|
||||||||||||||
|
จีน-สหรัฐในศักราชใหม่
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1431 มีข่าวใหญ่แต่เงียบในบ้านเราเกิดขึ้น ช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐบาลจีนตัดสินใจไม่อนุญาตให้กองเรือสหรัฐเทียบท่าที่ฮ่องกง นี่ไม่ใช่เรื่องที่ตีความกันตื้นๆ ว่า กองเรือสหรัฐสร้างความน่ารำคาญให้กับทางการจีน หรือในด้านกลับ การตัดสินใจของทางการจีนสร้างความผิดหวังให้รัฐบาลสหรัฐ เหตุการณ์นี้แท้จริงแล้ว หมายถึง ตัวบ่งชี้ให้เห็นสภาพแวดล้อมที่มีผลต่ออำนาจทางทะเลของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเลยทีเดียว ข้อตกลงที่เปลี่ยนไป ปี1997 ขณะที่สหราชอาณาจักรอังกฤษกำลังเตรียมการส่งมอบอธิปไตยเหนือฮ่องกงคืนกลับสู่จีน มีการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการคงไว้ซึ่งสถานะภาพฮ่องกงในฐานะท่าเรือสากลเพื่อการขนส่ง ทางการจีนได้ให้สิทธิในการปฏิเสธการใช้ท่าเทียบเรือต่างๆ แก่ฮ่องกง ในทางกลับกัน นักเจรจาตะวันตกก็ได้รับหลักประกันว่า สิทธิที่จะใช้ท่าเทียบเรืออย่างสม่ำเสมอ จะได้รับการอนุมัติจากทางการจีนโดยไม่ชักช้า ทุกปี กองเรือจำนวนมหาศาลจากทั่วทุกสารทิศทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเทียบท่าที่ฮ่องกง หนึ่งในจำนวนนั้น มีกองทัพเรือสหรัฐซึ่งในแต่ละปีกองทัพเรือสหรัฐมาใช้ท่าเรือที่ฮ่องกงประมาณ 50 ครั้ง อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นในปลายเดือนพฤศจิกายน เรือเก็บทุ่นระเบิดสหรัฐ 2 ลำที่ทำหน้าที่เป็นปกติในทะเลจีนใต้ น้ำมันกำลังจะหมดจึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากทางการจีนไปที่ฮ่องกง เพราะช่วงนั้นกำลังอยู่ในช่วงพายุ และต้องการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ได้รับการปฏิเสธ ช่วงระยะเวลาใกล้ๆ กัน เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk และกองเรือสนับสนุนอีก 5 ลำมีกำหนดการณ์เข้าเทียบท่าที่ฮ่องกง มีการดำเนินการติดต่อล่วงหน้าเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จีนให้การรับรองแล้ว แต่พอจะเข้าเทียบท่า เจ้าหน้าที่จีนวิทยุบอกว่า การอนุญาตถูกยกเลิก กองเรือสหรัฐจึงบ่ายหน้าไปที่ญี่ปุ่น และได้รับอนุญาตให้เทียบท่าได้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน Jang Jiechi ได้อธิบายคราวที่พบปะกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด เพราะเกิดจากการสื่อสารที่แย่ อีก 2 วันต่อมา ระหว่างการแถลงข่าวที่ปักกิ่ง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน Liu Jianchao กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวว่า คำอธิบายของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนไม่ถูกต้อง เขายืนยันว่า เหตุการณ์กองเรือรบสหรัฐไม่ได้เป็นการติดต่อสั่งการที่ผิดพลาด แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการกระทำต่างๆ ของสหรัฐ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนชี้ว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐถูกรบกวนและแย่ลง เพราะรัฐสภาสหรัฐได้มอบรางวัลแก่ ดาไล ลามะ ซึ่งรัฐบาลจีนถือว่าเป็นตัวการสร้างความแตกแยกให้กับจีน มีข้อสงสัยมากมายว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ขายอาวุธให้ไต้หวัน แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจจะมีอะไรมากกว่านี้ในกรณีกองเรือสหรัฐเข้าเทียบท่าฮ่องกงไม่ได้ เรื่องข้อขัดแย้งต่างๆ ที่ไล่เรียงมาเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สั่งสมมา หลายเรื่องเป็นท่าทีเก่าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทางการจีน อะไรที่มากกว่านั้นคือ ดุลยภาพทางอำนาจในเอเชียตะวันออก ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ มีการตั้งข้อสงเกตว่า เหตุการณ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ เป็นเหตุการณ์ล่วงหน้าที่ก่อตัวขึ้นก่อนเข้าสู่ ช่วงความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และความร่วมมือลดน้อยลงของจีน-สหรัฐ มองอย่างผิวเผินนี้ อาจจะเป็นการตอบโต้กันระหว่างแบบ นโยบายตาต่อตา ฟันต่อฟัน ระหว่างสองฝ่ายก็ได้ แต่มองให้กว้างขึ้น เหตุการณ์ล่วงหน้านี้อาจจะก่อผลกระทบที่กว้างใหญ่กว่าและไม่ใช่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว ผลกระทบในวงกว้างตามที่นักการทหารวิเคราะห์กันคือ ความสามารถของสหรัฐในการคาดการณ์พลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตน แนวคิดผู้มีส่วนได้เสียที่มีความรับผิดชอบ (responsible stakeholder) และดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะเห็นได้ว่า ผลที่เกิดขึ้นกระทบต่อโครงสร้างอำนาจของสหรัฐจริงๆ การสถาปนาอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ลดน้อยลงมากกว่าเกิดจากข้อขัดแย้งเล็กๆ เช่นปัญหาการจอดท่าเรือของเรือรบ USS Kitty Hawk ดังกล่าวข้างต้น ความจริงแล้ว แผนงานสถาปนาอำนาจในภูมิภาคนั้น นักวางแผนทางยุทธศาสตร์การทหารสหรัฐ ไม่ได้ออกแบบไว้ให้แผนงานปฏิบัติการทางทหารต้องได้รับการสนับสนุนจากทางการจีน ตามแนวความคิดเรื่อง ผู้มีส่วนได้เสียที่รับผิดชอบ อันเป็นแนวคิดที่มาจากอดีตรัฐมนตรีสหรัฐ Robert Zoellick ในด้านหนึ่ง จีนเองก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเป็นแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากระบบโลก กล่าวคือ เมื่อจีนได้รับผลเสียหายจากการการสถาปนาอำนาจของตนขึ้นมา จีนก็ไม่ต้องเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไป ประเทศจีนจะเป็นเพียงประเทศหนึ่งผู้ให้การสนับสนุนทางด้านการทหารและทางยุทธศาสตร์ต่างๆ เท่านั้น แต่นี่จีนเริ่มต้นด้วยการละเมิดกฎเกณฑ์ทั่วไปจากกรณีเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือ การไม่ยินยอมให้ความช่วยเหลือเรือรบสหรัฐ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางทะเล ที่น่าสนใจคือ เรื่อง ดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เหตุการณ์เล็กๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐก่อนหน้านั้น กลับเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจในเอเชียตะวันออก กองทัพเรือสหรัฐได้สูญเสียความสามารถในการเข้าเทียบท่า ในดินแดนของประเทศจีน ในเวลาเดียวกัน กองทัพเรือของจีนได้ใช้ความสามารถเข้าไปเทียบท่าในดินแดนของประเทศญี่ปุ่น เท่ากับว่า เขตแดนของ พื้นที่อิทธิพล ของสหรัฐกำลังถดถอยลง ในขณะที่ พื้นที่อิทธิพล ของจีนกำลังเพิ่มขึ้น การฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกให้ภาพแก่เราว่า กรณีเรือรบ USS Kitty Hawk ถูกพิจารณาอย่างสำคัญจากเจ้าหน้าที่ทางการจีน การที่จีนเป็นสมาชิกในองค์กรทางทหารที่เรียกว่า Shanghai Cooperation Organization แล้วทางการจีนไม่เห็นด้วยกับการจอดที่ท่าเรือฮ่องกง กองเรือนี้มีแผนงานทางทหารปฏิบัติการ ในประเทศอัฟกานิสถานอยู่ด้วย ดังนั้น กรณี USS Kitty Hawk จึงเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธ การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอัฟกานิสถาน และการแสดงตัวของสหรัฐในเอเชียกลางทั้งหมด USS Kitty Hawk ยังเป็นสัญลักษณ์ของการไม่เห็นด้วยอีกอันหนึ่งที่ดำเนินมายาวนานพอสมควร กล่าวคือ ในปี 1994 กองเรือ USS Kitty Hawk เป็นเครื่องมือทางทหารกดดันความขัดแย้งในไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ ในปี 1998 กองเรือนี้ได้แสดงธงถึงความพยายามของสหรัฐในการรักษาสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน นั่นคือ กองเรือนี้เป็นสัญลักษณ์ทางการทหารโดยตรงต่อความพยายามเหนี่ยวรั้งจีนเพื่อไต้หวัน การปฏิเสธกองเรือ USS Kitty Hawk และการร่วมมือกับญี่ปุ่นของสหรัฐ ให้ภาพการเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพทางอำนาจในเอเชียตะวันออก แม้ว่าดุลอำนาจในบริเวณนี้ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม กรณีการจอดเทียบท่าเรือจึงเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ต้องการคำตอบในอนาคต คำถามนี้ดูเหมือนฉายแสงอ่อนๆ ต่อคำตอบในประเด็นปัญหาใหญ่ในกรณีไต้หวัน ญี่ปุ่น และหมู่เกาะสแปตลีย์ จะเห็นได้ว่า พื้นที่อิทธิพล ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกกำลังเปลี่ยนแปลงไปมาก หากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ กระแทกกระทั้นมากๆ บ่อยๆ เข้า สิ่งนี้จะชี้ให้เห็นการดำรงอยู่ของมหาอำนาจจีนและสหรัฐได้ทีเดียว ศักราชใหม่ของสองมหาอำนาจ เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงของ พื้นที่อิทธิพล ที่จะส่งผลต่อทุกประเทศในภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยที่กำลังจินตนาการและวิตกจริตเรื่อง มือสกปรกที่มองไม่เห็น หน้า 38
|