|
||||||||||||||
|
การเป็นสมาชิกสนธิสัญญา
ความร่วมมือด้านสิทธิบัตร
คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย สกล หาญสุทธิวารินทร์ มติชนรายวัน วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10915 การคิดค้นหรือทำสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ หรือคิดค้นปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น จะได้รับการคุ้มครองโดยผู้อื่นไม่สามารถนำการประดิษฐ์คิดค้นนั้นไปผลิตสินค้าหรือเลียนแบบได้ ผู้ประดิษฐ์คิดค้นจะต้องไปขอรับสิทธิบัตร ตามกฎหมายสิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่จะมีผลได้รับการคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากประสงค์จะได้รับการคุ้มครองในประเทศอื่น จะต้องไปยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นด้วย ในทางกลับกัน ผู้ประดิษฐ์คิดค้นในต่างประเทศ หากประสงค์จะได้รับการคุ้มครองในประเทศไทย ก็ต้องยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทยด้วย ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือเจ้าของสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตร จึงจำเป็นต้องพยายามหาความคุ้มครองในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าหรือประเทศคู่แข่ง เพื่อไม่ให้มีการลอกเลียนแบบ โดยจะต้องไปยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศที่ประสงค์จะได้รับการคุ้มครอง แต่การขอจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ มีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าใช้จ่ายในการแต่งตั้งผู้แทนเพื่อดำเนินการขอจดสิทธิบัตร และมีปัญหาในการแสวงหาข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นในการขอจดสิทธิบัตร เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้ขอจดสิทธิบัตร จึงได้มีการจัดทำสนธิสัญญาเพื่ออำนวยความสะดวก ในการยื่นขอจดสิทธิบัตรในต่างประเทศขึ้น คือสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร พ.ศ.2521 (Patent Cooperation Treaty:PCT) หลักการที่สำคัญประการหนึ่งคือ ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรฉบับเดียวครั้งเดียวในประเทศที่ผู้ยื่นมีภูมิลำเนา แต่สามารถระบุประเทศอื่นๆ ที่ต้องการให้คำขอจดสิทธิบัตรสู่การพิจารณาของประเทศนั้นได้ โดยไม่ต้องไปยื่นคำขอด้วยตนเองอีก แต่การพิจารณาให้สิทธิบัตรจะเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายของประเทศนั้นๆ ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสร้างสรรค์นวัตกรรม และการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ของผู้ประดิษฐ์คิดค้นคนไทยไม่ให้ถูกลอกเลียนแบบ สิ่งหนึ่งคือแนะนำส่งเสริมให้ไปยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศคู่ค้า และคู่แข่งให้มากขึ้น และเห็นว่าการจะเห็นการจดสิทธิบัตรของคนไทยในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ประเทศไทยต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร PCT โดยจะต้องสมัครเป็นสมาชิกอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิบัตรอุตสาหกรรม (Paris Convention for the Protection of Industrail Property 1844) ถือเป็นอนุสัญญาแม่บทก่อน เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วจะมีผลให้นักประดิษฐ์คิดค้นของไทย สามารถยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา และแจ้งขอรับความคุ้มครองในประเทศคู่ค้าคู่แข่งที่เป็นสมาชิก PCT ได้โดยไม่ต้องไปยื่นคำขอในประเทศเหล่านั้นอีก การขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของอนุสัญญาและสินธิสัญญาดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 ขณะที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของการสมัครเป็นสมาชิก หน้า 20
|