|
||||||||||||||
|
Falling Behind /
คนชั้นกลางกำลังถูกบีบ (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3985 (3185)สองปีนี้ที่ผ่านมานี้คนไทยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะคนชั้นกลางอาจรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองลำบากมากขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำมาหากินฝืดเคืองขึ้น สถานการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นแต่กับคนไทยเท่านั้น แต่กำลังเกิดขึ้นกับคนทั่วโลก แม้แต่ชาวอเมริกันซึ่งเป็นชนชาติที่คนไทยชอบเลียนแบบก็ตกอยู่ในสถานการณ์ เดียวกันด้วย Robert H. Frank ศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวถึงในหนังสือที่ชื่อ Falling Behind: How Rising Inequality Harms the Middle Class หนังสือขนาด 148 หน้า ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2550 นี้ไม่เพียงกล่าวถึงประเด็นความ ไม่เท่าเทียมกันในสังคมจะทำอันตรายต่อชนชั้นกลางเท่านั้น หากยังวิพากษ์นโยบายรัฐเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความเท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนา ในงาน Aaron Wildavsky Lecture ที่ Goldman School of Public Policy ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กเลย์ เขาได้รับการสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ให้เขียนหนังสือเกี่ยวกับแนวคิด ในเรื่องความรู้สึกขาดแคลนโดยเปรียบเทียบ (relative deprivation) ซึ่งกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่เมธีมานานแล้วแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน เขาคิดว่าปัญหาหลักน่าจะมาจากความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่ง ที่ว่าความรู้สึกขาดแคลนโดยเปรียบเทียบ เป็นผลมาจากความอิจฉา ซึ่งเป็นเรื่องทางศีลธรรมจรรยา จึงไม่ควรนำมาใช้ในการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความอิจฉาแต่เป็นความเกี่ยวข้องกันระหว่างสิ่งแวดล้อมและการประเมิน เมื่อการประเมินนำไปสู่ทางเลือก สิ่งแวดล้อมซึ่งกำหนดการประเมินจึงควรนำไปสู่ทางเลือกด้วย หนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นว่า 1) การเลือกทางด้านเศรษฐศาสตร์ จะไม่สามารถเข้าใจได้หากละประเด็น สิ่งแวดล้อมเสีย แต่สิ่งแวดล้อมก็มีอิทธิพลต่อการเลือกบริโภคสินค้าบางชนิดเท่านั้น 2) การให้ความสำคัญต่อการบริโภคเชิงเปรียบเทียบ เบี่ยงเบนการใช้ทรัพยากรไป จากสินค้าที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับสถานะยังผลให้สวัสดิการลดลง อีกทั้งยังทำให้สถานการณ์ของคนชั้นกลางเลวร้ายลง จากการเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยทั่วไปนั้นสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสถานะ และมิได้เกี่ยวเนื่องกับสถานะไม่เท่าเทียมกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจนิยามของสินค้า ทั้งสองประเภท ผู้เขียนจึงยกตัวอย่างเพื่ออธิบายความแตกต่างของสินค้าทั้งสองประเภทโดยอาศัยแบบจำลองสถานการณ์ทางเลือกไว้ 2 แบบๆ ละ 2 ทางเลือก นั่นคือ แบบที่หนึ่งให้ผู้อ่านเลือกว่าจะอยู่ในโลก A ซึ่งจะได้เป็นเจ้าของบ้าน 4 พันตารางฟุตในขณะที่คนอื่นเป็นเจ้าของบ้าน 6 พันตารางฟุต หรือจะเลือกอยู่ในโลก B ซึ่งจะได้เป็นเจ้าของบ้าน 3 พันตารางฟุตในขณะที่คนอื่นเป็นเจ้าของบ้าน 2 พันตารางฟุต โดยทั่วไปการเลือกอยู่ในโลก A น่าจะทำให้ผู้อ่านมีความสุขมากกว่า ทั้งนี้เพราะตามหลักทางเศรษฐศาสตร์ในเรื่องเกี่ยวกับอรรถประโยชน์ ผู้เลือกจะได้เป็นเจ้าของบ้านที่ใหญ่กว่าและจำนวนการบริโภครวมก็มากกว่าด้วย อย่างไรก็ดีมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกจะอยู่ในโลก B ถึงแม้ว่าตนเองและคนอื่น จะได้อยู่ในบ้านที่เล็กกว่า และพื้นที่รวมของบ้านทั้งหมดก็น้อยกว่าด้วย ทั้งนี้เพราะบ้านเป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสถานะ ส่วนสถานการณ์ทางเลือกแบบที่สองคือ โลก C ผู้อ่านจะได้วันหยุดพักร้อน 4 สัปดาห์ในขณะที่คนอื่นได้วันหยุดพักร้อน 6 สัปดาห์ และโลก D ผู้อ่านจะได้วันพักร้อน 2 สัปดาห์ในขณะที่คนอื่นได้วันพักร้อน 1 สัปดาห์ คนส่วนใหญ่จะเลือกอยู่ในโลก C ทั้งนี้เพราะการบริโภควันหยุดมักไม่ค่อยมีการเปรียบเทียบกัน คนส่วนใหญ่มักอยากได้วันหยุดพักมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะได้วันหยุดมากกว่าหรือน้อยกว่าตน ทั้งนี้เพราะการพักผ่อนเป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับสถานะ จากตัวอย่างสามารถสรุปได้ว่าสิ่งแวดล้อม จะมีอิทธิพลต่อการบริโภคเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสถานะเท่านั้น ในช่วงระหว่างปี 2488-2513 ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะรายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึงปีละ 3% สถิติในช่วงปี 2492-2523 บ่งว่ารายได้และค่าใช้จ่ายของคนทุกสถานะ เพิ่มขึ้นพอๆ กัน แม้ว่าแต่ละสถานะจะมีสัดส่วนการเพิ่มที่ ไม่เท่ากันแต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก รายได้และรายจ่ายของคนทุกกลุ่มจึงอยู่ในสมดุล แต่ในปัจจุบันชาวอเมริกันส่วนใหญ่มิได้รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลาง ถึงแม้ว่าในช่วงระหว่างปี 2532-2542 รายได้สุทธิของชาวอเมริกันโดยรวมจะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงกลับตกอยู่กับเฉพาะคนร่ำรวย ข้อมูลบ่งว่ากลุ่มคนรวย 1% แรกมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นถึง 40% ในขณะที่กลุ่มคน รายได้ต่ำ 40% กลับมีรายได้สุทธิลดลง นอกจากนี้คนร่ำรวยเพียง 400 คนแรกของสหรัฐ ก็มีสินทรัพย์รวมกันมากถึงล้านล้านดอลลาร์หรือเท่ากับ 1 ใน 8 ของรายได้ของประเทศจีนที่มีประชากรกว่าพันล้านคน และรายได้ของประธานผู้บริหารของบริษัทใหญ่ 200 แห่งแรกของสหรัฐ ซึ่งเคยมากกว่าพนักงานทั่วไป 42 เท่าในปี 2523 ก็เพิ่มขึ้นเป็นถึง 500 เท่าในปี 2543 การที่ความมั่งคั่งกระจายอยู่กับคน เพียงไม่กี่คนแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ยังผลให้อำนาจการซื้อของคนกลุ่มต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่เท่าเทียมกัน คนกลุ่มล่างสุด 20% มีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3% ในขณะที่คนชั้นกลาง มีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 12.6% แต่คนที่มีรายได้สูงสุด 20% และ 1% แรกกลับมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 45.7% และ 68% ตามลำดับ คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากได้คำตอบก็คือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้น จะทำอันตรายต่อคนชั้นกลางหรือไม่ และเงินกับความสุขมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเงินและความสุขเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจมาเป็นเวลานานแล้ว แนวคิดที่คน ส่วนใหญ่เชื่อกันก็คือยิ่งมีเงินมากเท่าใด คนเราก็จะยิ่งมีความสุขเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ข้อมูลที่เก็บจากชาวญี่ปุ่นในระหว่างปี 2504-2530 กลับชี้ว่า แม้พวกเขาจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 