หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The Unnatural History of the Sea เบิ่งมองท้องทะเล (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3964 (3164)

เรื่องเรือประมงไทยถูกจับในน่านน้ำ ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นข่าวอยู่เสมอ แรงจูงใจที่ดึงดูดให้เกิดการล่วงล้ำ น่านน้ำของเพื่อนบ้าน ได้แก่ เรือประมงไทย จับปลาในน่านน้ำของไทยจนไม่มีปลาเหลือ พอให้จับอีกในขณะที่น่านน้ำของเพื่อนบ้าน ยังมีปลาเหลืออยู่มากมาย อ่าวไทยซึ่งครั้งหนึ่งอุดมไปด้วยปลานานาชนิด ตอนนี้ใกล้จะมีแต่ น้ำใสๆ แล้ว แต่ภาวะเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะ ในอ่าวไทยเท่านั้น หากเกิดขึ้นทั่วโลก เหตุปัจจัยที่ผลักดันให้มันเกิดขึ้น ได้แก่ การขยายตัวของจำนวนประชากรโลกและ ความนิยมบริโภคอาหารทะเล ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็มีความก้าวหน้าจนเอื้อให้การ จับปลามีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ

ทะเลซึ่งครอบคลุมผิวโลกถึง 71% เป็นแหล่งอาหารสำคัญยิ่งของชาวโลกมาตั้งแต่ ครั้งดึกดำบรรพ์ แต่มันจะเป็นต่อไปได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับนโยบายของพวกเราชาวโลกเอง ศาสตราจารย์ Callum Roberts แห่ง มหาวิทยาลัยยอร์กของอังกฤษเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลคนหนึ่ง ซึ่งได้เสนอนโยบายให้พวกเราพิจารณา การเสนอของเขาทำโดยผ่านการ เล่าเรื่องบทบาทของการทำประมงและล่าสัตว์ทะเลในหนังสือชื่อ The Unnatural History of the Sea

หนังสือขนาด 435 หน้าเล่มนี้ พิมพ์ออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2550 และแบ่งเป็น 3 ภาคด้วยกัน ภาคแรกครอบคลุม ยุคยุโรปโบราณจนถึงสมัยที่ชาวยุโรปออกไปสำรวจ และล่าอาณานิคมในส่วนอื่นของโลก ภาค 2 พูดถึงยุคการทำประมงเชิงอุตสาหกรรม และภาค 3 เป็นการมองสภาพของท้องทะเลและเสนอแนวนโยบาย

ภาคแรกแยกออกเป็น 11 บท ซึ่งย้อนกลับไปดูปัจจัยที่กระตุ้นให้ชาวยุโรปเริ่มออกไปทำประมงทะเลกันอย่างจริงจัง แทนการจับปลา ในแหล่งน้ำจืดเมื่อราว 1,000 ปีที่ผ่านมา เนื้อหาตอนนี้เป็นเรื่องราวของชาวยุโรป ตอนเหนือเสียเป็นส่วนใหญ่ การค้นคว้า พบว่าปัจจัยเบื้องต้น ได้แก่ การเพิ่มของ จำนวนประชากรซึ่งต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เป็นเงาตามตัว ความต้องการอาหารนำไป สู่การหักล้างถางป่าและการจับปลาในแม่น้ำลำคลองและหนองบึงเพิ่มขึ้น การถางป่า ขนานใหญ่ก่อให้เกิดการพังทลายและการไหลของหน้าดินลงสู่สายน้ำ ในขณะเดียวกัน จำนวนคน และสัตว์ที่เพิ่มขึ้นก็ปล่อยมูล และปฏิกูลลงสายน้ำด้วย กิจกรรมเหล่านั้น นำไปสู่การสูญเสียแหล่งจับปลาในขณะที่ การจับปลากำลังเพิ่มความเข้มข้น เมื่อการประมงน้ำจืดไม่สามารถสนองความต้องการได้ ผู้อยู่ตามชายทะเล ก็หันไปจับปลาทะเล

การเพิ่มของประชากรกดดันให้การประมงทะเลขยายออกไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นวิธี จับปลาก็พัฒนาเพิ่มขึ้นเมื่อปลาตามชายฝั่ง เริ่มหายาก การประมงก็ขยายออกไปไกล จากฝั่งและในที่สุดขยายไปถึงอเมริกาเหนือ เมื่อชาวยุโรปเดินทางไปถึงทวีปนั้น ผู้เขียน เล่าว่าก่อนที่ชาวยุโรปจะอพยพไปตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือนในอเมริกาอย่างจริงจัง พวกเขา เดินทางไปเพื่อจับปลาและสัตว์น้ำกันเป็น ส่วนใหญ่ หลังจากผู้เดินทางไปถึงอเมริกา รุ่นแรกๆ กลับไปเล่าให้ชาวยุโรปฟังถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลที่นั่น เช่น นอกฝั่งทะเลของประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาตอนเหนือ ข้อมูลบ่งว่า ที่นั่นมีปลาสารพัดชนิดโดยเฉพาะ ปลาคอด ปลาชนิดนี้มีมากเสีย จนชาวยุโรป เรียกชื่อคาบสมุทรแห่งหนึ่งว่า "คาบสมุทรคอด" ซึ่งอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ในปัจจุบัน นอกจากปลาแล้วแถวนั้นยังมี สัตว์อื่นให้ล่าจำนวนมาก ทั้งในน้ำและบนบก อีกด้วย เช่น กุ้งมังกร นก แมวน้ำ และกวาง ความอุดมสมบูรณ์ ของย่านนั้นเกิดขึ้นเพราะกระแสน้ำทะเล สองสายไหลไปบรรจบกันนั่นคือ กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม และกระแสน้ำเย็น ลาบราดอร์ ซึ่งก่อให้เกิดจุลินทรีย์ที่เรียกว่าแพลงตอน อย่างหนาแน่น แพลงตอนเป็น โซ่อาหารข้อแรกของปลา และสัตว์ทะเล

ไม่เฉพาะทางตอนเหนือเท่านั้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาสารพัดชนิด นอกฝั่ง ทางตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือก็เช่นกัน ว่ากันว่า จอร์จ วอชิงตัน เลือกย่านนั้นเป็น ที่ตั้งเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาก็เพราะมัน มีปลาอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ย่านนั้นมีอ่าวเชซาพีค ซึ่งเป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่แม่น้ำหลายสายไหล ไปลง มันมีปลาทะเลหลายสายพันธุ์ซึ่งมา รวมตัวกันแล้วว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ในแหล่งน้ำกร่อยและน้ำจืด ปลาขนาดใหญ่ ได้แก่ สเตอร์เจิน ซึ่งให้ทั้งเนื้อและไข่ที่เรียกว่า คาเวียร์ นอกจากนั้นยังมีปลาสายพันธุ์อื่น อีกมาก บางสายพันธุ์ชุกชุมและจับง่ายเสียจน ชาวอเมริกันในยุคนั้น จับไปทำปุ๋ย นอกจาก ปลาแล้วย่านนี้ยังมีเต่า หอยนางรมและปู อีกจำนวนมากด้วย อย่างไรก็ตามการทำประมงแบบเข้มข้นติดต่อกันเป็นเวลานานเพื่อ สนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้น ยังผลให้ปลาบางชนิดสูญหายไปจากแถบนี้ เช่น สเตอร์เจิน ผู้เขียนพูดถึงอ่าวนี้อีกครั้ง ในภาคต่อไปเพื่อเป็นตัวอย่างของการทำลายอ่าวจากการทำประมงเชิงอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่

เนื่องจากจุดแรกที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือไปพบเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างทวีปอเมริกาเหนือ กับอเมริกาใต้ ชาวยุโรปจึงเข้าไปหาประโยชน์ จากย่านนั้นอย่างเข้มข้นไม่น้อยกว่าจากย่านอื่น นอกจากปลาชนิดต่างๆ แล้วย่านนี้มีแมวน้ำ พะยูน หรือวัวทะเล จระเข้ และเต่าทะเล ชุกชุมยิ่ง จระเข้และเต่ามีมากเสียจน หมู่เกาะเคย์แมนซึ่งแปลว่าจระเข้เป็นที่รู้จักกัน ในปัจจุบันว่าเป็นสถานที่ฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาตินั้น มีชื่อเดิมที่โคลัมบัสตั้งให้ว่า เต่า (Las Tortugas) สัตว์ทุกสายพันธุ์ถูกล่า เป็นอาหารของชาวยุโรปซึ่งไปตั้งถิ่นฐาน ในย่านนั้น และทาสที่พวกเขานำเข้าไปจากแอฟริกา

