|
||||||||||||||
|
ภาษาต่างประเทศสำหรับชาวมลายู
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10901 หลายวันก่อน เพื่อนฝูงซึ่งเป็นนักวิจัยชาวบ้านจากปัตตานีและยะลาแวะขึ้นมาเยี่ยม ได้มีเวลาคุยกันหลายชั่วโมง และหนึ่งในประเด็นที่คุยกันคือเรื่องของภาษาต่างประเทศสำหรับชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ หากพูดอย่างเคร่งครัด ภาษาไทยก็เป็นภาษาต่างประเทศสำหรับคนที่มี "ภาษาน้ำนม" (mother tongue) เป็นภาษามลายูถิ่น แต่ด้วยเหตุที่ชาวมลายูมุสลิมเหล่านี้เป็นพลเมืองของชาติไทย จึงแน่นอนว่าการพูดและอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ ย่อมให้ประโยชน์แก่ชีวิตของเขามากกว่าไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสอนภาษาไทยอย่างไร ในช่วงไหนของชีวิตจึงจะทำให้เขามีสมรรถภาพในภาษาได้ดีที่สุด ความเป็นจริงซึ่งยังมีผู้เข้าใจผิดในประเทศไทยอีกมากก็คือ ประชาชนในพื้นที่กว่า 80% สามารถพูดและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ที่อ่านออกเขียนได้ก็ลดลงมาจากนั้นค่อนข้างมาก แต่สถานะของภาษาไทยไม่ใช่ภาษา"ต่างประเทศ"แท้ๆ เขาต้องใช้มันบ่อยขึ้นในการซื้อ-ขาย และการติดต่อกับราชการซึ่งก็เกิดขึ้นบ่อยกว่าแต่ก่อนเป็นอันมากเช่นกัน (เช่นถูกสั่งให้หยุดรถเพื่อตรวจค้นเป็นต้น) รวมทั้งการติดต่อในชีวิตกับคนที่ไม่อาจพูด หรือเข้าใจภาษามลายูถิ่นก็เกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน ปัญหาของภาษาไทยจึงอยู่ที่คนจำนวนมากไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ (ในระดับที่ใช้งานได้จริง) ในขณะเดียวกันก็มีอะไรในภาษาไทยที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตของเขาให้อ่านหรือเขียนน้อยเกินไป ภาษาไทยไม่ได้ถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ ประชาชนรู้ดีว่า ความรู้ภาษาไทยถึงใช้งานได้นั้น มีประโยชน์แก่ชีวิตของเขาแท้จริงแล้ว ผู้ปกครองของเด็กๆ มลายูมุสลิมมักบ่นว่า โรงเรียนหลวงไม่มีความสามารถสอนให้ลูกหลานของเขาเขียนอ่านภาษาไทยได้ ผู้บริหารการศึกษาต้องคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ คือสนับสนุนการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และหัดอ่านงานวิจัยเหล่านี้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ปรึกษาหารือกับคนในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็คงจะได้นโยบายการสอนภาษาไทย ที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่จนได้ ด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงไม่นับภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ แม้ว่าภาษาไทยอาจช่วยแก้ปัญหาบางอย่างให้แก่คนท้องถิ่นเหมือนกัน ดังจะกล่าวถึงข้างหน้า ในพัฒนาการเข้าสู่ยุคใหม่ ภาษาทั้งหลายในโลกต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงในทุกทาง คือทางเทคโนโลยี (เช่นการพิมพ์ทำให้เกิดภาษาเขียนมาตรฐาน,วิทยุทำให้เกิดสำเนียงมาตรฐาน