4 เท่า แต่พวกเขากลับมิได้มีความสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ข้อมูลนี้ตรงกับที่ Richard Easterlin นักเศรษฐศาสตร์เขียนไว้ในงานของเขาตั้งแต่ปี 2517 ว่าหากทุกคนมีเงินมากขึ้น เงินก็ดูเหมือนจะไม่สร้างความแตกต่างอีกต่อไป เมื่อเงินที่เพิ่มขึ้นมิได้มีความสัมพันธ์กับการมีความสุขแล้ว เหตุใดผู้คนจึงพยายามที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีเงินเพิ่มขึ้น ผลการศึกษา พบว่าคนที่ร่ำรวย มักมีความสุขมากกว่าคนยากจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานะโดยเปรียบเทียบ จะยิ่งมีความสำคัญมากกว่าสถานะที่แท้จริง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่คนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน คนที่มีฐานะดี จะมีความสุขมากกว่าจนรายได้ที่มีข้ามพ้นระดับหนึ่ง ฐานะที่ดีขึ้นจะมิได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นเท่ากับสถานะที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะรายได้มีส่วนสำคัญต่อความสุขเพียงแค่ 2% เท่านั้น Andrew Oswald และ David Blanchflower พบว่า บริเวณที่มีคนไม่มีความสุขเป็นจำนวนมาก มักเป็นพื้นที่ที่มีความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้สูง ซึ่งตรงกับผลสำรวจที่พบว่า ชาวเดนมาร์กเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขที่สุดในโลก รองลงมาคือ ชาวสแกนดิเนเวีย ทั้งนี้เพราะชาวยุโรปเหนือ มีความไม่เท่าเทียมกัน ทางด้านรายได้น้อยกว่าชาวยุโรปใต้ ความไม่เท่าเทียมกันนี้ไม่เพียงบั่นทอน ความสุขเท่านั้น มันยังนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพอีกด้วย ผลการศึกษาซึ่งทำกับข้าราชการชาวอังกฤษพบว่าแม้คนกลุ่มนี้ จะมีการศึกษาดี รายได้ดี และได้รับบริการทางด้านสาธารณสุขเป็นเยี่ยม แต่พวกเขากลับมีอัตราการเจ็บป่วย และตายสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าหลายเท่า นอกจากนี้การศึกษาอื่นยังพบว่าความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ ยังเพิ่มระยะเวลาเดินทางไปทำงาน ลดเวลานอน เพิ่มอัตราการหย่าร้าง การเจ็บป่วยและการตาย ทั้งหมดนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ผู้คนต้องตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันหรือเครียดมากขึ้นก็เป็นได้ หน้า 46 Falling Behind / คนชั้นกลางกำลังถูกบีบ (2) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3986 (3186) เมื่อคนทุกชนชั้นในสังคมมีรายได้ เพิ่มขึ้น เหตุใดผลสำรวจจึงพบว่า พวกเขามิได้มีความสุขเพิ่มขึ้น ? ผลการสำรวจพบว่า ระดับของความสุขสามารถแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับว่าใคร ร่วมอยู่ในการสำรวจนั้นๆ โดยผู้เข้าสำรวจมักจะให้ระดับความพึงพอใจของตน สูงกว่าปกติหากในห้องสำรวจมีคนนั่งรถเข็น รวมอยู่ด้วย นั่นหมายความว่ามนุษย์ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมใกล้ตัวมาเป็นหลักในการประเมิน ทั้งนี้เพราะสภาพแวดล้อม ใกล้ตัวมีอิทธิพลต่อการรับรู้ อย่างไรก็ดีแนวคิดในเรื่องสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการประเมิน อาจเป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ พวกเขาเชื่อว่าความชอบของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และการนำเอาสิ่งแวดล้อม เข้ามาร่วมในการตัดสินการบริโภคอาจทำให้มองว่าเป็นการประเมินเกี่ยวกับจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องของความอิจฉา แต่ผู้เขียนกลับแย้งว่า