หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ฟื้นความเชื่อมั่นดัน"จีดีพี" รับมือวิกฤติสหรัฐ

เจาะทางรอดวิกฤติสหรัฐ : หนึ่งหทัย อินทขันตี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

"อุสรา" แนะรัฐบาล-แบงก์ชาติ เร่งรักษาการเติบโตเศรษฐกิจเป็นหลัก กระตุ้นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยปีนี้ถึง 2-2.5% ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความชัดเจนนโยบายเพื่อเรียกความเชื่อมั่น เหตุเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยกระทบไทยทั้งทางตรง และทางอ้อม ระบุการลดดอกเบี้ยเฟดและนโยบายภาษีของสหรัฐ บรรเทาเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจจริง แต่ปัญหาภาคการเงินสหรัฐยังไม่สิ้นสุด

ภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีวาระการประชุมปกติ ทำให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงความรุนแรงของการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐกันมากขึ้น ผลของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐจะรุนแรงขนาดไหนและไทยจะรับมือกับเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" นำเสนอมุมมองของนางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เฝ้าติดตามปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิด

นางสาวอุสรา เริ่มต้นจากการประเมินปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยระบุว่าปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) ที่เกิดในสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤติทางการเงินแต่สิ่งที่จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐ ที่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอย โดยเฉพาะในสองไตรมาสแรกของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจีดีพีจะหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาสแรกคาดว่าจะขยายตัว 0% และหดตัว 1.9% ในไตรมาสสอง แต่ในครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นผลจากการที่ราคาสินทรัพย์ของสหรัฐ เช่น ราคาหุ้นลดต่ำลง จนทำให้ความสามารถในการบริโภคลดลง และการลดลงของราคาสินทรัพย์ ยังจะมีผลทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐ ลดต่ำลง

การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ เฟด จะปรับลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงต่อเนื่อง โดยอาจจะลดดอกเบี้ยเหลือ 2% ในกลางปีนี้ และลดต่อเนื่องเหลือ 1% ในไตรมาสสาม ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐก็จะใช้นโยบายด้านการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่น่าจะเป็นมาตรการด้านภาษีเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอำนาจซื้อลดลง

ทั้งนี้การใช้นโยบายด้านการคลังของสหรัฐนั้น แม้ว่าสหรัฐจะขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เป็นอุปสรรค เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่ และตลาดพันธบัตรก็ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอยู่ ทำให้สหรัฐสามารถออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกเพื่อระดมทุนได้ โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหุ้นตกต่ำทั่วโลก ความต้องการพันธบัตรสหรัฐจะมีความต้องการมากขึ้น

แม้ว่าสหรัฐจะมีมาตรการทั้งการลดดอกเบี้ยและนโยบายภาษีอย่างต่อเนื่อง แต่ นางสาวอุสรา ระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาซับไพร์มที่มีต่อภาคเศรษฐกิจจริงเท่านั้น แต่ความเสียหายของภาคการเงินในสหรัฐจะยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐ ที่ขณะนี้การรับรู้ความเสียหายยังไม่ถึงที่สุด และความผันผวนในตลาดการเงินโลก ที่จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ปรับตัวลดลง ขณะที่การโยกย้ายการลงทุนจากหุ้นไปยังพันธบัตรรัฐบาลจะมีมากขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนปรับลดลง

การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ถดถอยดังกล่าว นางสาวอุสรา เสนอความเห็นว่ารัฐบาลไทยจะต้องสร้างความชัดเจน ในการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น พระราชบัญญัติการดำเนินธุรกิจต่างด้าว หรือมาตรการกันสำรองเงินทุนระยะสั้น 30% เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมาในภาวะที่ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลกมีลดลง

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการกันสำรอง 30% นั้น อาจจะต้องรอเวลาที่เหมาะสมที่จะยกเลิก เพราะหาก สหรัฐลดดอกเบี้ยลงมาก จะเป็นแรงกดดันทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยครึ่งหลังของปีน่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะยกเลิกมากกว่าครึ่งแรกของปี เพราะหากรัฐบาลอาจจะต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินทุนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายในการรักษาอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐส่งผลกระทบกับไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยกระทบกับการส่งออก และทำให้เงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) เลื่อนแผนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยออกไป อีกทั้งในทางอ้อมเศรษฐกิจสหรัฐที่ถดถอยลง ยังทำให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจปรับลดลงกระทบการลงทุนในตลาดเงิน และการบริโภคได้อีก ขณะที่ปัจจัยด้านเงินเฟ้อไม่น่าจะเป็นปัญหาที่ต้องดูแลเร่งด่วนในขณะนี้แล้ว

การดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น นางสาวอุสราเสนอว่า รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายของภาครัฐ ทดแทนการส่งออกของไทย ที่อาจจะขยายตัวเหลือประมาณ 7-8% ในปีนี้ และทดแทนการใช้จ่ายภาคเอกชน ที่อาจจะฟื้นตัวได้ช้าจากความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจโลก อีกทั้งรัฐบาลยังต้องเร่งดำเนินการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ที่ล่าช้ากว่า 2 ปีแล้ว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจให้มากขึ้นด้วย

ขณะเดียวกัน นางสาวอุสรา เสนอว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องหารือกัน ในการดำเนินนโยบายการเงินที่ให้ความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดย ธปท.ควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดภาระให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยในการลดแรงกดดันที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ด้วย เนื่องจากหากสหรัฐลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1-2% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยไทยสูงกว่าสหรัฐมากขึ้น จนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ ธปท.สามารถลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องได้ถึง 2-2.25% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยไทยสูงกว่าเฟดประมาณ 1% ซึ่งเป็นส่วนต่างที่ไม่สูงเกินไป อีกทั้งหากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ ที่คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 2% ก็ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวกได้อยู่

แม้ว่า ธปท.จะต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ นางสาวอุสรา ระบุว่า ธปท.ไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้ เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยยังไม่กดดันค่าเงินบาทมากเกินไป โดย ธปท.สามารถรอให้ผ่านไตรมาสสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงสุดไปก่อนก็ได้