หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

บทความ : ดร. สมชัย สัจจพงษ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

เวลานักเศรษฐศาสตร์กล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าผลสัมฤทธิ์ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เขาวัดจากอะไร นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบยั่งยืนเขาทำกันอย่างไร วันนี้ผมจะพยายามอธิบาย เกี่ยวกับเรื่องนี้พอสังเขป

โดยปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะวัดผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP และการที่จะทำให้ GDP โตได้นั้น เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์จะต้องทำงาน

เครื่องยนต์แรก ได้แก่ เครื่องยนต์ด้านการบริโภคของเอกชน หากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอย มีความมั่นใจในเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็จะมีการสั่นสะเทือนมีชีวิตชีวา ผู้ขายสินค้าและบริการก็จะขายสินค้าและบริการได้ และมีรายได้จากการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศก็จะมีศักยภาพที่จะเติบโตได้

เครื่องยนต์ที่สอง ได้แก่ เครื่องยนต์ด้านการลงทุนของเอกชน เมื่อบริษัทมีการลงทุนในด้านเครื่องมือ เครื่องจักรเพิ่มขึ้น มีการขยายโรงงาน มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาใช้ มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น คนงานไทยก็จะมีโอกาสในการมีงานทำมากขึ้น ผลผลิต มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ก็จะขยายตัว

เครื่องยนต์ที่สาม ได้แก่ เครื่องยนต์ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้น GDP ได้ ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งงบประมาณที่รัฐบาลฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะผ่านมือของข้าราชการ ในส่วนของเงินเดือน ค่าจ้าง ซึ่งจะส่งผลให้มีการจับจ่ายใช้สอย หรือผ่านมือของเอกชนในส่วนของค่าจ้าง และผลตอบแทนจากการว่าจ้างให้ดำเนินโครงการต่างๆ เช่นโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านสาธารณูปโภคเป็นต้น

เครื่องยนต์ที่สี่ ได้แก่ เครื่องยนต์ด้านการค้าขายระหว่างประเทศ หากเราสามารถขายสินค้าและบริการ ให้กับชาวต่างชาติได้มากกว่าที่เราซื้อจากเขา ประเทศเราก็จะมีเม็ดเงินสุทธิเข้าประเทศมากขึ้น และเพิ่มสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเราก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งสี่ข้างต้น หากทำได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ GDP ก็จะสามารถที่จะโตได้ แต่หากถามว่าเมื่อรัฐบาลประสบผลสำเร็จในการกระตุ้นเครื่องยนต์ทั้งสี่แล้ว เศรษฐกิจไทยจะโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ คงจะต้องอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและคิดว่า GDP จะโตได้ด้วยการที่รัฐบาลใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกระตุ้นแต่เพียงเครื่องยนต์ทั้งสี่ ซึ่งเป็นวิธีในการกระตุ้นฟากอุปสงค์ของประเทศเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจโต และต้องโตแบบยั่งยืนแล้วล่ะก็ รัฐบาลต้องดำเนินการในการกระตุ้นฟากอุปทานของเศรษฐกิจด้วย

การกระตุ้นฟากอุปทานสามารถกระทำได้ผ่านการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การปฏิรูประบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และระบบราชการ

ผมมีความเห็นว่าการที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน 4 ประการได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ (Physical Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน (Financial Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย (Legal Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม (Social Infrastructure)

สำหรับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ นั้น ในช่วง 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการลงทุนใน mega project ที่เกี่ยวกับ การขนส่ง ไฟฟ้า น้ำประปา โทรคมนาคม และพลังงาน ทั้งนี้เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของการลงทุนในอนาคต ผมรับรองได้เลยว่า จะไม่มีนักลงทุนทั้งของไทยเอง และของต่างชาติที่จะอยากลงทุนในประเทศที่มีปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

ในส่วนการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน นั้น รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับเสาหลักทางการเงิน 3 เสา ได้แก่ ตลาดการเงินหรือสินเชื่อ (สถาบันการเงิน) ตลาดตราสารหนี้ (พันธบัตร) และตลาดตราสารทุน (หุ้นทุน) ทั้งนี้เพื่อเป็นฉนวนป้องกันวิกฤติทางการเงินที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2540

สำหรับในส่วนการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย นั้น รัฐบาลต้องกำจัดปัญหาอุปสรรคด้าน กฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนให้หมดสิ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวกและกำกับดูแลผู้เล่นอย่างยุติธรรม

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสุดท้ายที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญได้แก่ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับ โครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม รัฐบาลต้องสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง สร้างวิถีการดำรงชีวิตแบบไทยๆ แต่ได้มาตรฐานโลก มีสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ที่เอื้อต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมีการใช้และสนับสนุนภูมิปัญญาไทย ในกระบวนการปฏิรูประบบการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

อย่างไรก็ตามการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านอุปทานจะเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และอาจเป็นกระบวนการที่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดกระแสต่อต้านการปฏิรูปต่างๆ แต่หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านทางด้านอุปทานได้ ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เศรษฐกิจก็จะไม่เติบโตในด้านปริมาณแต่เพียงอย่างเดียว จะมีมิติการเติบโตด้านคุณภาพชีวิต และความกินดีอยู่ดีของประชาชนอยู่ด้วย

ผมมั่นใจว่าหากรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐาน 4 ประการข้างต้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปอีก 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีการขยายตัวของ GDP ที่เหมาะสม มีความแข็งแกร่งด้านเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และมีสังคมที่ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดีขึ้นเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติไทยครับ