|
||||||||||||||
|
รัฐบาลใหม่
กับ
การบริหารเศรษฐกิจปีหนู
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2551 ก่อนอื่นผมขอร่วมไว้อาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และขอสวัสดีปีใหม่แด่ผู้อ่านทุกท่าน รวมทั้งขอถือโอกาสนี้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดประทานพรให้พวกเราชาวไทยแคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดีที่ประสบในช่วงที่ผ่านมา และพบกับสิ่งใหม่ๆ ที่นำความสุขมาให้ตลอดปีใหม่นี้ คอลัมน์มุมเอกฉบับแรกรับปีใหม่นี้ จะขอเริ่มด้วยเรื่อง การบริหารเศรษฐกิจในปีหนู ซึ่งผมคาดว่าจะมีความยากและซับซ้อนมากกว่าการบริหารเศรษฐกิจในปีหมูหลายเท่าตัว เพราะในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ จากปัจจัยภายนอก และภายในค่อนข้างมาก ทั้งจากความเสี่ยงของ การชะลอตัวในเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเพียงตัวเดียวในช่วงที่ผ่านมา และ ความเสี่ยงจากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินทั่วโลกรวมทั้งไทย นอกจากนั้น ยังมี ความเสี่ยงจากภายในประเทศที่สำคัญ จากปัญหาการถีบตัวของเงินเฟ้อ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งปัญหาการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศที่ยังขยายตัวในระดับต่ำมาก ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ในการบริหารเศรษฐกิจในปีหนูนี้ จะต้องเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งฟื้นการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งการบริโภคและลงทุน เพื่อชดเชยการส่งออกที่อาจจะลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป ในทางทฤษฎี เมื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจมีสองเป้าหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างน้อยสองประเภทเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องบริหารเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องมือหลักทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านนโยบายการคลัง และด้านนโยบายการเงินแบบผสมผสานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลควรจะนำเครื่องมือทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นด้านรายจ่ายหรือรายได้ มาช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายการคลังสามารถส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน และภาคธุรกิจได้โดยตรง รวมทั้งสามารถกำหนดเป้าหมายกลุ่มคนหรือกลุ่มธุรกิจที่ต้องการรับความช่วยเหลือได้ชัดเจน เช่น นโยบายด้านรายจ่ายสามารถระบุงบประมาณรายจ่ายที่เฉพาะเจาะจงไปช่วยกลุ่มคนจนในระดับรากหญ้า ที่มักจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าคนรวย หรือนโยบายเร่งการลงทุนในโครงการภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนของประเทศที่แทบจะไม่ขยายตัวอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่นโยบายด้านภาษีก็สามารถนำมาใช้สนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจูงใจให้ภาคเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น ส่วนในด้านนโยบายการเงิน ผ่านอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยนนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินนโยบายผ่านสถาบันการเงิน และตลาดเงินทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และระบบการเงินทั้งประเทศ ดังนั้น นโยบายการเงินจึงควรถูกนำมาใช้เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เสถียรภาพเศรษฐกิจมีปัญหาจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อควรต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย และจะต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด เช่น หากการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วงที่การใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัว เฉกเช่นในปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า Cost-push inflation ทางการก็ไม่ควรใช้นโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ เพราะจะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการ (ต้นทุนการกู้เงิน) สูงขึ้น แต่ควรใช้นโยบายการเงินผ่านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าในรูปเงินบาทให้ถูกลงได้ ทั้งนี้ การบริหารค่าเงินบาทก็ไม่ควรปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งรวดเร็วจนเกินไป จนภาคการผลิตปรับตัวไม่ทัน และควรดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งขัน เพราะหากค่าเงินบาทแข็งกว่าค่าเงินสกุลของคู่แข่งมาก ผู้ส่งออกไทยก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา กับประเทศคู่แข่ง และอาจทำให้การส่งออกลดลง ซึ่งในที่สุด ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง กลายเป็นปัญหางูกินหาง วนไปวนมา ระหว่างปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาเสถียรภาพ สำหรับกรณีที่ปัญหาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่ขยายตัวสูงมาก จนสินค้าผลิตไม่ทัน ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น (Demand-pull inflation) ทางการก็ควรใช้นโยบายการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดการใช้จ่ายภายในประเทศและชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่า การบริหารเศรษฐกิจให้ดีเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ คือ จะต้องเข้าใจศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ว่า นโยบายเศรษฐกิจแต่ละประเภทจะส่งผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจอย่างไร ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องใช้ศิลปะในการเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุลและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจด้วย กล่าวโดยสรุป ผมว่าเศรษฐกิจในปีหนูนี้ รัฐบาลใหม่คงจะเผชิญกับปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะจากอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นจากปีก่อนอย่างมาก ยังไงก็คงต้องขอฝากรัฐบาลใหม่ให้ดูแลปัญหาทั้งสองเป็นพิเศษด้วยนะครับ
|