|
||||||||||||||
|
ทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับการพัฒนา
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551 เมื่อวันศุกร์ที่แล้วคอลัมน์นี้อ้างว่า เท่าที่ผ่านมา การขาดแคลนเงินทุนเป็นอุปสรรคของการพัฒนา น้อยกว่าการขาดแคลนทุนทางสังคม ในช่วงนี้โลกมีเงินทุนเหลือเฟือทั้งของบริษัทขนาดใหญ่ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญ และของกองทุนรัฐบาล นิตยสาร Business Week ฉบับประจำวันที่ 21 มกราคม 2551 คำนวณว่ากองทุนรัฐบาลเพียงประเภทเดียวมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีเงินในกองทุนรัฐบาลหลายแสนล้านดอลลาร์ เขาจึงสามารถซื้อกิจการต่างๆ ในเมืองไทยและทั่วโลกได้จำนวนมาก ฉะนั้นการขาดแคลนเงินทุนจึงไม่ใช่อุปสรรคใหญ่อีกต่อไป ตราบใดที่ผู้ต้องการเงินทุนมีทุนทางสังคมที่นักลงทุนเห็นว่า เหมาะสมกับการลงทุนของพวกเขา ทุนทางสังคมวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ แม้กระทั่งคำจำกัดความของมันผู้เชี่ยวชาญก็เห็นไม่ค่อยตรงกันนัก ผู้ที่ให้คำจำกัดความกว้างที่สุด ซึ่งครอบคลุมของคนอื่นด้วย ได้แก่ Francis Fukuyama นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังเรื่อง The End of History and the Last Man เขาให้คำจำกัดความทุนทางสังคมว่าเป็นแบบแผน หรือมาตรฐานของพฤติกรรมที่สมาชิกในสังคมยึดปฏิบัติเพื่ออยู่ร่วมกัน ฉะนั้นทุนทางสังคม กว้างกว่าตัวบทกฎหมายที่สังคมเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญของอังกฤษซึ่งไม่มีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นแบบแผนที่ชาวอังกฤษ ยึดเป็นแนวปฏิบัติมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เป็นทุนทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งเอื้อให้ประชาธิปไตยดำเนินไปตามอุดมการณ์ สหรัฐมีกฎหมายห้ามพนักงานของรัฐและสมาชิกในครอบครัว เข้าไปพัวพันกับโครงการ และนโยบายที่พนักงานเหล่านั้น มีส่วนรับผิดชอบ และห้ามผู้ทำธุรกิจฮั้วกันในการประมูลโครงการของรัฐบาล และในการตั้งราคาสินค้า กฎหมายจำพวกนี้เป็นทุนทางสังคม ซึ่งเอื้อให้เศรษฐกิจในระบบตลาดเสรี ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเทศด้อยพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ ประชาธิปไตยมักล้มลุกคลุกคลานและตลาดเสรีมักไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เพราะทุนทางสังคมที่พวกเขามีอยู่ไม่ค่อยตรงกับความต้องการของระบบทั้งสอง หากเปรียบประชาธิปไตยและตลาดเสรีเป็นเมล็ดพันธุ์พืช ทุนทางสังคมก็เป็นส่วนผสมของดิน ปุ๋ย น้ำ แสงแดดและอุณหภูมิซึ่งไม่เหมาะที่จะเอื้อให้พืชทั้งสองเจริญงอกงามได้ตามที่ควรจะเป็น สังคมไทยมีมาช้านานและมีแบบแผน หรือมาตรฐานของพฤติกรรมอันเป็นทุนทางสังคมมาช้านานด้วย ณ วันนี้ น่าจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ทุนทางสังคมของไทยไม่เหมาะกับการหว่านพืชประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มซึ่งกำลังกุมอำนาจอยู่ ฉบับปี 2540 ซึ่งถือว่ามีเนื้อหาใกล้ระบอบประชาธิปไตยตามอุดมการณ์กว่าฉบับอื่น ก็ไม่สามารถทำให้ประชาธิปไตยเจริญงอกงามได้ เพราะมันไม่ตรงกับส่วนผสมอันเป็นทุนทางสังคมของไทยที่มีอยู่ ชนชั้นผู้นำและผู้มีอำนาจบิดเบือนความหมาย และการนำไปปฏิบัติจนไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอย่างแจ้งชัด แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ถือสาเพราะว่ามันไม่ผิดมาตรฐานทางพฤติกรรมของพวกเขา ตอนนี้มีรัฐธรรมฉบับใหม่ ซึ่งนำไปสู่การเลือกตั้งแล้ว แต่การเลือกตั้งต้องประสบปัญหาหนักหนาสาหัส เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังใช้มาตรฐานทางพฤติกรรมเดิม การใช้ตลาดเสรีในเมืองไทยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมานาน เพราะพนักงานของรัฐและครอบครัว มักเข้าไปพัวพันในโครงการและนโยบายที่ตนมีหน้าที่ดูแล ในบางกรณีแม้จะมีกฎหมายห้ามทำเช่นนั้น แต่พวกพนักงานก็พยายามหาช่องโหว่จนได้แล้วเข้าไปกอบโกยเอาผลประโยชน์ ยิ่งในกรณีที่กฎหมายครอบคลุมไปไม่ถึงด้วยแล้ว พวกเขาก็ทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม เป็นที่น่าสังเกตว่าสมาชิกสภาและผู้บริหารองค์การรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกระดับ จากระดับชาติไปถึงระดับตำบล มีคนที่มีภูมิหลังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมากที่สุด โครงการก่อสร้างและจัดซื้อจัดจ้างจึงมักมีการฮั้วกันและข้อกำหนด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ขนาดภรรยาของนายกรัฐมนตรียังพยายามเลี่ยงบาลี เพื่อเข้าประมูลซื้อที่ดินจากองค์กรของรัฐบาล การกระทำเช่นนั้นจะผิดหรือไม่ผิดกฎหมายมิใช่ประเด็นสำคัญ ในสังคมที่ตลาดเสรีทำงานอย่างประสิทธิภาพ บรรดาภรรยาของนายกรัฐมนตรีและผู้นำ จะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด เพราะพวกเขามีมารยาทสูง อันเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง การที่คนไทยส่วนใหญ่รับการกระทำเช่นนั้นได้หมายความว่า ทุนทางสังคมของไทยไม่เอื้อให้ตลาดเสรีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมืองไทยมีโอกาสพัฒนาประชาธิปไตยและตลาดเสรีสูงมาก หลังจากได้รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่กลับพัฒนาไม่ได้ เพราะชนชั้นผู้นำไม่พยายามเสริมสร้างทุนทางสังคมให้เหมาะสมกับระบบทั้งสองยิ่งขึ้น ตรงข้ามพวกเขากลับมีพฤติกรรมไปในแนวทำลายทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับระบบทั้งสองนั้น การยุบพรรคการเมืองของชนชั้นผู้นำและความพยายามเลี่ยงกฎหมาย จนทำให้เกิดการดำเนินคดีกันอยู่ในขณะนี้ เป็นตัวชี้บ่งอาการของการสูญเสียโอกาสอันสำคัญยิ่ง ต่อไปนี้ เมืองไทยคงจะไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีกแล้ว ร้ายยิ่งไปกว่านั้นชนชั้นผู้นำ ที่ทำลายโอกาส ซึ่งอาจมีเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทย ยังพยายามอย่างเต็มกำลัง ที่จะกลับมาทำลายโอกาสที่อาจเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อีกด้วย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ดูจะไม่รังเกียจ เพราะมันไม่ผิดมาตรฐานทางพฤติกรรมของพวกเขา นั่นหมายความว่า ทุนทางสังคมของไทย ยังรับพฤติกรรมที่ขัดกับประชาธิปไตย และตลาดเสรีได้ หรือในอีกนัยหนึ่งมันยังไม่เหมาะกับระบบทั้งสองนั่นเอง อะไรคือ กุญแจดอกสำคัญที่จะเสริมสร้างทุนทางสังคมไทยให้เหมาะกับการพัฒนาประชาธิปไตยและตลาดเสรี คำตอบคือ การมีผู้นำเช่นลี กวน ยู พร้อมด้วยชนชั้นผู้นำที่มีคุณธรรมสูง มีมารยาท มีความรู้ความสามารถและมีความเสียสละที่จะเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม และคนไทยส่วนใหญ่พร้อมที่จะให้โอกาส การสนับสนุนและความร่วมมือแก่พวกเขาสักราว 10-20 ปี สิ่งเหล่านี้เรามีไหม ทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับการพัฒนา บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551 เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมเปรียบทุนทางสังคมเสมือนส่วนผสมของสิ่งต่างๆ รวมทั้งดิน ปุ๋ย น้ำ แสงแดด และอุณหภูมิที่พืชใช้เป็นปัจจัยในการเจริญงอกงาม และระบบประชาธิปไตยและตลาดเสรีเสมือนพืช ซึ่งจะเจริญงอกงามได้อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อส่วนผสมดังกล่าวนั้นเหมาะสม ผมยังยืนยันในการเปรียบเทียบนั้น และขอเน้นย้ำว่า "ความเหมาะสม" ในที่นี้ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความดี/ไม่ดี