|
||||||||||||||
|
เกาะรั้วตลาดน้ำมันโลก
คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3968 (3168) ในวันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ Light Sweet Crude ในตลาดนิวยอร์กได้ปรับตัว ทำสถิติสูงสุดสู่ระดับ 100.09 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะปรับตัวลดต่ำลงในช่วง ปิดตลาด และปรับตัวลงอีกเล็กน้อยในช่วง วันศุกร์ที่ 4 มกราคม เป็นการปรับตัวของราคาน้ำมันที่น่าตกใจครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในต้นปี พ.ศ.2545 หรือราว 6 ปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดนิวยอร์กยังอยู่ที่ระดับประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นี่ถือได้ว่าเป็นการ ปรับตัวขึ้น 5 เท่าตัวในระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปี การทะยานขึ้นของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องยาวนานในรอบนี้มีความน่าสนใจมากครับ โดยถึงแม้หลายคนจะต่อว่านักเก็งกำไรราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีส่วนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ปัจจัยพื้นฐานแวดล้อม ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยต่อการปรับตัวของราคาน้ำมันในรอบนี้ โดยในบทความนี้ผมจะพูดถึงเฉพาะปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้เท่านั้น โดยปัจจัยพื้นฐานที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจจีนและอินเดีย การขยายตัว ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ย่อมนำมา ซึ่งความต้องการในการบริโภคน้ำมันด้วยเช่นกัน ระบบเศรษฐกิจทั้งสองยังดูเหมือนจะซ้ำเติมสภาวะของตลาดน้ำมันโลกเข้าไปอีก ด้วยการควบคุมราคาน้ำมัน ไม่ให้ปรับตัวไปตามราคา ในตลาดโลก โดยประเทศจีนเพิ่งจะมีการประกาศ ขึ้นราคาน้ำมันราว 10 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการประกาศขึ้น ครั้งแรกในรอบปีกว่าๆ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นการพุ่งทะยานของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่แล้ว ส่วนรัฐบาลประเทศอินเดียก็มีมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลอย่างสุดความสามารถผ่านบริษัทน้ำมันที่รัฐเป็นเจ้าของ สำหรับประเทศจีนนั้นรัฐบาลไม่ต้องการ ปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะไปกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ของประเทศ ซึ่ง ณ เวลาปัจจุบันก็อยู่ในระดับ ที่สูงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว ส่วนในประเทศอินเดียก็เหมือนกับในประเทศไทยครับ ที่มาตรการตรึงราคาน้ำมันเป็นมาตรการที่ได้รับความนิยมจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นอย่างมาก เศรษฐกิจก็ดี รายได้ก็เพิ่ม ราคาน้ำมันก็ยังคงที่ จึงไม่น่าแปลกใจครับที่การขยายตัวของ การบริโภคน้ำมันในสองประเทศนี้ จึงอยู่ในระดับ ที่สูงมาก ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะพุ่งทะยานขึ้นเพียงใดก็ตาม ปัจจัยทางด้านความต้องการบริโภคน้ำมันอีกประการหนึ่ง ซึ่งดูจะได้รับความสนใจมากขึ้น ในระยะหลังเห็นจะมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของระบบเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ ในตะวันออกกลาง อย่างที่เราทราบกันดีว่า กลุ่มประเทศใน ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ระบบเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ เหล่านี้จึงได้รับผลดีจากการพุ่งทะยานขึ้นของ ราคาน้ำมัน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ แข็งแกร่งรวมทั้งดุลการค้าของประเทศเหล่านี้ ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยผลักดันอีกประการ ในกลุ่มประเทศเหล่านี้นั่นคือ การที่พวกเขาผูกติด ค่าเงินของพวกเขาไว้กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับหนึ่งของพวกเขา การผูกติดค่าเงินทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องดำเนินนโยบายการเงินไปในทิศทางเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่สามารถรักษาระดับค่าเงินที่ประกาศเอาไว้ได้ ทีนี้มาตรการทางการเงินที่จะลดความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจลงก็ไม่สามารถประกาศใช้ได้ จึงส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ พุ่งร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก อัตราเงินเฟ้อของบางประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ที่พุ่งสู่ระดับ 8-12 เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อนับรวมเข้ากับมาตรการตรึงราคาน้ำมันในกลุ่มประเทศเหล่านี้ อัตราการบริโภคน้ำมัน จึงพุ่งทะยานขึ้นเช่นเดียวกับกรณีของประเทศจีนและอินเดีย นอกจากการขยายตัวของการบริโภคน้ำมันในจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแล้ว ระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและของโลกเอง ก็ดูเหมือนจะดูดซับผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันได้ดีพอสมควร จะเห็นได้จากการ ปรับขึ้นของราคาน้ำมันเกือบสามเท่าตัวใน ช่วงก่อนหน้าจนถึงช่วงกลางปีก่อน แทบจะไม่ส่งผลระคายเคืองต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเลยครับ (เพิ่งจะเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรมเมื่อไม่นานมานี่เอง) มีคำอธิบายจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Olivier Blanchard และ Jordi Gali จากบทความชื่อ The macroeconomic effects of oil price shocks : Why are the 2000s so different from the 1970s ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาพึ่งพาน้ำมันต่อ 1 หน่วย GDP ต่ำลงมาก เนื่องจากมีการปรับตัวเข้าหาทางเลือกต่างๆ ที่ประหยัดน้ำมันและไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่เพียงแต่ปัจจัยทางด้านความต้องการบริโภคที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในขณะนี้ครับ ปัจจัยทางด้านการผลิตก็ดูเหมือนจะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และการคาดการณ์ต่อการขยายตัว ของเศรษฐกิจโลกที่ผิดพลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้บริษัทผลิตน้ำมันต่างๆ ไม่ได้วางแผนเตรียม ขยายกำลังการผลิตเอาไว้ในช่วงทศวรรษก่อน ในช่วง 10 ปีก่อนซึ่งประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ ไม่มีใครคาดคิดว่าการเติบโตของ ระบบเศรษฐกิจจีนและอินเดียจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้ บริษัทผลิตน้ำมันไม่ได้เตรียมแผนการลงทุนทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ หรือการสำรวจสถานที่ในการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม ดังนั้นเราจึง เห็นการขยายตัวทางด้านการผลิต ที่เชื่องช้าจากบริษัทผลิตน้ำมันต่างๆ ของโลก ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับ ณ เวลาปัจจุบันแล้วก็ตาม รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon-Mobil ปรับตัวลดลงราว 10 เปอร์เซ็นต์ ผลกำไรโดยเฉลี่ยของยักษ์ใหญ่ต่างๆ ในวงการน้ำมันปรับตัวลดลงเฉลี่ย ราว 15 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการปรับตัวลดลง ในกำลังการผลิตราว 3.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่วนที่เหลือเป็น ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำมันต่อบาร์เรล ที่เพิ่มสูงขึ้น กระแสชาตินิยมในกลุ่มประเทศเจ้าของบ่อ น้ำมัน มีส่วนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องใช้ ความพยายามที่เพิ่มมากขึ้นในการเข้าไปสำรวจและขุดเจาะบ่อน้ำมันที่ขุดเจาะขึ้นมาง่ายๆ และทำให้พวกเขาต้องหันไปผลิตน้ำมันดิบจากแหล่ง ที่ใช้ต้นทุนสูงในการผลิต อาทิ ในทะเลลึกแถบ อ่าวเม็กซิโก และทรายน้ำมันในเมืองแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา เป็นต้น ส่วนประเทศผลิตน้ำมันบางประเทศก็มีปัญหาในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การขาดการลงทุน อย่างต่อเนื่องในการสำรวจแหล่งผลิตน้ำมันใหม่ๆ ในประเทศเม็กซิโก ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศรัสเซีย และปัญหาคอร์รัปชั่นและการเผาทำลายท่อส่งน้ำมันในประเทศไนจีเรีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เราจะประสบกับปัญหาทางด้านปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ดังที่ได้แสดงไว้ข้างต้น รายงานจากกลุ่มโอเปกก็ได้ระบุว่า ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวราคาน้ำมันดิบก็ไม่ควรจะพุ่งสูงแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างเช่นที่เป็นอยู่ ตัวการสำคัญในขณะนี้น่าจะอยู่ที่การเก็งกำไรราคาน้ำมันดิบจากนักเก็งกำไรทั่วโลก ที่ไม่สามารถหันไปหาเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือตลาดหุ้นดาวโจนส์ได้ ก็เลยทำให้ต้องเข้าถือน้ำมันและทองคำ อย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าแรงเก็งกำไรจะลดลงไป ในระยะเวลาอันใกล้ครับ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวในเขตประเทศซีกโลกเหนือ โดยบริษัท Goldman Sachs ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบน่าจะอ่อนตัวลงมา สู่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งภายในเดือนเมษายนนี้ จะถูกจะผิดอย่างไรต้องติดตามดูกันต่อไป ถึงแม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่ผมได้พูดถึงไปแล้วจะ ยังบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันดิบคงจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกสักพัก แต่เราก็เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แล้ว เราเริ่มเห็นการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก และการลงทุนในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยังมีรายงานการสำรวจพบน้ำมันตามสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแหล่ง Tupi ที่ถูกสำรวจพบใหม่ ในประเทศบราซิล หรือทรายน้ำมันของเมือง แอลเบอร์ตาในประเทศแคนาดา อย่างไรก็ตาม เราคงจะต้องเสียเวลารอสักระยะหนึ่งก่อนที่ แหล่งผลิตน้ำมันใหม่ๆ เหล่านี้จะถูกนำมาผลิต เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความหวังที่น่าจะทรงพลังมากที่สุดใน ตอนนี้ก็อยู่ที่กระแสการลดการพึ่งพาพลังงาน จากน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเกิดจากการหันไปหาพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม ชีวมวล หรือแม้แต่ถ่านหินและนิวเคลียร์ การสร้างยานพาหนะที่ ใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ และกระแสใน การประหยัดพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ก็ได้แต่หวังว่าปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะนำมา ซึ่งการลดลงอย่างถาวรของราคาน้ำมันในอนาคต หรือแม้ว่าราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง แต่มันก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเรามากมายอีกต่อไป แล้ววันนี้คุณปิดไฟสักดวงหรือยังครับ ? หน้า 46
|