|
||||||||||||||
|
นโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ในภาวะเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย
แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้บริหารส่วน ส่วนเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 เมื่อสัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีบุช ประกาศมาตรการกระตุ้นทางการคลัง มูลค่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณสามเท่าของงบประมาณรายจ่ายของประเทศไทย) ตามด้วยธนาคารกลางสหรัฐ ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยเรียกประชุมนอกรอบลดดอกเบี้ยนโยบาย ลงถึงร้อยละ 0.75 และยังมีแนวโน้มว่า ในการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ ในรอบปกติ ในวันที่ 31 มกราคม จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ชี้ชัดว่าทางการสหรัฐมองว่าเศรษฐกิจประเทศเขาคงสาหัส ในช่วงปีที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจประเทศเราจะขยายตัวได้ใกล้ร้อยละ 5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่งออก ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 17.5 ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีเพียงการกระตุ้นจากภาครัฐ ในขณะที่การลงทุน และการบริโภคของภาคเอกชนอ่อนแรง ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ในปีนี้ จะหวังให้ภาคส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนอีกไม่ได้แล้ว เราต้องหันมาพึ่งกันเองภายในประเทศมากขึ้น เพื่อไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจเราต้องตกต่ำไปตามปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยภายใต้สภาวะที่ (1) การลงทุนเพิ่งเริ่มเห็นการฟื้นตัวในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา (2) ความมั่นใจภาคเอกชนยังเปราะบาง (3) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงจากการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ ตลอดจนราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง (4) ตลาดการเงินโลกนั้นยังผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ อาจส่งผลให้เงินทุนผันผวนและไหลบ่าสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ภายใต้สภาวะแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจได้ว่าแนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุม และยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจโลกได้ ได้แก่ นโยบายการคลังยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง (1) สำหรับในปีงบประมาณปัจจุบัน ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างท่ออยู่ระดับแสนล้านบาทให้ออกมาโดยเร็ว เร่งรัดโครงการรัฐวิสาหกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงโครงสร้างที่ยังคั่งค้างอยู่ ที่สำคัญที่สุด โครงการที่ชัดเจนแล้วต้องเร่งดำเนินการให้ภาคเอกชนมั่นใจได้ว่า โครงการดังกล่าวจะเดินหน้าได้อย่างแน่นอน (2) หนี้สาธารณะที่ปัจจุบันมีประมาณร้อยละ 38 ต่อ GDP ซึ่งยังไม่สูง เปิดช่องให้รัฐสามารถใช้นโยบายการคลัง ในปีงบประมาณ 2552 กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพื่อให้เอกชนมั่นใจได้ว่า แรงส่งของเศรษฐกิจยังมีอยู่อย่างเพียงพอ และควรมุ่งใช้เม็ดเงินอย่างมีคุณภาพ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตระยะยาว และเมื่อเอกชนกลับมาสู่ภาวะปกติแล้ว ภาครัฐจึงค่อยถอนตัวออกมา และลดบทบาทในการใช้จ่ายลง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการขาดวินัยการคลังแต่อย่างใด นโยบายการเงิน ควรมีความสอดคล้องและมีความยืดหยุ่นเพียงพอกับภาวะเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบนโยบายการเงินปัจจุบัน จะให้ความสำคัญกับทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ อาทิเช่น เมื่อความเสี่ยงด้านการขยายตัวด้านเศรษฐกิจมีมากขึ้นจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ และหากผลกระทบดังกล่าว แผ่ขยายและรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือ แรงกดดันต่อเงินเฟ้อก็จะน้อยลง และหากแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่เพิ่มขึ้น นโยบายการเงินในปัจจุบัน ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน สามารถปรับนโยบายให้เหมาะสมไปตามสภาวะของเศรษฐกิจได้ การบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ควรสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและกลไกตลาด ในช่วงที่ผ่านมาเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง การดูค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ อาจดูเสมือนว่าเงินบาทแข็ง ซึ่งในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น ต้องดูเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง และคู่ค้าด้วย ซึ่งดูได้จากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แข็งกว่าประเทศอื่นแต่อย่างใด ทางการจึงควรชี้แจงภาคเอกชน ให้เห็นชัดว่า เป้าหมายหลักของการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน คือ พยายามรักษาค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจมหภาค และเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยนัยนี้ค่าเงินบาทจึงสามารถแข็งขึ้นได้หากสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (อาทิเช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด) การที่บาทแข็งขึ้นยังเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยปรับสมดุลให้เศรษฐกิจด้วย เพราะค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานนั้น จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์การลงทุนและการบริโภคในประเทศ (สินค้าเข้าราคาถูกลง น้ำมันราคาถูกลง คนไทยรวยขึ้น) นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศมากขึ้น สุดท้ายจะช่วยสร้างความสมดุลของเศรษฐกิจ ระหว่างการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศ ** บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **
|