หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาวะกระทิงเข้าสิงข้าวไทย

In Step with AFET Futures : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

นักลงทุนทั่วโลกต่างจดจ่อรอผลการประชุมคณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ (US Federal Reserve หรือ FED) ว่าจะลดดอกเบี้ยอ้างอิง (FED Fund Rate) ลงอีกหรือไม่ หลังจากประชุมฉุกเฉิน เพื่อลดดอกเบี้ยคราวเดียวถึง 0.75% ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 โดยยังไม่นับรวมครั้งนี้ ปัจจุบัน FED Fund Rate อยู่ที่ 3.5% ซึ่งเป็นการหั่นดอกเบี้ยลงของ FED รวมเป็น 1.75% ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.2550 เป็นต้นมา (เดิมอยู่ที่ 5.25% ตั้งแต่ต้นปี 2549) และยังคาดการณ์กันว่า ในการประชุมระหว่างวันที่ 29-30 ม.ค.นี้ FED จะหั่นดอกเบี้ยลงอีก 0.25-0.50% (ท่านที่สนใจดูแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยได้จากราคาซื้อขายพันธบัตรล่วงหน้าที่ตลาด Chicago Board of Trade)

ช่วงนี้ก็มีผู้รู้หลายท่าน วิจารณ์และคาดหมายการดำเนินการของ FED เช่น Robert J. Shiller ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Yale University ผู้ริเริ่มดัชนี S&P Case/Shiller ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ และเป็นผู้แต่งหนังสือ IRRATIONAL Exuberance ที่โด่งดัง ได้ออกมาทำนายว่าในรอบนี้ FED มีแนวโน้มที่จะหั่นดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ ไป ซึ่งอาจไปสู่ระดับที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เหมือนอย่างสมัยของนายอลัน กรีนสแปน ในช่วงระหว่างปี 2544-2547 ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอที่ทำให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ มาจนถึงขณะนี้

ในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อเรานำดอกเบี้ยมาหักดัวยเงินเฟ้อ ผลลัพธ์ที่ได้จะเรียกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการออมเงินของประชาชน หากเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ย ก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ซึ่งเสมือนเป็นการลงโทษผู้ที่ออมเงิน เพราะหากเก็บเงินเอาไว้ก็มีแต่ขาดทุน (เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น เร็วกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการฝากเงิน) ทำให้ผู้คนจะหันมาใช้จ่ายกันแทนที่จะอดออมไว้ในวันข้างหน้า ซึ่ง Bob Shiller บอกว่าอาจจะก่อให้เกิดฟองสบู่ขึ้นอีกลูกก็ได้ (Bloomberg News)

เงินนี้ก็เหมือนน้ำครับ เมื่อผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยจากการฝากเป็นสกุลเงิน US Dollar ต่ำลง เงินย่อมไหลออกสหรัฐไปที่อื่น ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า (เช่นไปฝากกินดอกในรูปของเงิน EURO) ฉะนั้นเมื่อดอกเบี้ยในสหรัฐลดลง ย่อมมีแนวโน้มทำให้ค่าเงิน US Dollar นี้ อ่อนค่าลงด้วย

หากไม่พิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ (Ceteris Paribus) การอ่อนค่าลงของ US Dollar เพียงอย่างเดียว ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่โค้ดกันเป็น US Dollar ปรับตัวสูงขึ้นในรูปของเงินดอลลาร์ แต่ในความเป็นจริง เมื่อมาพิจารณาราคาสินค้าเป็นเงินบาทไทยแล้วก็ไม่แน่เหมือนกันครับ เพราะว่าการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วยเหมือนกัน แต่หากแบงก์ชาติยังคงทุ่มเงินเพื่อพยุงค่าเงินบาท โดยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าราคาสินค้าในรูปเงินบาทย่อมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย

หันกลับมามองที่ประเทศไทย ก็มีข่าวคราวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าออกมาโดยตลอด สินค้าที่ไม่ได้ถูกควบคุมก็มีการแอบขึ้นราคากันไปมากมายแล้ว แต่สินค้าจำเป็นที่ถูกควบคุม ก็จ่อคิวเข้ามาขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน (DIT) เพื่อขอปรับขึ้นราคา ซึ่งทางกรมการค้าภายในก็พิจารณากันไปตามความเหมาะสม และความจำเป็นทั้งในด้านปัจจัยการผลิต สภาวะการตลาดของสินค้าแต่ละชนิด

แต่หากมองกลับกันอีกด้านหนึ่ง การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยตั้งแต่โบราณ ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงทอง เพราะราคาข้าวทั้งที่ถูกโค้ดเป็น US Dollar และโค้ดเป็นเงินบาท ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากพิจารณาภาวการณ์ซื้อขายข้าวในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET แล้ว นับตั้งแต่เวลาที่ FED เริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรก (18 ก.ย.2550) เป็นต้นมา ราคาข้าวขาวอ้างอิงสำหรับการซื้อขายขาว 5% แบบ Both Options (BWR5) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.58 บาทต่อกิโลกรัม มา ณ ขณะนี้ อยู่ที่ 12.83 บาทต่อกิโลกรัม (30 ม.ค.) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้น (เทียบกับหุ้นที่ SET INDEX ปรับตัวลดลงไปประมาณ 5% ในช่วงเวลาเดียวกัน) การเริ่มวิ่งขึ้นของราคาข้าวรอบนี้ ถือได้ว่ามาช้ากว่าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ทั้งประเภทสินค้าพลังงาน โลหะมีค่า หรือสินค้าอุตสาหกรรม ที่ได้วิ่งขึ้นในยกแผงมาปีสองปีแล้ว

นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีของพี่น้องเกษตรกรไทย รวมไปถึงรัฐบาลที่ได้รับจำนำข้าวจากเกษตรกรไว้ ที่จะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรูปของเงินบาท โดยจากการเปิดเผยของนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ณ ขณะนี้ ผู้ประกอบการค้าข้าวไทย เช่น โรงสี หรือพ่อค้าคนกลาง (หยง) ต่างเก็บสต็อกข้าวเอาไว้เพื่อเก็งกำไรราคาข้าวที่อาจปรับตัวสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ผู้ส่งออกไทยบางราย ก็ไม่กล้ารับคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศ เกรงว่าจะขาดทุน เพราะราคาข้าวทั้งในประเทศและตลาดโลกเคลื่อนไหวเร็วมาก (กรุงเทพธุรกิจ 26 ม.ค.2551)

แต่หากผู้ประกอบการค้าข้าวไทย (โรงสี หยง หรือผู้ส่งออก) เข้าใจกลไกการทำงานของ AFET แล้ว ก็จะพบว่าความผันผวนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้น ของราคาดังกล่าวนั้น สามารถบริหารจัดการได้ผ่านกลไก AFET ตัวอย่างเช่น หากโรงสีคิดว่าราคาข้าวจะพุ่งขึ้นไปอีก โรงสีรายดังกล่าวเพียงแต่ซื้อสัญญาข้าวล่วงหน้า (Long BWR5) ของ AFET เอาไว้ หากข้าวราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่คาดไว้จริงๆ โรงสีดังกล่าวก็จะได้กำไรโดยไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกข้าวจริงให้สิ้นเปลืองค่าโสหุ้ย เหมือนอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ เช่นเดียวกันกับผู้ส่งออกที่สามารถล็อกต้นทุนในการซื้อข้าวด้วยกลไก AFET แล้ว ก็จะสามารถรับคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวเลยว่าจะขาดทุน

ก็คงจะเป็นหน้าที่ของ AFET ที่จะต้องประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งหลายสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จาก AFET เพื่อลดความเสี่ยงของตนได้ สมตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่จัดตั้ง AFET ไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านราคาให้กับผู้ประกอบการภาคเกษตร