การประเมิน ที่อาศัยสภาพแวดล้อมเป็นหลักอ้างอิงเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินชีวิตความเป็นอยู่ เช่น การที่คนร่ำรวย สร้างบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านของคนกลุ่มต่อๆ มา เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะบ้านที่มี ขนาดใหญ่โตนี้ ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับคนกลุ่มต่อๆ มา ยิ่งเมื่อการจัดงานแต่งงานหรืองานปาร์ตี้ใหญ่ๆ ที่บ้าน กลายเป็นที่นิยมหรือแฟชั่นของชาวอเมริกัน บ้านขนาด 1 หมื่นตารางฟุตก็เลยกลายเป็นบ้านที่เล็กเกินไป ยังผลให้บ้านสร้างใหม่สำหรับคนทั่วๆ ไปต้องมีขนาดเพิ่มขึ้นจาก 1,600 ตารางฟุตในปี 2523 เป็น 2,100 ตารางฟุต ภายในเวลาเพียงแค่ 20 ปี นั่นหมายความว่าการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของ คนร่ำรวยจึงไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางด้านจิตใจของคนชั้นกลางเท่านั้น หากยังเพิ่มต้นทุนที่แท้จริงอีกด้วย เพราะต้นทุนที่ คนชั้นกลางจะไปให้ถึงเป้าหมายของ พวกเขาย่อมสูงขึ้นด้วย การที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้นมิได้เป็นผลจากขนาดเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นกับทำเลด้วยเพราะชนชั้นกลางชาวอเมริกันนิยม ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า การศึกษาที่ดีจะทำให้อนาคตลูกของพวกเขาสดใส บ้านขนาด 1,715 ตารางฟุต ซึ่งสร้างในปี 2454 ที่เมืองโอกแลนด์เหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของเบิร์กเลย์จึงมีราคาสูงขึ้นจาก 23,500 ดอลลาร์ในปี 2513 เป็น 290,000 ดอลลาร์ในเวลาเพียงแค่ 18 ปี ทั้งๆ ที่ รายได้เฉลี่ยของคนแถวนั้นเพิ่มขึ้นจาก 11,270 ดอลลาร์ เป็น 50,080 ดอลลาร์เท่านั้น การเพิ่มขึ้นของราคาบ้านจึงทำให้ ค่าใช้จ่ายของชนชั้นกลางสูงขึ้นกว่าเมื่อ ปี 2523 มาก แม้ว่าพวกเขายังคงสามารถเลือกที่จะซื้อบ้านตามความสามารถที่จะจ่าย และส่งลูกเข้าเรียน ในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่พวกเขาคาดหวังก็ได้ แต่คงเป็น ไปได้ยากที่ใครจะเลือกทางเลือกนี้ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อบ้านที่มีราคาสูงเกินกว่ารายได้เพื่อให้ได้มีโอกาสส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ มากกว่า เพราะทุกคนย่อมห่วงอนาคตของลูกด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้ ผู้เขียนยังคิดว่าคนชั้นกลางส่วนใหญ่ถูกกดดันให้ซื้อรถที่แพงขึ้น ทั้งที่พวกเขาอาจไม่อยากซื้อรถที่มี ขนาดใหญ่และมีราคาแพงก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะรถส่วนใหญ่บนท้องถนน กลายเป็นรถขนาดใหญ่ ชีวิตของพวกเขา จึงตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นหากยังคงใช้ รถขนาดเล็ก แม้แต่ในเรื่องเครื่องแต่งกายพวกเขายังถูกกดดันให้เพิ่มค่าใช้จ่าย ในด้านนี้ด้วย ทั้งนี้เพราะการสัมภาษณ์งานทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสสร้างความ ประทับใจครั้งที่สอง พวกเขาจึงต้องใช้เครื่องแต่งกายที่คาดว่าจะทำให้พวกเขาได้งานทำ หากคนอื่นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าคุณภาพดี ผู้สมัครย่อมยากที่จะใส่เสื้อผ้า ที่มีคุณภาพต่ำกว่าไปหางานที่ดีได้ คนชั้นกลางส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาต้องใส่เสื้อผ้าที่ดูดี ขับรถที่ถูกต้อง ใส่นาฬิกา ที่เหมาะสม และอาศัยอยู่ท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมที่ดีจึงจะสามารถสร้างโอกาสให้ได้งานที่ดี แต่ผู้เขียนเห็นว่าการที่พวกเขาต้องลงทุนมากมายนั้นอาจสูงกว่ารายได้ ที่พวกเขาจะได้รับจนทำให้ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นศูนย์ การที่มนุษย์ชอบเปรียบเทียบ เป็นผลมาจากการที่พวกเขาให้ความสำคัญกับลำดับที่ซึ่งเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ ของสัตว์เหมือนอย่างที่ดาร์วินกล่าวไว้ว่า การให้ความสำคัญกับอันดับ จะแปรเปลี่ยนไปตามประเภทของการบริโภคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จ ในการสืบพันธุ์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะสัตว์ที่อยู่ในอันดับที่ดีจะมีทรัพยากรมากจึงสามารถ มีลูกหลานได้มาก การมีลูกหลานมากเท่าใดนั้นยังสำคัญน้อยกว่าการที่มันมีการเทียบกับตัวอื่น ตัวผู้ที่แข็งแรงจึงดึงดูดตัวเมียได้มากกว่า และสามารถที่จะมีตัวเมียได้ หลายตัวกว่า ส่วนในสังคมมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนชอบเปรียบเทียบกันคือรายได้ รองลงมาคืออันดับในที่ทำงาน ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ของการผลิต ดังนั้นหากลูกจ้างให้ความสนใจกับอันดับและอยู่ในอันดับสุดท้าย พวกเขาย่อมไม่สามารถที่จะคงอยู่ในบริษัทที่ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนเท่ากับความคาดหวังของพวกเขาได้ คนกลุ่มนี้จะลาออกและย้ายไปอยู่ในบริษัทที่คนส่วนใหญ่มีศักยภาพในการผลิตพอๆ กับพวกเขาเพื่อหลีกหนีจากการเป็นอันดับสุดท้าย ดังนั้นบริษัทที่จ่ายค่าตอบแทนเท่ากับคุณค่าของงานที่ลูกจ้างทำ จะมีแต่ลูกจ้างที่มีระดับความสามารถพอๆ กันเท่านั้น อันดับในสถานที่หนึ่งๆ เป็นปรากฏการณ์ต่างตอบแทนคนที่อยู่ในอันดับสูงจะมีความพอใจจากการที่มีคนที่อยู่อันดับต่อจากพวกเขา ดังนั้น การลาออกของคนที่อยู่อันดับหลังย่อมเพิ่มความกดดันให้กับคนที่มีอันดับดีกว่า ผลดีจะเกิดขึ้นกับคนทั้งสองกลุ่มก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ในอันดับที่ดีกว่าสามารถที่จะทดแทนคนในอันดับแย่กว่าให้อยู่ได้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าคนที่อันดับดีกว่าซื้ออันดับของตนจากคนที่มีผลงานแย่กว่า ในตลาดแรงงานผู้ที่ไม่สนใจ กับอันดับจะสามารถร่วมงานกับบริษัทที่มีคนที่ทำงานดีกว่าเขา ส่วนคนที่สนใจเรื่องอันดับจะเลือกทำงาน กับบริษัทที่คนส่วนใหญ่สร้างผลงานน้อยกว่าตัวเอง เพื่อให้ได้เอกสิทธิ์ในการ เป็นคนอันดับต้น นั่นหมายความว่า ผู้คน ให้ความสำคัญกับอันดับโดยเปรียบเทียบมากกว่า โดยอาจไม่ได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้เลยก็เป็นได้ นอกจากรายได้และอันดับหรือสถานะ ในที่ทำงานแล้ว สิ่งที่ผู้คนชอบนำมา เปรียบเทียบกันยังมักเป็นตัวกำหนดการ ใช้จ่ายอีกด้วย Ori Heffetz พบว่ารถยนต์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะมากกว่าประกันรถ ประกันชีวิต ทรัพย์สินในบ้าน และสิ่งที่ยิ่งมองเห็นได้ชัดมากเท่าใดสิ่งนั้นย่อมใช้เป็นสิ่งบ่งบอกสถานะมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจในการใช้จ่ายด้วย ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีอาชีพที่มีรายได้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความสามารถ มักใช้สินค้าที่บ่งบอกถึงสถานะ เช่น ทนายความในเมืองใหญ่ ทั้งนี้เพราะ ความสามารถของพวกเขาในเมืองเล็กสามารถ รับรู้กันได้ไม่ยาก แต่ในเมืองใหญ่พวกเขาจำเป็นต้องใช้สินค้าที่บ่งบอกถึงสถานะเพื่อแสดงถึงความสามารถและ ความสำเร็จ การออมซึ่งเป็นสินค้าที่มิได้บ่งบอกถึงสถานะจึงเป็นสินค้าที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายน้อย ข้อมูลบ่งว่าการออมระดับประเทศของสหรัฐไม่เพิ่มขึ้นแม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคในระยะสั้นจะคงที่มากกว่ารายได้ประชาชาติ James Duesenberry อธิบายว่า ความยากจนเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ การบริโภคของคนรวยเร้าอารมณ์คนจนให้เกิดความต้องการบริโภคเกินกำลัง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่ารายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นมากเท่าใดก็ตาม ดังนั้นการออมระดับชาติจึงไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ไม่ว่ารายได้ประชาชาติ จะเพิ่มขึ้นเท่าใด ส่วนการบริโภคในระยะสั้นนั้น Duesenberry เห็นว่า แต่ละครอบครัวไม่เพียงต้องการมีมาตรฐานเท่ากับคนอื่นเท่านั้น แต่ยังคงเปรียบเทียบกับตนเองในอดีตอีกด้วย กลุ่มคนร่ำรวยมักเคยอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง จึงสร้างกรอบที่ทำให้ พวกเขายากที่จะตัดลดค่าใช้จ่ายได้ ปรากฏการณ์นี้ยังใช้ในการอธิบายว่า เหตุใดการบริโภคจึงเปลี่ยนแปลงน้อยมากแม้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย หน้า 42 Falling Behind/คนชั้นกลางกำลังถูกบีบ (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร naaplimp2@hotmail.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3987 (3187) เมื่อคนชั้นกลางถูกกดดันให้ต้องมีวิถีชีวิตแบบคนร่ำรวย วิธีการแก้ปัญหาของพวกเขาเพื่อให้สามารถมีได้ อย่างที่พวกเขาคิดว่าจำเป็นต้องมีคือ 1) เพิ่มจำนวนชั่วโมงทำงาน ในปัจจุบันชาวอเมริกันทำงานเพิ่มขึ้นถึง ปีละ 100-200 ชั่วโมงเทียบกับปี 2508 2) ลดการออม ชาวอเมริกัน 40% มีเงินออมน้อยกว่า 3 พันดอลลาร์ และในปี 2548 เป็นครั้งแรกหลังเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่อัตราการออมระดับชาติติดลบ 3) เพิ่มการเป็นหนี้ ในปี 2542 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว ครอบครัวอเมริกันเป็นหนี้บัตรเครดิตสูงถึงครอบครัวละ 5 พันดอลลาร์ และสถิติในปี 2541 บ่งว่าทุกๆ 1 ใน 68 ครอบครัวล้มละลาย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงกว่า 4 เท่าเทียบกับปี 2518 4) ใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น โดย เพิ่มขึ้นปีละ 7% หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 10 ปี และได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าแล้วภายในเวลา 20 ปี 5) ลดเวลานอน ชาวอเมริกันในปัจจุบันนอนน้อยกว่าในอดีตถึงวันละเกือบ 2 ชั่วโมงเทียบกับช่วงปี 2503 และ 40% นอนน้อยกว่าคืนละ 6 ชั่วโมง และ 6) ลดการให้บริการสาธารณะและบริการทางสังคม อย่างไรก็ดี วิธีการที่ชนชั้นกลางเลือกนั้น นอกจากจะมิได้ทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นแล้ว ยังกลับทำให้พวกเขาได้รับความยากลำบากเพิ่มขึ้น เช่น การมีบ้านหลังใหญ่ ณ สถานที่ห่างไกลจากที่ทำงาน ในขณะที่ทุกคนทั่วบริเวณนั้นต่างก็มีบ้านหลังใหญ่ทำให้ความสุขจากการได้มีบ้านหลังใหญ่ลดลง ซ้ำร้ายพวกเขาแทบทุกคนยังต้องเดินทางไกลทุกวันฝ่าการจราจรที่หนาแน่น จึงยิ่งลดความสุขลงไปอีก ผลการศึกษาพบว่าคนที่ต้องเดินทางแบบนี้ไปทำงานจะมีระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอน (ฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเมื่อมีความเครียด) เพิ่มขึ้น ป่วยมากกว่าคนทั่วไป และเสียชีวิตด้วยอายุที่น้อยกว่าปกติ ผู้เขียนเห็นว่าการที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมอย่างไม่สมดุลส่งผลต่อการตัดสินใจบริโภค พวกเขาอาจสามารถมีความสุขมากขึ้น