หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินบาท : ข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรทราบ

คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย ทรงธรรม ปิ่นโต  มติชนรายวัน  วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10908

เป้าหมายของแบงก์ชาติคือ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยดำเนินนโยบายการเงิน เงินทุนเคลื่อนย้าย และบริหารอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับพอสมควร ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ประเทศควรที่จะผลิตได้ และที่สำคัญคือต้องมีเสถียรภาพ

ทิศทางค่าเงินบาทอ่อน หรือแข็ง มีทั้งกลุ่มคนที่ได้และเสียเสมอ การพยายามทำให้เงินบาทแข็งหรืออ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ก็เหมือนกับการบิดเบือนตลาดที่จะไม่ส่งผลดีในระยะยาว หน้าที่ของธนาคารกลางที่ดีจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า สามารถทำเงินบาทให้อ่อนหรือแข็ง

ขณะนี้เรามีข้อมูลของปี 2550 แล้ว 11 เดือน และเชื่อว่าในปี 2550 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ใกล้ร้อยละ 5 โดยการส่งออกที่ขยายตัวถึงร้อยละ 18 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อยังคงไม่สูงกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของเราแข่งขันกับเขาได้

ซึ่งแน่นอนว่า เป็นผลงานร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชน สะท้อนให้เราเห็นว่า การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจมหภาคได้ดีพอสมควร

ข้อเท็จจริงประการแรก: ธรรมชาติของอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราแลกเปลี่ยน คือ ราคาของเงินตราต่างประเทศ หนึ่งหน่วย เช่น 33 บาทต่อดอลลาร์ ก็คือราคาของดอลลาร์ หนึ่งหน่วยในรูปของเงินบาท เมื่อเงินบาทคือราคาของอย่างหนึ่ง จึงถูกหรือแพงได้ตามกลไกตลาด ซึ่งกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน

ข้อเท็จจริงที่ 2: บาทแข็งจริงไหม

สำหรับในปีที่ผ่านมา จากข้อมูลบอกเราว่า ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งมากนัก โดยเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ.แข็งขึ้นประมาณร้อยละ 6.3 เทียบกับฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ที่แข็งขึ้นร้อยละ 18.7 12.0 6.2 6.7 และ 6.2 ตามลำดับ พูดง่ายๆ คือ ทุกสกุลแข็งขึ้นหมด จากที่เงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนลงจากความไม่สมดุลในประเทศเขา และปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในตลาดที่อยู่อาศัยที่ทราบกันอยู่ ประกอบกับแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ก็เกินดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย

จากข้อมูล Bank for International Settlements (BIS) พบว่าใน ณ สิ้นปี 2550 เทียบกับ ณ สิ้นปีก่อน NEER ของเงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.1 เทียบกับประเทศในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินเดีย มาเลเซีย จีน หรือสิงคโปร์ ที่ NEER เขาแข็งค่าขึ้นร้อยละ 14.2 6.9 1.6 1.6 และ 1.2 ตามลำดับ หรือแม้กระทั่งดูในรูปของดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER ซึ่งก็คือ NEER ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยเงินเฟ้อของแต่ละประเทศแล้ว) ก็ยังพบว่า ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงยังแข็งน้อยกว่าเพื่อนบ้านอยู่ดี นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาที่เราต้องการดูว่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งและกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดจึงต้องดูจาก NEER ไม่ใช่ดูเพียงค่าเงินบาทต่อดอลลาร์เท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่ 3: หลังช่วงปีใหม่ค่าเงินบาทเป็นอย่างไร

ตั้งแต่วันที่ 2-11 ม.ค. 2551 เงินบาทต่อดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าประมาณร้อยละ 1.6 แข็งกว่าเงินหยวน และใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งลักษณะนี้ก็ไม่น่าจะกระทบต่อ NEER จนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

สุดท้าย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ กำหนดให้แบงก์ชาติจะต้องประสานงานและรายงานข้อมูลให้ ทั้ง รมว.คลัง และ ครม. ทราบเป็นระยะ ซึ่งคาดหมายในทางที่ดีได้ว่า ในอนาคตจะมีช่องทางในการสื่อสารและการผสมผสานด้านนโยบาย ที่จะช่วยลดความสับสนของภาคเอกชนจากการสื่อสารด้านนโยบาย ผ่านสื่อสาธารณะลงได้

หน้า 20