ฯลฯ) วงศัพท์ต้องถูกขยายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อรองรับความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในสังคมมาก่อน ตัวอักษรถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับการพิมพ์และการเขียนหวัด ฯลฯ ภาษามลายูถิ่น ก็เหมือนภาษาไทยถิ่น เช่นคำเมืองและภาษาอีสาน ไม่มีโอกาสพัฒนาไปตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะขาดศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อนนักวิจัยชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนตาดีกา ให้ความเห็นว่า นักปราชญ์มลายูคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้พัฒนารูปสระขึ้นในอักษรอาหรับ เพื่อใช้เขียนภาษามลายูได้สะดวกขึ้น ลูกศิษย์น่าจะมีความคิดพัฒนาต่อไปในการแปลงอักษรอาหรับ (หรือที่มักเรียกกันในเมืองไทยว่าตัวยาวี) ให้เหมาะกับการเขียนภาษามลายูมากขึ้น และอาจเหมาะกับการพิมพ์สมัยใหม่ด้วย ไม่แต่ภาษาเขียนเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้เป็นสื่อสำหรับวิทยาการสมัยใหม่ได้ ภาษาพูดก็เช่นเดียวกัน เพื่อนนักวิชาการชาวมลายูคนหนึ่งของผม ซึ่งได้เมตตาช่วยแปลงานบางชิ้นในภาษาไทยเป็นภาษามลายูถิ่นให้ สารภาพว่าเธอต้องแปลเป็นภาษามาเลเซียก่อน แล้วแปลงภาษามาเลเซียกลับเป็นภาษามลายูถิ่นอีกทีหนึ่ง นั่นก็คือไม่อาจ"คิด"งานวิชาการจากภาษาไทยไปสู่ภาษามลายูถิ่นได้ในทอดเดียว ด้วยเหตุดังนั้น ชาวมลายูพื้นถิ่นซึ่งเป็นคนในศตวรรษปัจจุบัน จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรู้ภาษาต่างประเทศ ทั้งเพื่อรับและส่งวิทยาการและความคิดความอ่านให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในโลก ต้องมีภาษาที่เขาอ่านออกเขียนได้เพื่อได้เรียนเคมี,ฟิสิกส์,ชีววิทยา,ควอนตัม,ประวัติศาสตร์,ปรัชญา,วรรณคดี ฯลฯ อันไม่อาจหาได้ในภาษามลายูถิ่น (อันเป็นภาษาที่ไม่อาจสื่อความรู้ความคิดดังกล่าวได้เสียแล้ว) คำถามก็คือควรจะเป็นภาษาอะไร เฉพาะการเรียนรู้ภาษาไทยจนใช้การได้เพียงพอหรือไม่ คำตอบก็คงเหมือนเด็กไทยในส่วนอื่นๆ กล่าวคือดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันว่าไม่พอ จำเป็นต้องรู้ภาษาต่างประเทศอีกอย่างน้อยหนึ่งภาษา ก็ต้องนับว่าไม่พอสำหรับเด็กมลายูเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นควรเป็นภาษาอะไร? นักวิจัยชาวบ้านไม่ได้ตอบผม แต่ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ ที่ชาวมลายูต้องเรียนอยู่ในทุกวันนี้ นั่นคือภาษาอาหรับเพื่อทำให้สามารถอ่านอัลกุรอ่านได้ ที่ว่า"อ่านได้"ตามความเข้าใจของผมนั้น ไม่ได้หมายความว่าอ่านรู้เรื่องเท่ากับออกเสียงได้ถูกต้อง เพราะถือกันว่าการทำละหมาดนั้นควรออกเสียงให้ถูก แต่การอ่านภาษาอาหรับออกนั้นเป็นคุณสมบัติของผู้รู้จำนวนไม่มากนัก ฉะนั้นหากปรับปรุงวิธีการสอนภาษาอาหรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (อย่างภาษาที่ยังมีชีวิตอยู่) ภาษาอาหรับก็น่าจะเป็นภาษาต่างประเทศที่เหมาะสมสำหรับชาวมลายูท้องถิ่น