จริงอยู่ทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับสังคมของนักบุญ ย่อมต่างกับทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับสังคมของโจร และในระหว่างสองสังคมนี้ผมคิดว่า สังคมของนักบุญดีกว่าสังคมของโจร ตามที่ผมเข้าใจ คนไทยต้องการใช้ระบบประชาธิปไตยและตลาดเสรีพัฒนาประเท ศให้ไปในแนวเดียวกัน กับประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเมืองไทยในปัจจุบัน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านั้น ก้าวหน้ากว่าเมืองไทยในหลายด้าน เช่น การค้นคว้าหาเทคโนโลยีร่วมสมัย การผลิตสินค้าและบริการ และมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คน ผมเสนอว่าทุนทางสังคมของไทยไม่ค่อยเหมาะสมกับระบบทั้งสองนัก การพัฒนาของไทยจึงช้ากว่าของประเทศเหล่านั้น จะเห็นว่าในที่นี้ไม่มีการมองสิ่งต่างๆ ว่าดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนทางสังคมของไทย เรื่องความต้องการที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าตามประเทศเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งเรื่องความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ดังที่กล่าวถึง ย้อนไปในอดีต สังคมที่ก้าวหน้า ณ เวลานั้น อาจไม่ได้ใช้ระบบประชาธิปไตยหรือระบบตลาดเสรี แต่ก็มีความก้าวหน้าจนเป็นมหาอำนาจ เช่น อาณาจักรโรมันซึ่งรุ่งเรืองเมื่อราวสองพันปีที่แล้ว ในยุคนั้นอาณาจักรโรมัน ใช้ระบบเผด็จการพร้อมกับระบบอุปถัมภ์อย่างกว้างขวาง ความเสื่อมของอาณาจักรโรมันเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันแบบไม่รู้จบว่า เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง และอะไรสำคัญกว่ากัน แนวคิดที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงได้แก่ของนักประวัติศาสตร์สัญชาติอังกฤษชื่อ Geoffrey E.M.de Ste.Croix ซึ่งมองว่า เมื่อระบบอุปถัมภ์นำไปสู่การซื้อขายผลประโยชน์ในเครือข่ายด้วยเงินจำนวนมาก อาณาจักรโรมันก็เดินเข้าสู่ทางเสื่อม แก่นของเรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ Are We Rome? : The Fall of An Empire And the Fate of American ของ Cullen Murphy แนวคิดนี้น่าจะมีการนำมาศึกษาเป็นพิเศษสำหรับคนไทยในยุคนี้ เพราะสังคมไทยมีทั้งการใช้ระบบอุปถัมภ์ และเงินเพื่อซื้อขายผลประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันประเทศที่มีความก้าวหน้าในสิ่งที่กล่าวถึง ส่วนใหญ่เห็นว่า ระบบประชาธิปไตย และตลาดเสรี เป็นแนวคิดที่เหมาะสมสำหรับสังคมของเขา ผู้ที่ติดตามอ่านความคิดของ Francis Fukuyama ย่อมเข้าใจแล้วว่า นัยของหนังสืออันโด่งดังของเขาเรื่อง The End of History And the Last Man ซึ่งผมอ้างถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือ ต่อไปนี้ จะไม่มีแนวคิดใดสามารถแข่งขันกับระบบประชาธิปไตยได้อีก เมื่อระบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปพร้อมกับสหภาพโซเวียต มันจึงเป็นเสมือน "วันสิ้นประวัติศาสตร์" ของการต่อสู้กันระหว่างแนวคิดใหญ่ๆ ยังผลให้ระบบประชาธิปไตย และตลาดเสรีกลายเป็นแนวคิดกระแสหลัก ซึ่งชาวไทยพยายามนำมาใช้ด้วย ตามประวัติศาสตร์ ชนชาติไทยใช้ระบบตลาดเสรีมานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากข้อความในศิลาจารึกที่ว่า "ใครใคร่ค้าช้างค้า ค้าม้าค้า" ส่วนระบบประชาธิปไตยเราเพิ่งพยายามนำมาใช้เพียง 75 ปี กฎเกณฑ์ของทั้งสองระบบวิวัฒน์มาเป็นเวลายาวนาน และถูกนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ กัน อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์พื้นฐานของมันยังคงเดิม เช่น ระบบประชาธิปไตยจะต้องไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเด็ดขาด และระบบตลาดเสรีจะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นั่นคือ พนักงานของรัฐและครอบครัวจะต้องไม่เข้าไปพัวพัน เพื่อแสวงหาประโยชน์ในนโยบายและโครงการของรัฐ ในบางสังคมกฎเกณฑ์บางส่วนไม่มีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประชาชนของเขาเข้าใจ เคารพในกฎเกณฑ์และมีมารยาท สังคมส่วนใหญ่เขียนตัวบทกฎหมายไว้เพื่อบ่งชี้ถึงกฎเกณฑ์ แต่สิ่งที่ผมใคร่เน้นเป็นพิเศษก็คือ ไม่มีสังคมใดสามารถเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมทุกแง่ทุกมุมของพฤติกรรมของสมาชิกได้ และความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ขึ้นอยู่กับการเคารพกฎหมายของคนส่วนใหญ่ และการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้เขียน สิ่งเหล่านี้เป็นทุนทางสังคมที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่มันมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาให้สังคมก้าวหน้า ไปตามแนวของประเทศที่กล่าวถึง เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมเสนอว่ากุญแจดอกสำคัญของการพัฒนาเมืองไทยให้เดินไปตามแนวนั้นได้แก่ การมีผู้นำ เช่น ลี กวน ยู และชนชั้นผู้นำที่มีคุณธรรมสูง มีมารยาท มีความรู้ความสามารถและพร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม และคนไทยส่วนใหญ่พร้อมที่จะให้โอกาส การสนับสนุน และความร่วมมือแก่พวกเขาสัก 10-20 ปี จากการสังเกตของผม สังคมไทยไม่มีส่วนประกอบเหล่านั้นอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราขาดชนชั้นผู้นำตามที่ผมกล่าวถึง ส่วนผู้ที่อาสาเข้ามาเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งผู้ที่อยู่ในบรรดาพรรคการเมืองที่ประกาศจะตั้งรัฐบาลในเร็ววันนี้ด้วย ผมเห็นว่าถ้าลากเส้นตรงจากฟากของผู้ที่มีมาตรฐานทางพฤติกรรมแบบนักบุญ ไปถึงฟากของผู้ที่มีมาตรฐานทางพฤติกรรมแบบโจร คนเหล่านี้อยู่ใกล้ฝ่ายหลังมากกว่า เพราะจะเห็นว่าบางคนกำลังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีฐานฉ้อฉล บางคนเพิ่งพ้นโทษห้ามเล่นการเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาบางคนก็ถูกลงโทษห้ามเล่นการเมืองเช่นกัน ในสภาพเช่นนี้ มีผู้ถามผมด้วยความท้อแท้เสมอว่า ผู้ที่มีมาตรฐานทางพฤติกรรมใกล้กับทางฝ่ายนักบุญจะทำอย่างไร ในเมื่อทำไปก็ไร้ผล ผมไม่มีคำแนะนำอะไรมากนอกจากจะอ้างถึงข้อเสนอของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เรื่องการทำหน้าที่ของตน ในฐานะประชาชนอย่างดีที่สุด นอกจากนั้น ผมใคร่เสนอว่าควรแสวงหาโอกาสอธิบายให้ผู้อื่นเห็นพฤติกรรม มาตรการ กฎหมายและนโยบายที่จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และถ้ามีความสามารถที่จะทำได้ ควรหยิบยื่นสิ่งที่มีอยู่ให้ผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถให้แก่ผู้ที่มีโอกาสน้อย ผมเห็นว่าถ้าผู้ที่อยู่ใกล้กับทางฝ่ายนักบุญทำสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างน้อยมันก็จะช่วยยับยั้งมิให้ผู้ที่อยู่ใกล้กับทางฝ่ายโจรพาเมืองไทยไปสู่ความล่มจมได้อย่างรวดเร็ว ทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับการพัฒนา (จบ) บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ในสองตอนแรกของเรื่องนี้ ผมเสนอว่าทุนทางสังคมเป็นเสมือนส่วนผสมของปัจจัยที่เราใช้ปลูกพืช และระบบประชาธิปไตยกับระบบตลาดเสรีเป็นเสมือนพืช ส่วนผสมดังกล่าวของชาวไทยไม่ค่อยเหมาะสมกับพืชทั้งสองนัก การพัฒนาของไทยจึงช้ากว่าประเทศก้าวหน้าที่ชาวไทยพยายามเลียนแบบ คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เราสามารถปรับเปลี่ยนทุนทางสังคมให้เหมาะสมกับระบบทั้งสองได้ เช่นเดียวกับเราสามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมดังกล่าว