หากพวกเขาคำนึงถึงการบริโภคในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานะด้วย พวกเขาอาจไม่ต้องเสียสละเวลามากมายไปกับการเดินทางหากยอมอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กลง John Galbraith ผู้เขียน The Affluent Society เห็นว่าการที่ผู้คนคิดว่าตนเองต้องการสิ่งของที่ใหญ่ขึ้น ดีขึ้นหรือหรูหราขึ้นเป็นผลมาจากการถูกล่อลวงจากการโฆษณา ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้เขียนเห็นว่าคนเราอาจเลือกขนาดของบ้านตัวเองได้ แต่ไม่มีใครสามารถเลือกขนาดบ้านให้คนอื่นได้ แต่การตัดสินใจของแต่ละคนอาจเหมือนกับการตัดสินใจของผู้นำประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านที่แข่งขันกันสะสมอาวุธ การที่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันสะสมอาวุธอาจไม่ใช่เพราะพวกเขาโง่เง่า แต่พวกเขาจำเป็นต้องซื้อ เพราะเพื่อนบ้านต่างมีอาวุธหมด สถานการณ์การสะสมอาวุธจึงเป็นเสมือนการยืนดูละครเวทีนั่นคือ หากใครคนหนึ่งยืนดูละคร เขาจะได้มีโอกาสเห็นเวทีชัดขึ้น แต่หากทุกคนยืนดูละครหมดย่อมไม่มีใครสามารถเห็นเวทีชัดเช่นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นดั่งสุภาษิตที่ว่า เป็นความเฉลียวฉลาดหากใครคนใดคนหนึ่งมี แต่หากทุกคนมีก็ไม่เป็นความฉลาดอีกต่อไป (Smart for one, dumb for all) ผู้เขียนเห็นว่าการที่มนุษย์ให้ความสำคัญกับสินค้าที่บ่งบอกถึงสถานะมากเกินไป เป็นผลมาจากการที่ความมั่งคั่งของสังคม ตกอยู่ในมือคนร่ำรวยเพียงกลุ่มเดียว มันจึงทำให้เกณฑ์การวัดสินค้าเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไป เขาจึงแนะนำว่าคน ส่วนใหญ่ควรพยายามยืดระยะเวลาในการซื้อสินค้าที่เคยเป็นของหรูหราออกไปเพื่อให้เงินจำนวนที่เท่ากันนี้ สามารถที่จะทำให้ตนเองและทุกคนมีความสุขได้ตามอัตภาพ นอกจากนี้รัฐควรออกกฎหมาย เพื่อลดการสะสมสิ่งของที่แสดงความหรูหรา เช่น เพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อลดการแข่งขันกันบริโภคและใช้ทรัพยากร ยิ่งไปกว่านั้นนโยบายภาษีบริโภคที่ใช้ก็ควรเป็นแบบก้าวหน้า ทั้งนี้เพราะเมื่อผู้คน มีรายได้เพิ่มขึ้น พวกเขายิ่งมีโอกาสที่จะบริโภคเพิ่มขึ้น และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกตินี่แหละ ที่กลายเป็นตัวสร้างมาตรฐานใหม่ ให้กับสังคม รัฐจึงควรเก็บภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้น การทำเช่นนี้จะทำให้การแข่งขันกันสะสมสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง อันจะทำให้ต้นทุนของคนกลุ่มต่อๆ มาที่จะมีมาตรฐานการครองชีพที่สมฐานะลดลงตามไปด้วย บางคนอาจแย้งว่าภาษีบริโภคแบบก้าวหน้า อาจลดทอนการบริโภคจนทำให้เกิดการว่างงานและเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเงินที่มิได้ถูกนำมาใช้จ่ายจะกลายเป็นเงินออมและเงินลงทุน ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำงานด้านการผลิตหันมาทำงานด้านการลงทุนแทน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิต และการลงทุนในอนาคตได้ด้วย และกลุ่มคนที่ยังคงอยู่ในตลาดแรงงานจะเพิ่มการออม แทนที่จะใช้จ่ายเพื่อเป็นหลักประกันหากต้องออกจากงาน ผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดภาษีการบริโภคของรัฐบาลประธานาธิบดีบุช เพราะภาษีที่ลดลงให้ประโยชน์กับเฉพาะกลุ่มคนร่ำรวย แต่กลับทำให้รัฐมีงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายได้ลดลง ซ้ำร้ายการลดภาษีนี้ยังยิ่งเพิ่มความสามารถในการซื้อบ้านหลังใหญ่ให้กับกลุ่มคนรวยมากขึ้น ซึ่งน่าที่จะทำให้คนกลุ่มนี้มีความสุขมากขึ้น แต่กลับไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นการลดลงของภาษียังจะทำให้งบประมาณลดลงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ในอนาคต จนทำให้รัฐต้องตัดงบประมาณที่จะช่วยเหลือคนยากจน งบประมาณที่ใช้จ่ายในการส่งเสริมการวิจัยกับมหาวิทยาลัยจนน่าที่จะทำให้สหรัฐสามารถจดสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ลดลงอันจะลดทอนความสามารถในการแข่งขันและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว ซ้ำยังทำให้ขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมแซมถนนและสะพานจนทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของประชาชนในการซ่อมรถเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการขาดดุลงบประมาณยังทำให้สหรัฐต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างภาระให้กับลูกหลานและเพิ่มความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ ผู้เขียนสรุปว่า หากการมีบ้านหลังใหญ่หรือใส่นาฬิกาแพงเป็นเพียงแค่สิ่งแสดงฐานะหรือความร่ำรวย ทุกคนจะได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นและมีค่าใช้จ่ายลดลงด้วย หากคนเหล่านี้เปลี่ยนการแสดงฐานะ ด้วยการเพิ่มการออมและการบริจาค นอกจากนี้รัฐไม่ควรยกเลิกภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วภาษีนี้ ให้ผลประโยชน์กับคนยากจนน้อยมาก ทั้งนี้เพราะภาษีชนิดนี้จะเก็บจากอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาเกินกว่า 5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป การลดภาษีนี้คาดว่า จะทำให้รัฐมีรายได้ลดลงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2555-2564 ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเพิ่มการกู้ยืมเงินต่างประเทศ เพิ่มภาษีรายได้ ภาษีการค้า และลดบริการสาธารณะต่างๆ ลง นั่นหมายความว่า แทนที่นโยบายของรัฐจะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกัน มันกลับยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ผู้เขียนจึง หวังว่าสถานการณ์เช่นนี้คงไม่สามารถดำรงยืนยาวตลอดไป เพียงแต่ขณะนี้ประเทศต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจเท่านั้นเอง ข้อคิดเห็น : หนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้อาจอ่านค่อนข้างยากสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเรื่องทางเศรษฐศาสตร์มากนัก แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความกระจ่างถึงวิธีการคิดและการตัดสินใจของคนชั้นกลางชาวอเมริกันได้เป็นอย่างดี วิธีคิดและการกระทำนี้เป็น ส่วนหนึ่งที่กำลังนำมาซึ่งความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั่นคือ ปัญหา ซับไพรมนั่นเอง แม้ว่าสถานการณ์ของ คนชั้นกลางไทยอาจยังไม่เหมือนคนชั้นกลางชาวอเมริกันเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว เช่น การที่คนชั้นกลางมีบ้านอยู่ไกลจากที่ทำงานและต้องผจญกับรถ 10 ล้อทุกวัน ทำให้พวกเขารู้สึกขาดความปลอดภัย พวกเขาจึงจำเป็นต้องเลือกใช้รถคันใหญ่ขึ้นทั้งๆ ที่พวกเขาอาจต้องการใช้รถเล็กเพราะราคาถูกกว่าและประหยัดน้ำมันมากกว่า ในตอนสุดท้ายของหนังสือที่ผู้เขียนวิพากษ์นโยบายของรัฐ ยังแสดงให้เห็นว่า นโยบายของรัฐและความจริงใจของผู้นำ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระจายรายได้และกำหนดชีวิตของผู้คน ดังนั้นการที่ประชาชนเลือกผู้นำ และรัฐบาล ที่มีนโยบายเห็นความสำคัญของคนชั้นกลาง และคนยากจน ย่อมน่าที่จะให้ประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมมากกว่า หน้า 46
|