สำเร็จประโยชน์ทั้งสองทางคือทางศาสนาและทางโลกย์ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ภาษาอาหรับเป็นสื่อที่ดีสำหรับการสื่อสาร-ทั้งรับและส่ง-ข่าวสารข้อมูลของโลกปัจจุบันหรือไม่? ผมคิดว่าปัญหานี้ตอบยาก ในแง่หนึ่งนักปราชญ์อิสลามหลากหลายสำนัก แม้ในปัจจุบัน ยังคงเขียนงานทางศาสนาและสังคมด้วยภาษาอาหรับ อาจพูดได้ว่าภาษาอาหรับเป็นภาษากลางของโลกมุสลิม ฉะนั้นความรู้ภาษาอาหรับจนใช้การได้จึงเปิดโลกของชาวมลายูให้กว้างขึ้นอย่างมากแน่นอน แต่ภาษาอาหรับเชื่อมโยงกับวิทยาการตะวันตก (หรือตะวันออกนอกโลกมุสลิม) มากน้อยเพียงใด ผมเดาว่าไม่สู้จะมากนัก หรืออย่างน้อยก็เหมือนกับภาษาตะวันออกอื่นๆ (ยกเว้นญี่ปุ่นและจีน) ซึ่งทุกฝ่ายลงความเห็นกันว่าไม่เพียงพอ ผมสังเกตว่านักวิชาการมุสลิมที่ไปเรียนในประเทศตะวันออกกลางและปากีสถาน ล้วนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง แสดงว่าแม้ในระบบการศึกษาของโลกอาหรับเอง ก็ยังต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นตัวเชื่อมกับวิทยาการสมัยใหม่อยู่นั่นเอง ถ้าอย่างนั้นเด็กชาวมลายู ก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่ง อาจเป็นภาษาตะวันตกเช่น อังกฤษ,เยอรมนี,ฝรั่งเศส หรือรัสเซีย หรืออาจเป็นภาษาตะวันออกที่ทำให้เชื่อมโยงกับความรู้สมัยใหม่ได้ เช่นจีน หรือญี่ปุ่น จะเป็นภาษาใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสภาพที่เป็นจริงในประเทศไทยแล้ว ภาษาอังกฤษดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะหาครูได้ง่ายกว่า ซ้ำยังมีตำราและเครื่องมือการเรียนรู้พร้อมกว่าภาษาอื่นๆ ที่กล่าวแล้ว ข้อเสียมีอย่างเดียวคือภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่อเมริกันใช้ และอะไรที่เป็นอเมริกันย่อมน่ารังเกียจแก่มุสลิมบางกลุ่ม หลักสูตรการศึกษาที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ควรมีส่วนใดที่มีลักษณะบีบบังคับ ฉะนั้นเด็กมลายูมุสลิมในภาคใต้ จึงต้องเรียนภาษาต่างประเทศค่อนข้างมาก คือไทย (หากนับเป็นภาษาต่างประเทศ),อาหรับ, และอังกฤษ ในขณะเดียวกันเด็กยังถูกคาดหวังว่า ควรอ่านคัมภีร์ศาสนาในภาษามลายู ซึ่งเขียนด้วยตัวอาหรับ (ยาวี) ได้อีกด้วย และถึงอย่างไร เขาก็ควรสืบทอดมรดกที่บรรพชนของเขาได้สร้างสรรค์ไว้ให้สืบไป ในทุกวันนี้ เด็กมลายูมุสลิมในภาคใต้ใช้เวลากับการเรียนหนังสือค่อนข้างมากอยู่แล้ว นอกจากเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาแล้ว ผู้ปกครองมักส่งไปเรียนศาสนาในตาดีกาอีกด้วย เพราะตาดีกาให้ความรู้สำคัญ ในการที่เขาจะดำรงชีวิตในสังคมของเขาสืบไปภายหน้า บางคนประมาณว่าเด็ก (ระดับประถม) ใช้เวลากับการเรียนถึงวันละ 13 ชั่วโมง ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาในภาคใต้ ต้องหมายรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีเรียนอย่างฉลาด เพื่อทำให้เด็ก ได้ความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยเวลาที่ไม่มากเกินไปดังนี้ ไม่ใช่การไปรอน หรือรังเกียจการเรียนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว อะไรสำคัญแก่ชีวิตของลูกหลานใคร ขอให้เขามีสิทธิเป็นผู้ตัดสินใจเองบ้าง หน้า 6
|