ให้เหมาะสมกับธรรมชาติของพืชได้ ในทางกลับกัน เราสามารถปรับเปลี่ยนระบบทั้งสองได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับเราสามารถปรับเปลี่ยนธรรมชาติของพืชได้ด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์ และการตัดแต่งพันธุกรรม เนื่องจากเรามีรัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมือง เราจึงมีแนวสำหรับบริหารบ้านเมืองแล้ว ส่วนรายละเอียดของการนำไปปฏิบัติเราอาจปรับเปลี่ยนเป็นครั้งคราวได้เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นว่าเหมาะสม ผมจึงเสนอการปรับเปลี่ยนทุนทางสังคมและระบบตลาดเสรีที่ผมเห็นว่าน่าจะเหมาะสมสำหรับสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ ผมยืนยันแนวการปรับเปลี่ยนซึ่งเสนอไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นั่นคือ ยึดคำแนะนำของผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งต้องการให้เราทำหน้าที่ของพลเมืองดีอย่างครบถ้วน คำแนะนำนั้นครอบคลุมส่วนประกอบสำคัญๆ ของทุนทางสังคมหมดแล้ว เช่น เรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ผมได้เสนอต่อไปว่าผู้ที่มีพฤติกรรมอยู่ทางฝั่งนักบุญควรเป็นนักเคลื่อนไหว โดยพยายามอธิบายให้ผู้อื่นเห็นถึงความเสียหายและความไม่ชอบมาพากลของสิ่งต่างๆ ซึ่งนักการเมืองที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางฝั่งโจรนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย นโยบาย มาตรการ โครงการ หรือการกระทำของพวกเขา ผมเสนอเช่นนั้นเพราะเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของส่วนรวม เมื่อนำคำแนะนำและข้อเสนอนั้น มารวมกันผลที่ได้น่าจะใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า การเสริมสร้างประชาสังคม และการเมืองภาคประชาชนให้แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนั้น ผมเสนอว่าถ้าทำได้เราควรปันสิ่งที่เรามีให้แก่กิจกรรมจำพวกช่วยสร้างโอกาสสำหรับผู้อื่น ผมแน่ใจว่าระบบตลาดเสรีมีความเหมาะสมกับสังคมมนุษย์ เนื่องจากมันวางอยู่บนฐาน อันเป็นธรรมชาติเบื้องต้นของมนุษย์เราอยู่แล้ว นั่นคือ เราเป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่เมื่อมีอะไรก็สมัครใจที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน ระบบตลาดเสรีจึงมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล อย่างไรก็ตาม การทำงานและกฎเกณฑ์ของมันมิได้ถูกรวบรวมขึ้นอย่างเป็นระบบ จนกระทั่ง Adam Smith เขียนหนังสือชื่อ The Wealth of Nations ขึ้น เมื่อปี 2313 ระบบตลาดเสรีถูกนำไปประยุกต์ใช้ในสังคมต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้เขียนตัวบทกฎหมายขึ้นมา เพื่อบ่งชี้ถึงกฎเกณฑ์ที่แน่นอน เช่น การป้องกันการผูกขาด การฮั้วกัน และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ตลาดเสรีเป็นระบบเศรษฐกิจที่ประเทศก้าวหน้าในปัจจุบัน ใช้เป็นหลักในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความก้าวหน้านั้น ปัญหาหนักหนาสาหัสค่อยๆ ผุดขึ้นมา ซึ่งตลาดเสรีไม่มีความสามารถที่จะป้องกันหรือยับยั้งได้ เช่น ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน ความยากจนข้นแค้นแสนสาหัสท่ามกลางความมั่งมี และความขัดแย้งรุนแรงภายในสังคมและระหว่างสังคม ปัญหาเหล่านี้ตลาดเสรีช่วยแก้ได้เพียงบางส่วน ผมเห็นว่าปัญหาดังกล่าวต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนทุนทางสังคม โดยเฉพาะค่านิยมในการบริโภคเกินความจำเป็นและการสะสมทรัพย์สินกองมหาศาลจนเข้าขั้นสุดโต่ง ปัญหาหนักหนาสาหัสที่กล่าวถึง ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการบริโภค และเพื่อเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินที่นำมาสะสม ทรัพยากรได้ร่อยหรอลงไปจนทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ กับระบบนิเวศและระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแล้วว่า โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงจำกัด แต่ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์เราใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับแต่ละคนต้องการบริโภค และสะสมทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ย้อนไปเมื่อสมัย Adam Smith เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว โลกมีประชากรราว 900 ล้านคน ตอนนี้โลกมีประชากรกว่า 6.5 พันล้านคนแล้ว และแต่ละคนพยายามบริโภคและสะสมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นไม่ว่า การบริโภคและการสะสมนั้น จะจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมหรือไม่ คนอเมริกันบริโภคเกินพอดีจนเป็นที่รู้กันทั่วโลก แต่พวกเขาก็ยังบริโภคเพิ่มขึ้น และชาวโลกส่วนใหญ่พยายามเลียนแบบ หลายสังคมพยายามแก้ปัญหาจำนวนประชากรล้นประเทศ ด้วยมาตรการต่างๆ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ และจะไม่มีวันสำเร็จตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการมีลูกมากๆ เช่นเดียวกับการบริโภค และการสะสมทรัพย์สินเกินพอดี แม้รัฐบาลจะพยายามเก็บภาษีและมีมาตรการอย่างอื่น คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ลดการบริโภคและการสะสมทรัพย์สินส่วนเกิน ผมเห็นว่าเราจะปรับเปลี่ยนทุนทางสังคมได้พร้อมกับมีระบบตลาดเสรีที่เหมาะสม หากเรานำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวันและในการพัฒนาประเทศ ตอนนี้ยังมีชาวโลกเพียงส่วนน้อยที่เข้าใจและใช้ปรัชญาแนวนี้ดำเนินชีวิต เนื่องจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นภูมิปัญญาชาติไทย สังคมไทยจึงควรนำมาใช้อย่างกว้างขวาง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยยังไม่เข้าใจ และนำมาใช้อย่างจริงจัง ผมเคยเสนอไว้ในหนังสือชื่อ "โต้คลื่นลูกที่ 4" ว่า เราควรจะตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมาร่างแผนพัฒนาระยะยาว โดยใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักเช่นเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ใช้ระบบประชาธิปไตยเป็นหลัก แต่ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวในแนวนั้น งานของศูนย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่รวมงานดังกล่าวไว้ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ผมเสนอให้เป็นนักเคลื่อนไหว ว่า จะต้องนำปรัชญานี้มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นตัวอย่างแก้ผู้อื่น นอกเหนือจากนั้น ผมเสนอให้พิจารณาผลการวิจัยหลายครั้งที่มีข้อสรุปว่า ความร่ำรวยไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสุข ตรงข้ามมันอาจเป็นที่มาของความทุกข์ ข้อสรุปนี้มีอยู่ในหนังสือหลายเล่ม เช่น The Progress Paradox ของ Gregg Easterbrook และ Happiness ของ Richard Layard ซึ่งมีบทคัดย่ออยู่ในหนังสือชื่อ "กะลาภิวัตน์" ขอเรียนด้วยว่า ผมไม่ได้เสนอแนะให้ผู้อื่นปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงฝ่ายเดียว ผมเองก็ทำโดยเฉพาะการจำกัดการบริโภค และการสะสมทรัพย์สิน และพบว่าไม่มีอะไรในชีวิตขาดหายไป นอกจากนั้น ผมยังได้ศึกษาสังคมของชาวอามิชซึ่งดำเนินชีวิตในแนวเศรษฐกิจพอเพียง และพบว่าพวกเขามีความสงบสุข มากกว่าสังคมที่พวกเราคิดว่าก้าวหน้าทั้งหลายเสียอีก รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือหลายเล่ม ซึ่งผมเคยนำมาเล่าบ้างแล้ว และจะนำมาเล่าต่อไปในโอกาสหน้า
|