|
||||||||||||||
|
ฤาเราจะเป็นสังคมที่ขาดโอกาสเรียนรู้
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10903 ประเทศไทยเปิดศักราชใหม่ด้วยข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วาระเช่นนั้นกลายเป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเพิ่งได้รู้ถึงจริยวัตรต่างๆ ด้านการศึกษาและการสาธารสุขพื้นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรงสนพระทัยเสมอมา และยังได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายของพระองค์ท่านอีกด้วย โอกาสเช่นนั้นน่าจะเป็นโอกาสที่คนไทยทั่วไปจะได้เรียนรู้อีกหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องการวางใจให้อยู่ในธรรมเมื่อประสบกับการสูญเสีย เพราะการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาของโลก เรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของโรคมะเร็ง การดูแลตนเองอย่างดี การรักษาจิตใจของตนเองให้เบิกบาน หรือการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เป็นต้น หลายครั้งที่เราได้ยินข่าวคนดังระดับโลกประสบกับสิ่งไม่น่าประสงค์ ไม่น่าพอใจ แล้วดึงสิ่งนั้นกลับมาเป็นโอกาสที่จะให้ผู้คนในสังคมได้เรียนรู้ แก้ไข ปรับปรุง หรือเตรียมตัวรับสถานการณ์ แต่โอกาสสำหรับเรื่องทั้งสองนี้ในประเทศไทยดูเหมือนจะผ่านเลยไปอย่างไร้ข้อสังเกต ทั้งๆ ที่ "แสงรุ้งงาม" พระองค์นี้ฝักใฝ่และใส่ใจกับการศึกษาทุกระดับชั้นมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ก็ยังดีที่รัฐบาลใช้โอกาสเมื่อปลายปี 2550 อนุมัติงบประมาณเพื่อสร้างสถาบันดนตรีคลาสสิกขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่าน แต่เราก็ไม่ควรลืมว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีวิทยาลัยการดนตรีสำหรับดุริยางศิลป์ตะวันตกอยู่แล้ว และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เมื่อนักศึกษาวิชาการดนตรีไปประกวดระดับโลกและคว้ารางวัลชนะเลิศมาแล้ว ในฐานะคนนอกที่เห็นแต่ข่าว ไม่รู้เบื้องหลังข่าว อดฉงนไม่ได้ว่า เหตุใดจึงไม่ใส่เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีโครงสร้างพื้นฐานและโครงการที่ดำเนินไปดีอยู่แล้ว ให้ขยายงานออกไป แทนการตั้งสถาบันใหม่อีกแห่งหนึ่งซึ่งต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ตั้งไข่ อัครมหาบัณฑิตจากพม่า ได้รับทราบข่าวดีมีมงคล อันเป็นที่ปลาบปลื้มและภาคภูมิใจของศิษยานุศิษย์ของท่านพระครูธรรมธรสุมนต์ นนฺทิโก เจ้าอาวาสวัดจากแดง คือ ในวันมาฆบูชา (วันเพ็ญ เดือน 3) ที่จะเวียนมาถึงในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศกนี้ คณะสงฆ์และรัฐบาลของพม่าจะถวายตำแหน่ง อัครมหาบัณฑิต แด่ท่าน ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่พิจารณาถวายพระเถระที่มีอายุทางโลกเกิน 60 ปี ที่มีคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาทางด้านวิชาการ คือการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม และเชี่ยวชาญด้านพระอภิธรรม พระครูธรรมธรสุมนต์ เป็นพระเถระที่เน้นการศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร ในอดีตท่านเคยเป็นผู้อำนวยการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วนในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าที่วัดจากแดงมีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการสอนในรูปแบบตามหลักสูตร หรือการสอนตามโอกาสที่มีผู้สนใจศึกษาเล่าเรียน เรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นเพียงข่าวดีในวงแคบๆ แต่ก็สะท้อนบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการพระศาสนาของสองประเทศด้วย กล่าวในทางพระศาสนาในระดับบุคคล ประเทศไทยเรามีความสัมพันธ์กับพม่าสืบเนื่องมานาน ในปัจจุบันนี้ยังมีพระจากประเทศพม่าสอนอภิธรรม และสอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในประเทศไทย เช่น พระภัททันตะ ธัมมานันทมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง ในปัจจุบัน เป็นต้น การเรียนการสอนพระอภิธรรมในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ก็ยังอาศัยตำราที่รจนาโดยพระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ จากพม่า ในทางกลับกันก็มีพระภิกษุจากประเทศไทยไปศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมที่ประเทศพม่าด้วย และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในงานการศึกษาบาลีใหญ่ในประเทศไทย บางรูปมีผลงานด้านการแต่งตำราและการสอนเป็นที่ประจักษ์จนได้รับการยกย่องจากคณะสงฆ์และทางการของพม่า ซึ่งไม่ได้สงวนการยกย่องไว้เฉพาะพระภิกษุจากพม่าเท่านั้น ในปัจจุบันนี้พระภิกษุของไทยได้สมณศักดิ์โดยเกณฑ์ที่เน้นการบริหารจัดการวัดและการพัฒนาถาวรวัตถุในพระศาสนา ส่วนตำแหน่งจากพม่าที่กล่าวถึงนี้เน้นผลงานด้านวิชาการ ที่จะช่วยสร้างพุทธบริษัทที่จะสืบต่อพระศาสนา เคล็ดวิชา Executive MBA เปิดปีใหม่นี้ ผู้เขียนก็ได้เห็นหนังสือของตนเองออกมาอีก 1 เล่ม ชื่อ "เคล็ดวิชา Executive MBA @ Harvard " ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดพิมพ์ และตั้งชื่อหนังสือแบบผสมผสานเก่ากับใหม่ ไทยกับเทศ สมกับเป็นยุคโลกาภิวัตน์ หนังสือบางเล่มตั้งใจให้ออกตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว หรือบางเล่มตั้งใจไว้สำหรับปีก่อนหน้าโน้น แต่ยังไงก็ไม่ทราบ หนังสือ 3 เล่มออกมาปลายปีที่แล้วต่อต้นปีนี้พร้อมๆ กัน คือ " 1 ล้านคน หนึ่งความวางใจ" บอกเล่าประสบการณ์เบื้องหลังจากสร้างองค์กรใหม่แห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เขียนเป็นแบบกรณีศึกษา แต่อ่านสนุก ไม่รกไปด้วยตัวเลขแบบกรณีศึกษาจริงๆ ที่ใช้กันในมหาวิทยาลัย "ห้องยุทธการ" เรื่องนี้แต่งเป็นประสบการณ์ของผู้ค้าเงินตราต่างประเทศ (ดีลเลอร์) ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2540 เพื่อนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของวิกฤตการณ์ครั้งนั้นให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ เรื่องนี้มีคำแนะนำมาว่า อยากได้ตัวเลขประกอบด้วยเพื่อให้เป็นกรณีศึกษาที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นบทประพันธ์ย้อนยุค