หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความท้าทายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ : ความท้าทายด้านโครงสร้าง

แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551

บทความครั้งก่อน (1 ม.ค.2551) ผมได้เขียนถึงความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ ซึ่ง แบ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า และเรื่องความท้าทายด้านโครงสร้าง สำหรับเรื่องเฉพาะหน้านั้น สรุปได้ว่ามี 2 เรื่องใหญ่ ที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลใหม่ ประการแรก คือ ความไม่สมดุลในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ตลอดจนทิศทางนโยบายที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุน และประการที่สอง คือ ปัญหาปากท้อง ที่จะทำอย่างไรให้ผู้มีรายได้น้อย ปรับตัวจากราคาสินค้าที่ทยอยสูงขึ้น

วันนี้ผมจะกล่าวถึงความท้าทายด้านโครงสร้าง ถึงแม้จะเป็นเรื่องระยะยาว ก็ไม่ได้หมายความว่า ยังไม่ต้องทำอะไร ตรงกันข้ามต้องทำในทันที และต่อเนื่องด้วย

ความท้าทายด้านโครงสร้างประการแรก คือ ความไม่สมดุลในการขยายตัวของเศรษฐกิจและระดับการพัฒนา ปัจจุบันคนไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นบาทต่อปี หรือประมาณเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งไม่ต่ำจนเกินไป แต่ที่สำคัญคือ รายได้ดังกล่าวตกอยู่กับคนจำนวนน้อยในบางพื้นที่ ทำให้หลายภาคหลายส่วนยังขาดการพัฒนาที่ทั่วถึง ปัจจุบันประชากรจำนวนถึง 15 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ยังมีรายได้ไม่ถึง 1,600 บาทต่อเดือน ประชากรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม

ในขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง และไม่เท่าเทียม ได้สร้างปัญหาต่อเนื่อง มาถึงด้านสังคมและการเมืองและเชื่อมโยงไปสู่ความยากลำบากในการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วย

ความท้าทายประการที่สอง เรื่องโครงสร้างแรงงานและประชากรที่ทั่วโลกจะมีคนแก่มากขึ้น ขณะที่คนที่อยู่ในวัยทำงานจะลดลง ส่งผลให้สัดส่วนภาระในการเลี้ยงดูคนแก่ต่อคนวัยทำงานสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ประสบกันทั่วโลก แต่ สิ่งที่สำคัญคือ ประเทศเราได้มีการวางนโยบายระยะยาวที่ดี เพื่อรองรับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นยังมีข้อมูลบ่งชี้ว่า สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยเร่งตัวมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยสัดส่วนดังกล่าวปัจจุบันอยู่ประมาณร้อยละ 10 และจะเพิ่มอีกเท่าตัวในอีก 20 ปี ข้างหน้า

เหล่านี้ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงานในอนาคตให้สูงเป็นเท่าตัวได้ เพื่อสามารถผลิตสินค้าได้พอเพียงที่จะดูแลผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ระบบการศึกษา ว่า เป็นระบบที่เอื้อต่อการสร้างคนที่มีคุณภาพหรือไม่ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า สัดส่วนแรงงานไทยในสายวิทยาศาสตร์ มีไม่ถึงร้อยละ 3 ของแรงงานรวม การผลิตแรงงานคุณภาพจึงต้องมีการวางแผน ว่า เราจะวางโครงสร้างการศึกษาที่สนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคตมากกว่าการผลิตบัณฑิตโดยไร้ทิศทาง ซึ่งเท่ากับเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นี่ยังไม่รวมถึงระบบการศึกษาของเราที่ยังต้องพัฒนาสู่การสร้างคนที่คิดเป็น และมีค่านิยมที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าเพียงเพื่อรับประกาศนียบัตร (หยุดเรียนรู้เมื่อพ้นประตูมหาวิทยาลัย)

ความท้าทายประการที่สาม โครงสร้างการใช้พลังงาน ที่ผ่านมา ประเทศเราพึ่งพิงพลังงานจากน้ำมันมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานรวม และสูงกว่าในหลายประเทศ อาทิเช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรือแม้กระทั่งประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองอย่างอินโดนีเซีย การแก้ปัญหาจะเกี่ยวเนื่องกับภาคอื่นด้วย โดยเฉเพาะปัญหาโลจิสติกส์ที่ระบบขนส่งสินค้าเรายังล้าหลัง เรายังใช้รถ 10 ล้อขนส่งเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนสูง และสร้างต้นทุนทางสังคมจากถนนที่เสียหายด้วย ขณะที่การขนส่งระบบรางหลังจากสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมามีการพัฒนาไม่มากนัก

ด้านระบบขนส่งคน เราเน้นขนรถโดยสร้างทางด่วนมากกว่าขนคนโดยใช้ระบบขนส่งมวลชน นอกจากนี้ โครงสร้างนโยบายรัฐบางประการที่ยังบิดเบือนกลไกตลาด การจ่ายเงินอุดหนุน และการกำหนดราคาพลังงานที่ฝืนความจริงล้วนมีส่วนให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพทั้งสิ้น

ปัญหาโครงสร้างสุดท้าย (ที่จะเขียนถึงในวันนี้) เกี่ยวเนื่องกับค่านิยม การคิดและแก้ปัญหาของสังคม ที่เราต้องสร้างให้ประชาชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ไตร่ตรองพิจารณา มุ่งสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง มากกว่าการไหลไปตามกระแสที่วูบวาบน่ากลัว สังคมที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างระบบการเมืองและการวางนโยบายที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิต

สุดท้ายนี้ อยากจะเน้นว่าปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ ยากที่จะแยกขาดจากกัน เป็นความท้าทายให้กับผู้นำรัฐบาลใหม่ ที่จะสังเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาปากท้อง แต่การแก้ไขไม่สามารถสำเร็จได้โดยหลักเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว หากต้องการความเข้าใจด้านโครงสร้างสังคมวัฒนธรรม การศึกษา และความสามารถในการจัดการด้วย

** บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **