|
||||||||||||||
|
ขุมทรัพย์การลงทุนปี
2008
มองมุมใหม่ : รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2551 หนึ่งคำถามยอดฮิตในขณะนี้สำหรับนักธุรกิจก็คือ ในปี 2008 นี้ จะลงทุนในทรัพย์สินอะไรดี ถึงจะมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงและมั่นคงในระยะยาว ถึงจะเรียกว่า ขุดทองจากการลงทุน ที่เหมาะสมได้ครับ โดยไม่ว่าคณะรัฐบาลจะได้รับการจัดตั้งมาด้วยสูตรใดก็ตาม ขอให้ไม่ได้รับผลกระทบมาจากเรื่องการเมืองดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่า หากกล่าวถึงการลงทุนเพื่อขุดทองแล้ว ประเทศที่โดดเด่นที่สุดในช่วงทศวรรษนี้ คงจะไม่หนีแดนมังกร หรือประเทศจีน เพื่อนบ้านเรานี่เองครับ เนื่องจากมีเอกลักษณ์สารพัดประการที่หลายๆ ท่านคงทราบกันอยู่แล้ว ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบดับเบิ้ลดิจิตที่ต่อเนื่องมาหลายปีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกครับ จึงมีคำถามกันมากว่า จีนยังคงน่าดึงดูดใจในการเข้าไปลงทุนอีกหรือไม่ โดยหากมองกันตามข้อมูลทางสถิติ จะเห็นว่าในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานั้น ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของจีนพุ่งสูงขึ้นไปมากกว่า 300% แล้ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงขึ้นมากๆ เข้าข่ายตลาดร้อนแรงที่กำลังบูม หากเข้าไปตอนนี้ ก็อาจมีความเสี่ยงว่า ตลาดหุ้นจะเริ่มสโลว์ดาวน์ อัตราการเติบโตลดลง ไม่อาจจะคาดหวังผลตอบแทนมหาศาลเหมือนกับการดีดลูกคิดรางแก้วได้เหมือนสามปีที่ผ่านมา จนบางท่านอาจวิเคราะห์ถึงกับว่าอาจจะเกิดฟองสบู่แตกตัวได้ในอนาคต โดยกฎเหล็กโดยทั่วไปมักกล่าวว่า กลยุทธ์ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนสูงๆ นั้น ควรต้องเริ่มเข้าไปลงทุนตั้งแต่วัฏจักรธุรกิจยังเพิ่งเริ่มต้น หรืออยู่ในช่วงกำลังฟื้นฟูครับ ราคาจึงจะเหมาะสม และรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนให้สูงๆ เมื่อธุรกิจเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ จงค่อยเก็บเกี่ยวผลตอบแทนกลับมาได้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ของจีนตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงที่เติบโตอย่างร้อนแรงเต็มที่แล้ว ราคาหลักทรัพย์จึงค่อนข้างสูงมาก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหลักทรัพย์จีนขณะนี้ แม้ว่าจะค่อนข้างสายไปสักหน่อย แต่ก็ยังนับว่ามีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนได้เช่นกันครับ เพราะหากมองเศรษฐกิจโดยรวมของจีนแล้ว ก็ถือว่ายังมีการเติบโตได้อีกมากพอสมควร โดยยังมีแรงส่งจากนโยบายของรัฐบาลจีนอีกด้วย ดังนั้น ก็ยังถือว่ามีโอกาสที่จะเข้าไปแสวงหาผลตอบแทนได้อีกเช่นกัน ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ ทั้งจีน อินเดีย ละตินอเมริกา หรือยุโรปตะวันออก ตอนนี้ก็เริ่มเข้าสู่วัฏจักรราคาที่ค่อนข้างสูงแล้วเช่นกันครับ อาจจะต้องหาช่องทางอื่นใหม่ๆ ที่น่าจะมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น และความเสี่ยงต่ำลง โดยหลักทรัพย์ตอนนี้ที่เล็งเห็นว่าน่าจะมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้อย่างดีมากๆ คือ จำพวกสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ทั้งหลายนั่นเอง โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรทั้งหลายครับ หลายๆ ท่านคงมีคำถามในใจว่า ทำไมสินค้าเหล่านี้ ซึ่งดูเหมือนว่าไม่ได้มีคุณค่าราคาสูงขึ้นสักเท่าไร ทำไมจึงน่าจะมีศักยภาพในการลงทุนได้ครับ เหตุผลก็เนื่องมาจากในความผันแปรของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั่นเอง