สัตว์ทุกอย่างถูกล่าอย่างเข้มข้นจน ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเต่า ซึ่งผู้เขียนนำมาเล่าอย่างละเอียดในภาคนี้ ในสมัยก่อนทะเลแคริบเบียนมีเต่าขนาดใหญ่สองสายพันธุ์เป็นจำนวนมาก คือ เต่ากระ และเต่าตนุ ทั้งไข่และเนื้อของเต่าสองชนิดนี้ เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ฉะนั้นการล่าจึง เป็นไปอย่างเข้มข้นจนรัฐบาลของบางเกาะ ออกกฎหมายคุ้มครอง แต่บางเกาะก็ยัง ปล่อยให้ล่าทั้งที่สังคมโลกได้ประกาศให้เต่าทะเลทุกชนิดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้วก็ตาม ผู้เขียนนำผลการศึกษามาเสนอว่า ในสมัยก่อนย่านนั้น มีเต่าถึงราว 50-100 ล้านตัว แต่ในปัจจุบันนี้มีเหลือเพียงจิ๊บจ๊อย เขาไม่ได้ บอกว่าย่านแคริบเบียนมีเต่าตนุเท่าไร เพียงแต่บอกว่า ทั่วโลกมีตัวเมียที่วางไข่อยู่ ราว 2 แสนตัวส่วนเต่ากระเข้าไปวางไข่ใน ย่านทะเลแคริบเบียนปีละประมาณ 8,000 ตัวเท่านั้น

พะยูนเป็นสัตว์ที่เชื่องและล่าง่ายไม่น้อยกว่าเต่า ฉะนั้นมันจึงถูกล่าจนหมดไปอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนไม่ได้เล่าเรื่องราวของพะยูนใน ย่านทะเลแคริบเบียนมากนัก นั่นอาจเป็นเพราะ มันยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน ไม่เหมือนกับพะยูนในย่านทะเลเบริง ซึ่งสูญพันธุ์ไป ในเวลาอันสั้นหลังจากฝรั่งเดินทางไปถึง อย่างไรก็ตามการสูญพันธุ์ของพะยูนใน ย่านทะเลเบริง ซึ่งอยู่ระหว่างอลาสกากับ รัสเซียมีปัจจัยอื่นประกอบด้วยนั่นคือ การล่านากทะเล

นอกจากจะล่าสัตว์น้ำเป็นอาหารแล้ว ฝรั่งยังล่าสัตว์บางอย่างเพื่อเอาหนังและขน อีกด้วย นากทะเลเป็นสัตว์ที่เคยมีอยู่จำนวนมากในพื้นที่จากทะเลเบริงลงไป ตามฝั่งตะวันตก ของทวีปอเมริกาเหนือจนถึงเม็กซิโก หนังของมันเป็นที่นิยมสำหรับทำเสื้อกันหนาว มันจึงถูกกระหนาบล่าจากสองข้างนั่นคือฝรั่งที่เดินทางไปอเมริกา โดยผ่านทางทวีปอเมริกาใต้จะล่านากไปจากทางนั้น

ส่วนฝรั่งที่เดินทางจากรัสเซียจะล่านาก ลงไปจากทางเหนือ การล่าเป็นไปอย่างเข้มข้น จนจำนวนนากทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนากทะเลกินเม่นทะเลและหอยเป๋าฮื้อเป็นอาหาร เมื่อไม่มีนากในจำนวนมากพอ ประชากรเม่นทะเล และหอยเป๋าฮื้อก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสัตว์สองชนิดนี้กินสาหร่ายเป็นอาหารเช่นเดียวกับพะยูน สาหร่ายจึงหมดไปอย่างรวดเร็วด้วยยังผลให้พะยูนสูญแหล่งอาหารจนอดตายไปหาก ไม่ถูกล่าเสียก่อน