และอีกคำบอกเล่าหนึ่งบอกว่า ต้องอ่านคู่กับเรื่อง "สัปดาห์สุดท้าย" จะเข้าใจเรื่องราวจากหลายๆ มุม ทำให้ผู้ที่เกิดในวงการเงินไม่ทันเหตุการณ์ได้เรียนประสบการณ์ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งสองเรื่องนี้เขียนเพื่อประโยชน์ในการเติมความรู้สู่ผู้อ่าน เรื่องแรกเขียนแบบบอกเล่า เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ สิ่งใดที่ทำผิดพลาดไป ผู้อื่นจะได้ไม่เดินซ้ำทางให้ผิดพลาดที่เดิม สิ่ง ใดที่ทำแล้วได้ผลงดงาม ผู้อื่นจะได้เรียนรู้ที่จะดัดแปลงไปใช้ให้เหมาะกับโอกาส สังคมจะก้าวหน้าได้ต่อเมื่อคนรุ่นต่อไปได้เรียนลัดจากสิ่งที่คนรุ่นก่อนหน้าได้ทำไปแล้ว และต่อยอดหรือแตกแขนงออกไป เราไม่ได้ต้องคิดค้นสูตรคูณขึ้นมาเพื่อจะเรียนรู้วิชาคำนวณ ฉันใด การถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งดีและร้ายเพื่อเป็นบทเรียน ก็ฉันนั้น ส่วนหนังสือชื่อยาวเหยียดเป็น 2 ภาษา คือ "เคล็ดวิชาฯ" ที่เพิ่งออกมาหมาดๆ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การไปเรียนหลักสูตรสั้นที่ฮาร์วาร์ด การไปเรียนหนังสือในต่างประเทศ ได้ประสบการณ์สองด้าน ด้านแรกคือประสบการณ์ในห้องเรียน อีกด้านคือประสบการณ์ในการใช้ชีวิตในต่างแดน มีเรื่องที่พึงสังเกตเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการจัดหลักสูตร วิธีการสอน ตลอดไปจนถึงสังคมรอบตัว ทั้งในและนอกหอพักและรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าให้เขียนครบหมดทุกด้านจริงๆ เท่าที่ได้สังเกตมาคงเป็นหนังสือหนากว่านี้อีกแยะ จึงคัดมาพอให้เห็นเป็นเค้าว่า ไปเมืองนอกทั้งทีได้อะไรมาบ้าง หนังสือเล่มนี้นำเสนอในรูปเล่มที่จัดได้น่ารัก น่าหยิบจับมาอ่าน เรื่องที่เล่าเรียนมาพร้อมทั้งข้อวิเคราะห์ที่ได้มาจากอาจารย์ จากเพื่อนร่วมเรียน และจากการพิจารณา และค้นคว้าเพิ่มเติมของตนเอง ยังทันสมัยอยู่แม้ว่าจะเป็นเล่มที่ จะพิมพ์ จะพิมพ์ มาหลายรอบแล้วก็ตาม ดีใจที่ได้พิมพ์เสียที การที่หนังสือทั้งหลายของผู้เขียนที่ค้างอยู่ ได้ออกมาพร้อมๆ กันโดยบังเอิญเช่นนี้ โหราจารย์คงจะบอกว่า เป็นเพราะดาวพฤหัสย้ายมาเล็งหรือมาทับดาวอะไรที่ดีๆ ในดวงเป็นแน่ แต่ใครที่เห็นผาดๆ อาจจะนึกว่าคนเขียนเป็นเครื่องจักรผลิตต้นฉบับก็ได้ นึกว่ากำลังเขียนเรื่องปกิณกะสามเรื่องที่ไปกันคนละทาง แต่แล้วสามเรื่องที่เขียนมานี้ก็มาสรุปลงเป็นแนวเดียวกันจนได้ นั่นก็คือว่าด้วยการให้ความรู้ การให้วิชาเป็นการทำบุญ การให้วิชาเป็นการให้ที่เลิศกว่าการให้วัตถุสิ่งของ และวิชาก็เหมือนแสงสว่าง ยิ่งให้ยิ่งสว่าง เมื่อเทียนเล่มเดียวถูกจุดต่อๆ ไปอีกเป็นสิบเป็นร้อยเล่ม ถ้าเก็บไว้กับตนเพียงคนเดียว เทียนเล่มเดียวนั้นในไม่ช้าก็มอดไหม้หมดสิ้นไป แล้วทุกอย่างก็จะตกอยู่ในความมืดจนกว่าจะมีใครพยายามจุดเทียนเล่มใหม่ขึ้นมา สวัสดีปีใหม่ค่ะ ปีใหม่นี้ขอท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านดุลยภาพ ดุลยพินิจ ของพวกเรามาประสบความสวัสดี ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เทอญ หน้า 6
|