หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โอกาสธุรกิจ... จากวิกฤติโลกร้อน

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551

ปรากฏการณ์โลกร้อน ยังคงเป็นปัญหาท็อปฮิตต่อเนื่องมาในปี 2008 นี้ และดูเหมือนว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นครับ ทั้งก่อให้เกิดสภาวะอากาศแปรปรวน ภูมิประเทศได้รับผลกระทบ อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้มากมายหลายประการ และแน่นอนว่า ส่งผลทางลบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลกทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม เหรียญมีสองด้านฉันใด ภาวะโลกร้อนนี้ก็มีทั้งด้านบวกด้านลบเช่นกันครับ แต่ที่ต้องการสื่อสารกับท่านผู้อ่านนี้ มิได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้เกิดโลกร้อนมากขึ้นนะครับ เพียงแต่ว่าระหว่างที่เราต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ก็หาทางฉกฉวยประโยชน์จากปรากฏการณ์ดังกล่าวให้มากที่สุด เพื่อที่จะสะสมเงินทุนทางธุรกิจไปลบล้างปัญหาที่เกิดขึ้น และต่อสู้ให้โลกร้อนบรรเทาเบาบางลงไปได้

ดังนั้น วันนี้เราจะมามองโลกร้อนในแง่ดีที่มีต่อธุรกิจกันครับ ซึ่งหากพิจารณากันตามเหตุผลแล้ว จะพบว่าธุรกิจที่จะเติบโตนั้น ต้องสามารถจับโอกาสจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาพลังงานที่มาจากฟอสซิล เช่น น้ำมันและถ่านหิน กฎระเบียบเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวดขึ้น อาทิเช่น กฎที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอนที่ปล่อยสู่บรรยากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังหมายความรวมถึงสภาวะความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำของหลายพื้นที่ในโลก ที่มีผลมาจากสภาวะอากาศวิปริตแปรปรวนต่างๆ รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งหากธุรกิจสามารถปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็น่าที่จะได้รับผลประโยชน์สูงขึ้นจากการนี้ด้วยครับ

เริ่มจากการที่สภาวะอากาศแปรปรวน จนพื้นที่เกือบทุกส่วนของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งทำให้กระทบกับการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวในหลายประเทศ อาทิเช่น ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย อเมริกา ที่มีเค้าลางของความแห้งแล้ง จนการเพาะปลูกให้ผลผลิตตกต่ำลงมาก โดยเฉพาะไร่องุ่นที่เคยเฟื่องฟู แต่ขณะเดียวกัน กลับกลายเป็นโอกาสในของหลายพื้นที่ เพราะหลายประเทศอากาศกลับอบอุ่นขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อการเพาะปลูกได้ ก็กลายเป็นขุมทรัพย์ไปได้ครับ เช่น หลายหุบเขาในประเทศอังกฤษและแคนาดาที่อบอุ่นขึ้น และยังมีความชื้นสูง ก็กลายเป็นพื้นที่ในการเพาะปลูกไร่องุ่นแบบพรีเมียม สำหรับทำไวน์หรูหราได้เป็นอย่างดีครับ เกษตรกรเหล่านี้จึงร่ำรวยไปตามๆ กันทีเดียวครับ

หรือการที่ธุรกิจหลายอย่าง เหมาะเหม็งกับโลกร้อนพอดิบพอดี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีจุดขายด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ยิ่งอยู่ในความสนใจมากขึ้น และโดยเฉพาะยังสอดคล้องกับกฎบัตรระหว่างประเทศอย่างสนธิสัญญาเกียวโตที่กำหนดให้ประเทศต่างๆ ต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนลงเรื่อยๆ และสามารถนำไปสะสมเป็นคาร์บอนเครดิต ที่จะนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ เสมือนหนึ่งเป็นตราสารทางการเงินกันเลยทีเดียว

ดังนั้น กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการช่วยลดการปล่อยคาร์บอน จึงมีโอกาสที่จะทำเงินมหาศาล นอกจากจะขายสินค้าของตนได้แล้ว ยังอาจขายคาร์บอนเครดิตที่ตนมีอยู่ได้อีกด้วยครับ อาทิเช่น โรงงานผลิตกระดาษ ที่นอกจากจะขายกระดาษได้แล้ว ยังสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกป่าที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในอนาคตได้อีก ซึ่งหากยิ่งควบคุมการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ตนแทบไม่ปล่อยสารต้องห้ามสู่สิ่งแวดล้อมเลย คาร์บอนเครดิตจึงยังเหลืออีกมาก นำไปขายกับกิจการอื่นๆ ที่มีความต้องการอีกมากมายทั่วโลกครับ

ดังนี้แล้ว กิจการดังกล่าว เรียกว่าได้ผลประโยชน์หลายเด้งกันเลยทีเดียว ทั้งขายกระดาษที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภาพลักษณ์ดี และยังขายคาร์บอนเครดิตได้เงินกลับมาอีกด้วย โดยเจ้าคาร์บอนเครดิตนี้ นับวันมีแต่ราคาจะสูงขึ้นครับ เพราะเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ธุรกิจที่ถูกหวยเห็นๆ ก็น่าจะเป็นกิจการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดที่ไม่เกิดจากการเผาไหม้ฟอสซิลอย่างน้ำมัน หรือถ่านหินครับ ดังนั้น ธุรกิจที่บูมมาก น่าจะรวมถึง พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล หรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ เพราะมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดโรงงานพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มเติมอีกมากในทศวรรษนี้ เพราะแม้ว่าจะยังมีความกังวลถึงกากของเสียจากโรงงานนิวเคลียร์นี้ แต่ก็นับว่ายังเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ที่ประหยัดที่สุดในปัจจุบันทีเดียว ดังนั้น ธุรกิจการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ยังน่าจะมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากครับ

อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตได้อย่างดี คือ โรงงานที่ผลิตน้ำจืดเพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะโรงงานที่กลั่นน้ำทะเล เพื่อให้กลายเป็นน้ำจืด ยังเติบโตอย่างสูงในหลายๆ ภูมิภาคของโลกที่กำลังเผชิญสภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำจืด กิจการหลายแห่งที่มีโนว์ฮาวทางด้านนี้ ก็เมคมันนี่กันเพลินทีเดียวครับ

รวมถึงกิจการที่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้มุ่งเน้นทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ก็จะยิ่งฉกฉวยโอกาสจากแนวโน้มนี้ได้เป็นอย่างดีครับ ดังที่กิจการของการผลิตรถยนต์ ที่เน้นไฮเทคใหม่ๆ ทางด้านของเครื่องยนต์ ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบใหม่อื่นๆ เช่น ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และที่ใหม่ล่ามาแรง คือ พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ทางด้านแวดวงการเงินการลงทุน ก็ยังมีเอี่ยวกับแนวโน้มดังกล่าวด้วย โดยเริ่มมีการออกทั้งตราสารการเงิน จำพวก ออปชั่น อินเด็กซ์ ต่างๆ รวมถึงสารพัดกองทุนที่เน้นการลงทุน เพื่อเก็งกำไรในการเติบโตของธุรกิจทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งก็น่าจะมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ อาทิเช่น DWS Climate Change Fund ที่มุ่งเน้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งก็มีอัตราการเติบโตได้อย่างมากทีเดียวครับ

ดังนั้น อย่าลืมพิจารณาถึงกิจการใหม่ๆ ที่จะได้รับโอกาสในการเติบโตจากสภาวะเรือนกระจก และเมื่อได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมาแล้ว ก็อย่าลืมนำมาพัฒนาโลก พัฒนากิจการของเรา ให้มีความเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยนะครับ