หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทำบุญ

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1431

เพื่อนที่ประจวบฯ เล่าถึงบางคนที่เข้าร่วมการประท้วงในที่ต่างๆ แล้วทำให้ผมคิดถึง "เนื้อนาบุญ" ที่เปลี่ยนไป

เขาเล่าถึงหญิงชราคนหนึ่งที่บางสะพาน เธอคัดค้านการขยายโรงถลุงเหล็กในพื้นที่ เพราะแม้แต่ที่หลอมเศษเหล็กอยู่ในทุกวันนี้ เธอก็รู้สึกเดือดร้อนอยู่แล้ว ถ้าปล่อยให้ขยายเป็นโรงถลุงเหล็กกล้าจากแร่ บ้านเกิดเมืองนอนของเธอคงพินาศย่อยยับไม่เหลือ

(ขนาดจีน ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงด้านสิ่งแวดล้อมเอาเลย ยังไม่ปล่อยให้ทำโรงถลุงเหล็กติดชุมชนอย่างนั้น)

คุณยายจึงเข้าร่วมกับชาวบ้านประท้วงโรงถลุง โดยไปตั้งแคมป์บนพื้นที่สาธารณะใกล้กับป่าพรุ เพื่อเฝ้าระวังมิให้โครงการชิงเอาพื้นที่ป่าพรุไปใช้ เพราะชาวบ้านใช้ประโยชน์จากป่าพรุหลากหลายอย่าง นอกจากเป็นแหล่งอาหารของคนแล้วยังเป็นแหล่งอาหารของปลาในทะเลอีกด้วย ไปตั้งแคมป์ก็เพื่อเฝ้าระวัง

คุณยายมีฐานะค่อนข้างดี เพราะลูกชายเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มีรถเบนซ์ขี่ แต่คุณยายกลับมานอนกลิ้งเกลือกในแคมป์เกือบทุกคืน เพราะมาร่วมประชุมกับชาวบ้านอยู่เสมอ

ส่วนลูกชายก็รักคุณแม่มาก จึงหมั่นเข้ามาค้างด้วยหรืออย่างน้อยก็มาดูแลคุณแม่อยู่เสมอ จนกลายเป็นสมาชิกของกลุ่มประท้วงไปโดยปริยาย เพราะได้รับฟังข้อมูลที่สมาชิกนำมาแบ่งปันกันอยู่ตลอด

แม้การมาร่วมประชุมและนอนค้างในแคมป์เป็นความยากลำบาก ไหนจะยุง, ไหนจะที่หลับที่นอนอันไม่สบาย, ไหนจะห้องน้ำห้องท่า ฯลฯ แต่คุณยายก็ชอบ และบอกว่ามีความสุข คุณยายอธิบายการกระทำของตัวว่าเป็นการ "ทำบุญ"

เช่นเดียวกับที่ทับสะแก ซึ่งชาวบ้านกำลังคัดค้านต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. การติดต่อให้ข้อมูลของแกนนำคนหนึ่ง ทำให้ได้โอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณยายอีกคนหนึ่งซึ่งมีฐานะดีถึง 2 ชั่วโมง

แกนนำคนนั้นซึ่งคุยถึง "อนาคต" ของทับสะแก ซึ่งเปิดให้คนทุกฝ่ายมีโอกาสเติบโตใน "อนาคต" นั้นตามศักยภาพของตน ไม่ว่าจะเป็นการประมง, ธุรกิจที่เนื่องกับสัตว์น้ำ, การท่องเที่ยว, ฯลฯ แน่นอนว่าย่อมจะดีกว่าการวาง "อนาคต" ไว้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งจ้างงานคนจำนวนน้อยนิดเดียว ในตำแหน่งงานต่ำๆ แล้วทำลายทรัพยากรที่เหลือทั้งหมดจนคนทับสะแกหมดโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง

แกนนำคนนั้นจึงถือโอกาส "บ่น" ให้ฟังถึงความเสื่อมโทรมของหาดแห่งหนึ่ง ว่ากลายเป็นแหล่งสกปรกรกรุงรังด้วยขยะ จนไม่น่ามอง เท่ากับศักยภาพของคนที่อยากจะหากินกับการท่องเที่ยวในอนาคต ถูกปิดกั้นไปส่วนหนึ่ง

คุณยายคนนั้นซึ่งไม่เคยย่างกรายไปที่ชายหาดแห่งนั้นนานแล้ว ไม่เชื่อหูตนเอง จึงสั่งลูกน้องให้พาไปดู ก็พบความสกปรกโสมมด้วยขยะเกลื่อนกล่นอยู่เต็มไปหมด คุณยายกลับมา แล้วสั่งคนงานชาวพม่า ไปทำความสะอาดหาดดังกล่าวจนเรี่ยม แล้วกำหนดให้ต้องกลับไปทำความสะอาดครั้งละ 1 ชั่วโมงทุกสามวัน สามีของคุณยายมีหน้าที่ขับรถพาคนงานไปทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

คุณยายอธิบายการกระทำของตัวว่า มีความสุขที่ได้ทำเพราะเป็นการ "ทำบุญ" เช่นกัน บังเอิญแกนนำคนดังกล่าวเป็นเพื่อนกับประธาน อบต. คนใหม่ซึ่งต้องรับผิดชอบหาดนั้นตามหน้าที่ จึงยุให้ อบต. เก็บเงินค่ารักษาความสะอาดจาก? รีสอร์ทต่างๆ แถวนั้นเป็นรายเดือน แล้ว อบต. ก็จัดหาถังขยะมาวาง รวมทั้งเก็บไปขจัดให้ใช้ได้ตลอดเวลาด้วย เป็นการขยายการ "ทำบุญ" ไปให้กว้าง

ผลบุญของคุณยายปรากฏให้เห็นโดยไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะเวลานี้ชาวบ้านในตลาดและที่อื่นๆ พากันนำลูกหลานออกไป "ปิกนิก" ที่หาดนั้นเป็นประจำ แม้นำอาหารไปกินร่วมกันในหมู่ครอบครัวเครือญาติ ความสะอาดของหาดทำให้ไม่กล้าทิ้งถุงพลาสติคกลาดเกลื่อน ต้องช่วยกันนำเอาไปทิ้งถังขยะ ลูกหลานเด็กเล็กได้เรียนรู้การรักษาประโยชน์สาธารณะร่วมกัน จนกลายเป็นนิสัยติดตัวไปภายหน้า โดยไม่ต้องอาศัยคำขวัญของครูใหญ่ หรือรัฐมนตรีศึกษา หรือนายกรัฐมนตรีเลย

"ทำบุญ" กันเป็นนิสัยไปเอง

คงเดาได้นะครับว่า ผมติดใจคำอธิบายการกระทำเหล่านี้ด้วยคำของคุณยายทั้งสองว่า "ทำบุญ"

อะไรคือ "บุญ" ในทัศนะของคุณยายทั้งสอง

ประการแรก การกระทำของคุณยายทั้งสองนั้นไม่ได้มุ่งประโยชน์ส่วนตน ในทางเศรษฐกิจ คุณยายก็มีฐานะดีเกินกว่าจะหวังผลกำไรจากการกระทำที่ไม่ "คุ้มทุน" อย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้

ในทางสังคม คุณยายคนที่สองอาจตกเป็นเป้าแห่งความหมั่นไส้ของชาวบ้านซึ่งสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเปล่าๆ ในขณะที่คุณยายคนแรกทำอะไรล้ำไปกว่าคนในแวดวงคุณยายในตลาด ซึ่งแม้คัดค้านโครงการโรงถลุงเหล็กเหมือนกัน แต่ก็เพียงแต่แอบสนับสนุนโดยไม่แสดงตัว

