|
||||||||||||||
|
ระวังปีหนูใหญ่ให้ภาพลวงตา
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร. วิรไท สันติประภพ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีหมู 2550 อาจจะจัดได้ว่าเป็นปีหมูหลับสำหรับเศรษฐกิจไทย นอกจากหมูจะมีนิสัยง่วงนอนอยู่แล้ว ยังอาจจะเผลอกินยานอนหลับ ผสมขิงแก่เข้าไปด้วย จึงค่อนข้างหลับสนิทจริงๆ ปีหนูใหญ่ 2551 จึงเป็นปีที่คนไทยคาดหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะปราดเปรียวขึ้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ควรจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจควรจะเดินหน้าได้เสียที หลังจากหยุดพักผ่อนมาถึงสองปี นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติซึ่งไม่คุ้นกับธรรมเนียมรัฐประหาร ก็ควรเริ่มขยับแผนการลงทุนที่ดองเอาไว้หลังจากที่เมืองไทย มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐเกือบทุกแห่งได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหนูใหญ่ จะขยายตัวสูงกว่าปีหมูหลับที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยใจป้ำที่สุด คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 6 ในปี 2551 ไม่ว่าพรรคไหนจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ หนีไม่พ้นที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งทำให้เกิดข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยขึ้นมาให้ได้ และเมื่อรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คงหนีไม่พ้นที่เราอาจจะต้องเผชิญกับกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์การตลาด ที่รัฐบาลมักจะพูดแต่ตัวเลขดีๆ แบบเข้าข้างตัวเอง โดยหวังว่าประชาชนได้รับฟังแล้วจะสบายใจ ความคาดหวังที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ก็จะกลายเป็นความเชื่อมั่น ส่งผลให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจไทยก็จะได้รับอานิสงส์อีกต่อหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม ถ้าตัวเลขดีๆ เหล่านี้เป็นเพียงภาพลวงตา ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะพุ่งขึ้นไม่หยุดก็จะมีแต่หนี้สินของภาคธุรกิจ และประชาชน ภาคธุรกิจจะไม่สามารถหารายได้มาให้คุ้มกับการลงทุนที่ลงไป ส่วนประชาชนก็จะไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจริง ไม่สอดคล้องกับการจับจ่ายใช้สอยที่อาจจะถูกกระตุ้นจากความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ หนี้สินที่เพิ่มขึ้นจะรวมกันกลายเป็นความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ถูกกลบซ่อนอยู่ใต้ข้อมูลเศรษฐกิจการตลาด ยากที่จะรู้ข้อเท็จจริง ผมคิดว่ามีห้าภาพลวงตาสำคัญที่อาจจะมากับปีหนูใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจ และประชาชนจะต้องมองให้ทะลุและเท่าทัน เพื่อไม่ให้ถูกหลอก จนพลาดท่าเสียทีมีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภาพลวงตาทั้งห้า ได้แก่ (1) GDP ขยายตัวดีแล้วใครได้ กลยุทธ์เศรษฐศาสตร์การตลาดมักจะเน้นที่ตัวเลขการขยายตัวของ GDP จนทำให้ประชาชนเชื่อว่า ถ้า GDP ขยายตัวดีแล้ว ทุกคนในประเทศจะได้รับประโยชน์ดีขึ้นไปด้วยเท่าๆ กัน แต่เศรษฐกิจไทยมีความลักลั่นอยู่สูงมาก การขยายตัวของ GDP ในปีหมูหลับที่ผ่านมานั้น เกือบร้อยละ 80 เป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสุทธิ โดยเฉพาะการส่งออกของสินค้ารายการหลักๆ ของประเทศ ที่ใช้เงินทุน และเทคโนโลยีสูง ธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้รู้สึกไม่ลำบากในปีที่ผ่านมา แต่ถ้าธุรกิจใดค้าขายในประเทศเป็นหลัก หรือส่งออกสินค้าพื้นๆ แบบไทยๆ เช่น อาหาร หรือเสื้อผ้า ก็จะรู้สึกว่าปีหมูหลับนั้นหนักหนาสาหัสยิ่งนัก ที่ธนาคารไทยแห่งประเทศไทยคาดว่า GDP ในปี 2551 อาจจะขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 6 นั้น คงต้องถามต่อให้ละเอียดว่าใครจะได้ประโยชน์บ้าง แบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันแบบลักลั่นมากน้อยเพียงใด (2) เป้าการส่งออกในรูปเงินบาทเป็นเท่าไร ภาพลวงตาที่สองเกี่ยวเนื่องกับภาพลวงตาแรก เวลาที่ทางการพูดว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีจากการส่งออกสุทธิ ก็มักจะพูดต่อว่าการส่งออกของไทยในช่วงสิบเอ็ดเดือนแรกของปีหมูหลับ ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 17.4 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 12.5 ประชาชนฟังดูแล้วคงสบายใจ แต่ลืมนึกไปว่าตัวเลขการส่งออกที่แถลงออกมานั้นเป็นการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ ที่ลดค่าลงเรื่อยๆ ถ้าแปลงให้อยู่ในรูปของเงินบาทแล้วการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวขยายตัวเพียงร้อยละ 6.1 เท่านั้น เป้าการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สำหรับปี 2551 ที่ตั้งไว้ร้อยละ 12.5 นั้น ฟังดูเหมือนจะสูง แต่เป็นรูปเงินดอลลาร์อีกเช่นกัน ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกร้อยละ 6-7 ตามอัตราการแข็งค่าของเงินหยวนที่รัฐบาลจีนตั้งแบนด์เอาไว้ ก็จะกลายเป็นว่าการส่งออกในรูปของเงินบาทจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.5-6.5 เท่านั้น จะดูว่าการส่งออก มีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร การวัดและตั้งเป้าในรูปของเงินบาทอาจจะเหมาะสมกว่า และจะเป็นเป้าที่ท้าทาย สมศักดิ์ศรีหนูใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ ไม่ให้ชะล่าใจกับภาพลวงตาของอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย (3) ค่าเงินบาทนิ่งๆ ได้นานแค่ไหน ตลอดปีที่ผ่านมาเราเห็นธนาคารแห่งประเทศไทยแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง และบางช่วงก็สามารถทำให้ค่าเงินบาทนิ่งๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ได้ติดต่อกันเป็นเดือน แต่เวลาที่มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาพร้อมกันก้อนใหญ่ๆ ค่าเงินบาทก็กระโดดได้อย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน ดังนั้น ภาคธุรกิจจะนอนใจกับค่าเงินบาทที่อาจจะนิ่งๆ ในบางช่วงเวลาไม่ได้เลย กลยุทธ์การแทรกแซงค่าเงินบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยนอกประเทศเป็นสำคัญด้วย โดยเฉพาะสภาวการณ์เศรษฐกิจของอเมริกา และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีน (4) เงินเฟ้อแท้หรือเงินเฟ้อเทียม แม้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับสูงขั้นมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 แต่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนธ.ค. ยังคงอยู่เพียงร้อยละ 3.2 เท่านั้น ถ้าเห็นตัวเลขเงินเฟ้อของไทยแล้วสบายใจ ก็จะกลายเป็นการชะล่าใจโดยไม่รู้ตัว ในยุคที่ราคาน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนี้ เงินเฟ้อของประเทศรอบข้างได้ปรับสูงขึ้นไปหมดแล้ว การที่อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นเพราะมีสินค้าจำนวนมาก ถูกควบคุมราคาโดยทางการ นโยบายการควบคุมราคาสินค้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คงต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคงได้รับเงินสนับสนุนจากภาคธุรกิจต่างๆ พอสมควรในการเลือกตั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่ยอมให้ปรับราคาสินค้าขึ้น ผู้ประกอบการต้องหาทางปรับราคาในรูปแบบอื่นๆ อย่างแน่นอนเพื่อให้อยู่รอดได้ ไม่ว่าจะทำขนาดบรรจุภัณฑ์เล็กลง ออกสูตรใหม่ที่ราคาแพงขึ้น หรือลดปริมาณการผลิตลง อัตราเงินเฟ้อที่เราเห็นรายงานอยู่ทุกเดือนก็อาจจะเป็นเพียงอัตราเงินเฟ้อเทียมเท่านั้น (5) Mega projects หรือประชานิยมเบี้ยหัวแตก คนไทยคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะผลักดันการใช้จ่ายเงิน และการลงทุนของภาครัฐออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมในปีหนูใหญ่ โดยเฉพาะพวกโครงการ mega projects ที่ถูกดองมาหลายปี ซึ่งจะช่วยให้เกิดการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ยั่งยืนมากขึ้น แต่เมื่อดูผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าฝ่ายไหนจะจัดตั้งรัฐบาล พรรคเล็กๆ จะมีอำนาจต่อรองสูงมาก เพราะเสียงของรัฐบาลจะปริ่มน้ำ จนต้องมีคนคอยนับจำนวน ส.ส. ทุกครั้งที่มีการลงคะแนนในสภา และเมื่อทุกพรรคตระหนักดีว่ารัฐบาลใหม่คงจะมีอายุไม่ยืน รัฐมนตรีพรรคต่างๆ คงต้องเร่งสร้างผลงานผ่านโครงการประชานิยม และเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ การจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ ที่คาดว่าจะดำเนินการผ่านโครงการลงทุน mega projects อาจจะกลายเป็นประชานิยมเบี้ยหัวแตก ไม่ส่งผลยั่งยืนเหมือนกับที่เราอยากให้เป็น การดำเนินกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์การตลาดของรัฐบาลใหม่ อาจจะทำให้เราตกอยู่ในวังวนของภาพลวงตาได้พอสมควร เราทุกคนคงต้องช่วยกันตั้งคำถาม วิเคราะห์ให้ลึก และติดตามข้อมูลเศรษฐกิจกันอย่างเท่าทัน เพื่อไม่ให้โอกาสที่คาดว่าจะมากับปีหนูใหญ่ชวดไปโดยไม่รู้ตัว
|