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่อง ที่ผู้เขียน นำมาชี้ให้เห็นถึงประเด็นความสัมพันธ์ชนิด แยกกันไม่ออกระหว่างส่วนประกอบต่างๆ ของระบบนิเวศทางทะเล

หน้า 38


The Unnatural History of the Sea เบิ่งมองท้องทะเล (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3965 (3165)

หลังจากเล่าเรื่องราวของการล่าเต่าและพะยูนจนบางชนิดสูญพันธุ์ ผู้เขียนจึงเล่าเรื่องการล่าวาฬ แมวน้ำ และปลาขนาดเล็กจำพวกเฮอร์ริง

แม้วาฬจะเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ในทะเลลึก แต่ประวัติศาสตร์บ่งว่ามนุษย์เราล่ามันมา นับเป็นพันปีแล้ว ภาพเขียนในถ้ำที่เกาหลีชี้ว่า การล่าวาฬอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 8,000 ปีก่อน สำหรับในยุโรป ผู้เขียนอ้างถึงหลักฐานการล่าวาฬ เมื่อประมาณ 1,200 ปีที่แล้ว การล่าวาฬอย่างแพร่หลายในตอนแรกๆ ชาวยุโรปใช้วิธีสร้างหอคอยสูงไว้ตามชายฝั่งทะเล แล้วให้คน ขึ้นไปเฝ้าดู เมื่อเห็นฝูงวาฬว่ายเข้ามาใกล้ฝั่ง พวกเขาก็ส่งเรือออกไปตามล่าโดยใช้ฉมวก และหอกขนาดใหญ่ซึ่งมีเชือกผูกไว้กับเรือ เมื่อฆ่าวาฬ ได้ก็ลากมันเข้ามาที่ฝั่งเพื่อชำแหละ วาฬมีไขมันสูงมาก มันเป็นทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และวัตถุดิบสำคัญของการทำเทียนไข และสบู่ ชาวยุโรปล่าวาฬอยู่ประมาณ 400 ปีก่อน ที่จำนวนวาฬในน่านน้ำยุโรปตะวันตก จะค่อยๆ ร่อยหลอลงจนบางสายพันธุ์สูญหายไปในที่สุด

หลังจากชาวยุโรปไปค้นพบทวีปอเมริกา การล่าวาฬก็ขยายไปถึงที่นั่น เริ่มจากทางฝั่งตะวันออกของแคนาดา ซึ่งมีวาฬชุกชุมมาก ชาวยุโรปจากหลายสัญชาติส่งเรือไปล่าวาฬ ในอเมริกา ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศเอกราชราว 50 ปี เรือล่าวาฬที่ส่งไปจากฮอลแลนด์ประเทศเดียวมีเกือบ 6,000 ลำ เมื่อวาฬทางตอนเหนือร่อยหรอลง นักล่าก็ ล่องลงใต้และล่าวาฬต่อไปจนถึงทางตอนใต้สุดของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อถึงตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 การล่าวาฬได้ขยายออกไปทั่วโลก และได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติระดับโลกอุตสาหกรรมแรก เรือล่าวาฬสัญชาติอเมริกันขนาดใหญ่บางครั้งออกล่าติดต่อกันไปเป็นเวลาถึง 3-4 ปีจึงจะย้อนกลับมาบ้านสักครั้ง การล่าเป็นไปอย่างเข้มข้นจนทำให้จำนวนวาฬลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า ในตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 วาฬที่ว่ายผ่านชายฝั่งแคลิฟอร์เนียลงไปทางใต้ในฤดูหนาวมีประมาณวันละพันตัว หลังจากทางอพยพของมันถูกค้นพบ และการล่าเริ่มขึ้น เพียงเวลาไม่ถึง 20 ปี วันหนึ่งมีวาฬว่ายน้ำผ่านทางนั้นเพียงประมาณ 40 ตัว ด้วยการล่าในอัตราสูงขนาดนั้น วาฬจึงเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ได้รับการปกป้องในที่สุด