และไม่เหมือนธนาคารต่างๆ นะครับ คุณยายทั้งสองไม่ได้ตั้งเงื่อนไขให้ปักป้ายโฆษณาการ "ทำดี" ของตัวเลย

คุณยายทั้งสองไม่ได้คิดจะแข่งเป็นนายกเทศมนตรีหรือ ส.ท. ด้วย จึงไม่ได้หวังผลอะไรทางการเมือง

ประการที่สอง การกระทำของคุณยายนั้นก่อให้เกิดสำนึกความเป็นเนื้อเดียวกัน (solidarity) กับคนอื่น แถมเป็นคนอื่นซึ่งคุณยายไม่ได้รู้จักมักคุ้นมาก่อนด้วย พูดภาษาสมัยใหม่คือเกิดชุมชนใหม่ซึ่งกลืนเอาคุณยายไปเป็นส่วนหนึ่ง คือมีสำนึกร่วมกัน ได้พบปะพูดจาหรือทำอะไรที่เกื้อกูลประโยชน์หรือเป้าหมายร่วมกัน อันเป็นเป้าหมายที่อยู่สูงเกินประโยชน์ส่วนตน

สำนึกอย่างนี้แหละครับที่ทำให้เกิดความสุขหรือความอิ่มเอมใจ อย่างที่การ "ทำบุญ" พึงนำมาให้

โดยเฉพาะกรณีคุณยายที่บางสะพาน ผมเดาเอาว่าในฐานะคนตลาด และธุรกิจที่ครอบครัวทำ ท่านคงไม่เคยรู้จักมักจี่กับชาวบ้านกลุ่มผู้ประท้วงอื่นๆ ที่สมัครใจไปชุมนุมกันในพรุมากนัก เพราะส่วนใหญ่อยู่ในกิจการประมงและเกษตรกรรม คุณยายคงกินปลาที่ไม่เคยเห็นหน้าคนจับ ไม่เห็นหน้าทางตาและไม่เห็นหน้าทางใจด้วยนะครับ กินพืชผักทั้งจากการเพาะปลูกหรือการเก็บจากพรุ โดยไม่เคยรู้หรือสนใจจะรู้ว่ามันมาจากไหน ใครปลูกหรือเก็บมา

ก็เหมือนกับคนในสังคมปัจจุบันทั่วไปแหละครับ คือเผชิญหน้ากับอาหารโดยตรง-ปลา, หมู, เห็ด, เป็ด, ไก่, ข้าว, ผัก-ในตลาดหรือซูเปอร์ฯ โดยมองไม่เห็นคนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น

แต่การที่คุณยายได้มาร่วมประท้วงต่อต้านกับชาวบ้านอื่นๆ สำนึกความเป็นเนื้อเดียวกันของคุณยายเกิดขึ้นกับคน มองเห็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงรัดรึงมนุษย์ทั้งโลกหรือชีวิตทั้งชีวิตเข้าหากัน เป็นสำนึกให้เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของคนอื่นๆ-ตัวเราเล็กลงไปแยะเลยนะครับ- และด้วยเหตุดังนั้นจึงเกิดความสุขอิ่มเอมใจ อย่างที่ไม่อาจเกิดได้ในชีวิตปรกติ

โดยไม่อ้างพระบาลีสักคำเดียว (เพราะไม่มีความรู้จะอ้างได้) ผมคิดว่านี่คือหัวใจของการ "ทำบุญ" ในพระพุทธศาสนา (และคงศาสนาอื่นๆ ด้วย)

การที่ถือกันว่าพระภิกษุเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ก็เพราะพระภิกษุ (โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล) ไร้อำนาจทางโลก, ไร้ทรัพย์สมบัติ, ไร้เกียรติยศทางสังคม ฯลฯ ทำทานกับท่านก็ไม่อาจหวังอะไรตอบแทนได้เลยสักอย่าง ไม่ใช่ทำทานเพื่อถูกหวย, เพื่อขึ้นสวรรค์, หรือเพื่อให้สังคมยอมรับ หวังเพียงแต่ว่า ทานที่ตัวให้นั้นจะเป็นปัจจัยให้ภิกษุได้บรรลุธรรม อันเป็นอุดมคติที่ตัวนับถือเช่นกันเท่านั้น

ไม่มีประโยชน์ส่วนตัวเจือปนอยู่ในทานนั้น จึงถือเป็นทานอันบริสุทธิ์ และพระภิกษุเป็น "เนื้อนาบุญ" อันประเสริฐ ปลูกอะไรลงไปก็ได้ผลทันตา คือความสุขอิ่มเอมใจที่ได้ทำอะไรให้แก่คนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนแต่อย่างใด

อีกด้านหนึ่งของอานิสงส์ของบุญคือ ความสำนึกถึงคนอื่นๆ หรือสำนึกถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงของชีวิตตัวกับสิ่งอื่นๆ พูดแบบพุทธก็คืออิทปัจจยตา วิธีคิดอย่างนี้ทำลายความเห็นแก่ตัว ทั้งในความหมายว่าไม่เอาเปรียบคนอื่นและสิ่งอื่น และในความหมายว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอัตตาตัวเอง แค่สำนึกว่าตัวเองเล็กลงไปเท่านั้น ก็ก่อให้เกิดความสุขสงบอิ่มเอมใจ

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสำนึกชุมชนเป็นบุญครับ และในสมัยก่อนนั้น วัดเป็นตัวแทนของชุมชนที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง การทำบุญกับวัดจึงให้สำนึกด้านนี้สูง เช่น ซ่อมกุฏิหลวงพ่อนั้น ที่จริงเขาก็รู้ว่าไม่ใช่เพื่อตัวหลวงพ่อโดยตรง เพราะท่านชรามากแล้ว คงอยู่อีกไม่นาน แต่กุฏิหลวงพ่อจะเป็นกุฏิของสมภารตลอดไปต่างหาก

งานบุญที่วัด ไม่ว่าจะเป็นเทศน์มหาชาติ, แข่งเรือ, หรือทอดกฐิน ก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสำนึกชุมชนทั้งนั้น ไม่ใช่เพื่อสะเดาะเคราะห์, หาเงินเข้าวัด, หรือทำการตลาดให้หลวงพ่อบางรูป

ที่ได้ยินบ่นกันว่า การ "ทำบุญ" ในพระศาสนาเวลานี้เสื่อมไปหมด เพราะทำแล้วไม่ได้ "บุญ" ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในวัดเอง วัดไม่สามารถจับหัวใจของ "บุญ" ได้ ซ้ำยังไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งก่อให้เกิดการแยกตัวของคนออกเป็นปัจเจกชนโดดเดี่ยว จึงไม่รู้ว่าจะจัดการ "ทำบุญ" อย่างไร

ได้แต่ลอกเลียนพิธี "ทำบุญ" ซึ่งมีมาแต่อดีตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพิธีเหล่านั้นไร้ความหมาย (ที่จะสื่อพุทธธรรม) ในปัจจุบันไปแล้ว โดยไม่รู้จักปรับปรุงดัดแปลงให้คงความหมายที่แท้จริงของการ "ทำบุญ" ในพระพุทธศาสนาเอาไว้

ผมเพิ่งได้เห็นโฆษณาของวัดอะไรไม่ทราบว่า จะมีการเข้าปริวาสกรรม "ขั้นอุกฤษฎิ์" ในวันที่เท่านั้นเท่านี้ เชิญชวนผู้คนมา "ทำบุญ" กัน แต่ละป้ายที่ติดอยู่ข้างถนน ก็ยิ่งย้ำให้ผมเห็นว่าพระภิกษุกำลังกลายเป็นโยคีหรือสาธุในอินเดียไปทุกทีแล้ว

หน้า 25