจการผลิตจริงเป็นเบี้ยล่างขึ้นต่อภาคการเงิน, กลุ่มทุนการเงินกุมอำนาจการเมืองเพิ่มทวีขึ้นโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มทุนอื่นๆ (financialisation of the econo my) และระบบเศรษฐกิจโดยรวมเกิดอาการโตเร็วแฟ่บเร็วแตกเร็ว สั่นคลอนง่อนแง่น เปราะบางอ่อนไหวต่อวิกฤตการเงิน หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจฟองสบู่ (bubble economy) นั่นเอง (Robert Wade, "Choking the South," New Left Review, II/38 (March/April 2006), 115-27)

การณ์จึงเสมือนหนึ่งเกิดกระบวนการสูบรวบเอาทรัพยากรธรรมชาติและกำลังแรงงานจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ิ ไปแปรเป็นมูลค่าราคาสินค้าในระบบการค้าเสรีและเป่าเป็นฟองสบู่การเงินระดับชาติ ิ แล้วเชื่อมท่อต่อยอดดูดดึงไปรวมกันโป่งพอง เป็นฟองสบู่การเงินยักษ์ระดับโลกอยู่ตามศูนย์กลางการเงินการธนาคาร ในอภิมหานครใหญ่ (megalopolises) เช่น นิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีส, แฟรงก์เฟิร์ต, ซูริก, โตเกียว, ฮ่องกง, เซี่ยงไฮ้, สิงคโปร์, โซล, เซาเปาลู เป็นต้น อีกทีหนึ่ง (Subcomandante Marcos, "The fourth world war has begun," Le Monde diplomatique, (September 1997)

ิ จนกระทั่งมันแตกโพละในคราววิกฤตต้มยำกุ้งที่เริ่มในไทยเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือวิกฤตหนี้ซับไพรม์ที่เริ่มในอเมริกาปัจจุบัน! (Richard Duncan, The Dollar Crissis: Causes, Consequences, Cures, 2003; Robert Wade, "The financial crisis: burst bubble, frayed model", openDemocracy website, 1 October 2007)

สำหรับมิติการเมือง หลังสิ้นสุดสงครามเย็น (ค.ศ.1945-1990) ค่ายคอมมิวนิสต์ใต้การนำของสหภาพโซเวียตล่มสลาย ค่ายทุน นิยมเสรีประชาธิปไตยใต้การนำของอเมริกา ขึ้นครองโลก จึงเปลี่ยนท่าทีที่เคยอดออมถนอมน้ำใจบรรดาระบอบเผด็จการอำนาจนิยมไว้เป็นแนวร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์ หันมาเน้นย้ำส่งเสริมกดดันนานาประเทศทั้งเผด็จการอำนาจนิยมและอดีตคอมมิวนิสต์ ให้เปลี่ยนการเมืองการปกครองไปในแนวทางประชาธิปไตย และธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาลมากขึ้น

พร้อมกันนั้นอเมริกากับพันธมิตรตะวันตกก็ค่อยลดทอนการอุดหนุน ทำทีเฉยชา หันหลังให้กระทั่งวิจารณ์โจมตีหักโค่นอดีตมิตรเผด็จการของตน ในบางประเทศ ตั้งแต่มาร์คอสแห่งฟิลิปปินส์, มานูเอล นอริเอกาแห่งปานามา, ซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย, ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก, ทาลิบันแห่งอัฟกานิสถาน, เผด็จการทหารพม่า เป็นต้น

แต่ขณะเดียวกันกลับยังเกรงอกเกรงใจ เลือกไม่กดดันหรือกดดันน้อยกว่า อีกทั้งติดต่อค้าขายหนุนช่วยประเทศ ไม่ประชาธิปไตย บางประเทศ อย่างปากีสถาน, อียิปต์, ซาอุดี อาระเบีย, จีน, รัสเซีย, และกลุ่มประเทศติดแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติย่านทะเลแคสเปียนในเอเชียกลาง เป็นต้น - ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองและยุทธศาสตร์ของตัวเองจะนำพาไป

เวลาอเมริกา, อียู, ญี่ปุ่นพูดถึง "ประชา ธิปไตย" ด้านหลักแล้วก็หมายถึง รูปแบบการเมืองการปกครอง ที่ให้เสรีภาพพลเมืองและสิทธิทางการเมืองโดยเฉพาะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

เมื่อเอามิติเศรษฐกิจและการเมืองดังกล่าวข้างต้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ก็จะได้ภาพรวมของโลกาภิวัตน์ที่ย้อนแย้งเขม็งตึง ราวกับว่ามือหนึ่งของโลกาภิวัตน์ริบฐานทรัพยากรเลี้ยงชีพของชุมชนและส่วนรวมในประเทศต่างๆ ไป แต่อีกมือหนึ่งกลับหยิบยื่นสิทธิเลือกตั้งมาให้

สภาพเช่นนี้ทำให้ประชาชนหลายประเทศพากันไปใช้สิทธิออกคะแนนเสียงเลือกตั้งของตนแลกกับ นโยบายประชานิยม ของพรรคและผู้นำการเมือง เพื่ออาศัยพึ่งพามันเป็นห่วงชูชีพพอลอยคอเอาตัวรอดไปได้เฉพาะหน้า ท่ามกลางทะเลเชี่ยวคลื่นใหญ่ลมแรงไม่เห็นฝั่งของโลกทุนนิยมตลาดเสรีอันเหี้ยมเกรียมแล้งน้ำใจตัวใครตัวมัน

นโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยม หรือ เสรี นิยมใหม่แบบชดเชย (Capitalist Populism or Compensatory Neo-Liberalism) ที่ว่านี้มุ่งเจือจานทรัพยากรและส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ริบเอาไปจากสถาบันสังคมรวมหมู่ตามแนว ทางเสรีนิยมใหม่ กลับคืนมาให้ประชาชนบ้างเป็นการชดเชย แลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน เพื่อตนจะได้ยึดกุมอำนาจรัฐไว้ และใช้มาดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่สืบต่อไป

ต้นแบบของนโยบายทำนองนี้ ได้แก่ ประธานาธิบดี Bill Clinton ของอเมริกา (ค.ศ.1993-2001) และนายกรัฐมนตรี Tony Blair ของอังกฤษ (ค.ศ.1997-2007) (ดู Perry Anderson, "Editorial: Jottings on the Conjuncture", New Left Review, II/48 (November-December 2007), 5-37)

การริเริ่ม นโยบายประชานิยม หลายประการของรัฐบาลทักษิณ อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, แปรสินทรัพย์เป็นทุน, สินเชื่อเอสเอ็มอี, บ้าน-แท็กซี่-คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร ฯลฯ ควบคู่ไปกับนโย บายเสรีนิยมใหม่ อย่างการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน, การเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี FTA แบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ, การเตรียมเชิญบริษัทต่างชาติมาลงทุนเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาประเทศไทยในเมกะโปรเจ็คต์สารพัดสาขาใต้กรอบ The Kingdom of Thailand Modernization Framework ฯลฯ ก็จัดอยู่ในแนวทางเดียวกัน

กระทั่งปัจจุบันแนวนโยบายดังกล่าวได้แผ่ซ่านเข้าไปเป็นสัดส่วนสำคัญของเมนูนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ-ประชานิยมในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ของรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ 2550 (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, สัมภาษณ์ "เมื่อ "รังสรรค์" กลับมาเขียน "ตอนจบ" ทักษิโณมิกส์", เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, www. matichon.co.th/prachachat/news, เข้าใช้ 7 มี.ค. 2551)

ส่วนอีกแนวนโยบายหนึ่งคือ เสรีนิยมใหม่แบบบังคับกะเกณฑ์ (Disciplinary Neo-Liberalism) ต้นแบบ ได้แก่ ประธานาธิบดี Ronald Reagan ของอเมริกา (ค.ศ.1981- 89) และนายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher ของอังกฤษ (ค.ศ.1979-90) ที่พร้อมใช้ไม้แข็งส่งกองกำลังของรัฐเข้ากำราบปราบปรามสหภาพแรงงานและมวลชนฝ่ายค้าน ที่ขัดขวางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ของตนอย่างเด็ดขาดรุนแรง

มาตรการและนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลทักษิณดำเนิน เช่น ขับไล่การชุมนุมยืดเยื้อของสมัชชาคนจนหน้าทำเนียบรัฐบาล, ปราบปรามการชุมนุมของชาวบ้านจะนะผู้คัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่หาดใหญ่, ปราบปรามการ รวมตัวเข้ายึดสวนปาล์มของชาวบ้านที่สุราษฎร์ธานี, ทำสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจนเกิดคดีฆ่าตัดตอนเกลื่อนกลาด, ปราบปราม "โจรกระจอก" ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้, กรณีล้อมปราบมัสยิดกรือเซะ, กรณีปราบปรามจับกุมขนย้ายผู้ประท้วงที่ตากใบจนเสียชีวิต 85 คน ฯลฯ ก็เข้าข่ายทำนองเดียวกัน

มองกว้างออกไป ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานา ธิบดี Vladimir Putin แห่งรัสเซีย, อดีตประธานาธิบดี Alberto Fujimori แห่งเปรู, ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva แห่งบราซิล ก็สามารถจัดเข้าข่ายนี้ โดยต่างคนต่างก็ผสมนโยบายทั้งสองแบบคือ [เสรีนิยมใหม่แบบบังคับกะเกณฑ์+เสรีนิยมใหม่แบบชดเชยหรือประชานิยม] เข้าด้วยกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป

หน้า 6