โดยเฉพาะวิกฤตการณ์พลังงานที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งน้ำมันดิบราคาสูงมากเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องมีการหันมาใช้พลังงานทดแทนในหลากรูปแบบ และพลังงานทดแทนที่มีความเป็นไปได้ในเชิงต้นทุนและการผลิตในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ พลังงานที่ผลิตจากพืชน้ำมันต่างๆ นั่นเอง อาจจะนำมากลั่นเป็นไบโอดีเซล เอทานอล ฯลฯ ดังนั้น ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรเหล่านี้ จะต้องพุ่งสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้แน่นอน และราคาก็ต้องถีบตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย การลงทุนด้วยการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เอาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นยุทธวิธีที่น่าพิจารณามากครับ อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากแนวคิดรักษ์โลกของเราครับ โดยปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนตามมา กำลังคุกคามทุกชีวิต การใช้พลังงานจากฟอสซิล จึงทำให้เกิดปัญหานี้มากขึ้นอีก การผลิตพลังงานทดแทนที่สะอาดขึ้น ก็น่าที่จะได้รับความนิยมสูงเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดูมีอนาคตมากๆ อาทิเช่น น้ำตาล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล ดีมานด์และราคาย่อมต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ หรือปาล์มน้ำมันเองก็ตาม ปริมาณความต้องการก็สูงมากขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤติน้ำมัน พวกที่ใช้ปิโตรเลียมเข้ามามีส่วนในการผลิตด้วย ไม่ว่าจะเป็น ยางสังเคราะห์ที่ต้นทุนจะแพงขึ้น ผลักดันให้ผู้ผลิตต้องหันมาใช้น้ำยางพาราธรรมชาติมากขึ้น ความต้องการน้ำยางพาราก็สูงขึ้น หรือแม้แต่เครื่องนุ่งห่มต่างๆ อย่างฝ้ายก็มีแนวโน้มที่ดีในการลงทุนเช่นกัน เพราะเครื่องนุ่งห่มหลายประเภทต้องใช้วัตถุดิบจากการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม เมื่อต้นทุนแพงขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องกลับมาให้ความสนใจใยผ้าธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ราคาเส้นใยธรรมชาติต่างๆ พุ่งสูงขึ้นในทศวรรษที่จะมาถึงอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ที่มีศักยภาพสูงอีก เช่น นิเกิล แพลทินัม ที่คาดการณ์กันว่าจะตีคู่มากับทองคำในฐานะวัตถุมีค่าในการเก็บสะสมครับ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งในการลงทุนครับ โดยคาดว่าตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ ยังจะเป็นตลาดกระทิงต่อไปได้อีกหลายปี เพราะถึงแม้ว่าดีมานด์พุ่งสูงขึ้น แต่ซัพพลายก็ไม่น่าจะผลิตสูงขึ้นได้ทันที เพราะสินค้าเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการลงทุนและเก็บเกี่ยวค่อนข้างนานเช่นกัน ไม่เหมือนกับพวกอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ผลิตได้เลยภายในเวลาไม่นาน ซึ่งเงื่อนไขนี้จะยิ่งทำให้เกิดความขาดแคลนได้อีก ราคาก็น่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นได้อีกมากครับ ดังนั้น ขุมทรัพย์ที่เห็นในอนาคตน่าจะมาจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ ดังที่กล่าวครับ ความฮอตของอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในตลาดอาจจะลดน้อยลง ที่กล่าวมาก็ถือว่าเป็นข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่นำเสนอให้ท่านนักลงทุนพิจารณาครับ และหวังว่าทุกท่านคงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าดังที่คาดหวังในปี 2008 นี้ สวัสดีปีใหม่อีกครั้งครับ
|