แมวน้ำเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ไม่ต่ำกว่าวาฬ และถูกล่าติดต่อกันมาเป็นเวลานับพันปีเช่นกัน ชาวเอสกิโมบนเกาะกรีนแลนด์ใช้แมวน้ำเพื่อทำสารพัดอย่าง เช่น ใช้เนื้อเป็นอาหาร ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อปรุงอาหาร จุดตะเกียงและทำความร้อน ใช้หนังทำเสื้อผ้า ที่นอน เชือกและเรือ ใช้กระเพาะทำทุ่น และใช้กระดูกทำเครื่องมือต่างๆ ในตอนแรกชาวยุโรปที่ไปถึงอเมริกาจงใจล่าวอลรัสซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแมวน้ำและมีงา ซึ่งใช้แทนงาช้างได้แม้จะไม่ใหญ่เท่างาช้างก็ตาม นอกจากนั้นหนังของมันยังใช้ทำเชือกที่มีความเหนียวเป็นพิเศษอีกด้วย เมื่อล่าวอลรัสซึ่งมีอยู่ในพื้นที่รอบๆ ตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกจนเกือบหมด พวกชาวยุโรปก็หันไปล่าแมวน้ำ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป เนื่องจากชาวจีนต้องการหนังแมวน้ำ ไม่น้อยกว่าหนังนากทะเล การล่าสัตว์ทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อส่งหนังไปขายในเมืองจีนจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้มข้นเพราะตลาดจีนมีขนาดใหญ่เพียงเวลาไม่นาน การล่าที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ก็เริ่มทำให้จำนวนแมวน้ำลดลง จนในที่สุดรัฐบาลต้องเริ่มเข้ามาควบคุมเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

ผู้เขียนเติบโตขึ้นในเมืองริมฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทำประมง ปลาตัวเล็กๆ ในทะเลเหนือ โดยเฉพาะปลาเฮอร์ริง และซาร์ดีนที่เรามักเห็นในรูปของปลากระป๋อง แต่เขานำเรื่องการจับปลาในถิ่นของตัวเองมาเล่า หลังจากเล่าเรื่องการล่าแมวน้ำแล้วย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทุกปีปลาจำพวกนี้จะรวมตัวกันเป็นฝูงขนาดมหึมาแล้วว่ายเข้าไปในย่านน่านน้ำยุโรปตอนเหนือเพื่อวางไข่ ชาวประมงส่งเรือออกไปลงข่าย ซึ่งบางราย ยาวนับเป็นกิโลเมตรและจับปลาได้ข่ายละ เป็นแสนตัว เมื่อจับได้ก็นำมาใส่เกลือและบรรจุลงถังไม้สูงเพียงเอวเพื่อส่งไปขายทั่วประเทศ เนื่องจากปลาจำพวกนี้มีชุกชุมมาก ผู้เขียนเล่าว่าเมื่อประมาณ 135 ปีที่แล้ว สกอตแลนด์จับได้ถึงปีละประมาณ 8 แสนถัง ปลาเฮอร์ริง จึงเป็นอาหารสำคัญของคนทั่วไปในสกอตแลนด์ในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม นั่นยังน้อยเมื่อเทียบกับ การจับปลาชนิดนี้ซึ่งมีมาก่อนในทางตอนเหนือ ของยุโรป โดยเฉพาะในย่านสแกนดิเนเวีย ชาวฮอลแลนด์นิยมกินปลาจำพวกนี้มา เป็นเวลานานและกินมากเสียจนเมืองอัมสเตอร์ดัมได้สมญาว่าสร้างอยู่บนกอง ของก้างปลาเฮอร์ริง ข้อมูลบ่งว่าในฤดูจับ ปลาเฮอร์ริง ข่ายที่ชาวประมงลงไว้ในทะเลเหนือรวมกันยาว 8,000-10,000 กิโลเมตร หลังจากเกิดการประดิษฐ์เครื่อง จักรกลซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและ เรือประมง ได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลแทนกำลังคนและกำลังลม การจับปลาจำพวกนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น และจับได้มากเสียจนคนบริโภคไม่ทัน ปลาส่วนหนึ่งจึงถูกนำไปทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ ฉะนั้นเพียงไม่กี่ทศวรรษ ฝูงปลาขนาดมหึมาก็หายไปจากย่านทะเลเหนือ สร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจการประมงและสัตว์อื่น เนื่องจากปลาจำพวกนั้น เป็นอาหารสำคัญของสัตว์ขนาดใหญ่กว่า เช่น ซาบะ ทูน่า โลมา และฉลาม แม้การจับปลาด้วยข่ายจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำลายฝูงปลาจำพวกซาร์ดีนและเฮอร์ริงขนาดมหึมาลงได้ในเวลาไม่นาน แต่ผู้เขียนเล่าว่าอวนมีประสิทธิภาพเหนือกว่านั้นอีก อวนไม่ทำลายเฉพาะฝูงปลาเท่านั้น หากยังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในทางที่มัน ถูกลากผ่านไปด้วย ข้อมูลบ่งว่าการใช้อวน ในยุโรปเริ่มขึ้นอย่างน้อย 700 ปีแล้ว ในสมัยนั้นอวนยังมีขนาดเล็กเพราะเรือลากอวนยังใช้ใบ มันจึงลากได้เฉพาะตอนมีลมและใน ทิศล่องของลม นอกจากนั้นมันยังลากได้เฉพาะในทิศทางของกระแสน้ำเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อวนมีประสิทธิภาพเหนือข่าย และการจับปลาด้วยเบ็ดและมีผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในทะเลสูงมาก ในปี พ.ศ.1919 จึงมีผู้ถวายฎีกาต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งอังกฤษให้ ห้ามใช้อวน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ผลสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เวลาผ่านไปอีกร้อยกว่าปีอังกฤษจึงเริ่มมีกฎหมายห้ามใช้อวนที่มีตาถี่เกินไป และในบางท้องถิ่นห้ามใช้อวน ในสถานที่ซึ่งมีสาหร่ายทะเล หลังจากนั้นอีกราว 100 ปี ชาวฮอลแลนด์ จึงห้ามใช้อวนลากกุ้งในอ่าวของตน ตามด้วยฝรั่งเศสซึ่งห้ามใช้อวนโดยเด็ดขาด และต่อมาอีกไม่นานอังกฤษก็ห้ามใช้อวนที่ติดโซ่เหล็ก ลากไปตามพื้นเพื่อไล่ปลาให้เข้าอวน ในตอนนั้นมีหลักฐานว่าอังกฤษบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ถึงกับสั่งลงโทษประหารชีวิตชาวประมง 2 คนที่ฝ่าฝืน

เมื่อเวลาผ่านไปความต้องการอาหารทะเล มีมากขึ้น เมื่อรถไฟเดินทางไปถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่ห่างจากฝั่งทะเลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการทำน้ำแข็งได้ช่วยให้การส่งปลาสดไป ถึงเมืองที่อยู่ห่างไกลได้สะดวกขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันเครื่องจักรกล ก็ยังผลให้เรือลากอวนมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ การลากอวนไม่จำเป็นต้องรอกระแสลม และกระแสน้ำอีกต่อไป และลากได้แม้แต่ในทะเลลึก พร้อมๆ กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการ จับปลา อวนขนาดใหญ่ก็มีความสามารถ ในการทำลายสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในทางผ่านของมัน มากขึ้นด้วย นอกจากจะทำลายสิ่งที่อยู่ตามพื้น เช่น ปะการัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลแล้ว อวนยังจับสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่อยู่ในทางผ่าน สิ่งไหนที่ไม่อยู่ในความต้องการ หรือกินไม่ได้ก็ต้องพลอยตายไปด้วย

ประสิทธิภาพในการจับปลาและอานุภาพ ในการทำลายของอวนถูกต่อต้านมาตลอด และเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้ว เกิดการฟ้องร้องครั้งใหญ่ขึ้นในอังกฤษอีก และดังที่เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 รัฐบาลตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ซึ่งในที่สุดก็ลงความเห็นว่าทะเลมีทรัพยากรมากจนใช้ไม่หมดฉะนั้นจึงไม่ควรมีการห้ามใช้อวน ข้อสรุปนั้น เป็นจุดพลิกผันในฐานความคิดของการใช้อวน ซึ่งวิวัฒน์มาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ ชาวประมงทั่วโลก ต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นจนปลา หลายสายพันธุ์สูญหายไปจากทะเลแล้ว และสภาพของพื้นทะเลถูกลากจนเตียน และเปลี่ยนไปจนไม่สามารถเป็นแหล่งเพาะสัตว์น้ำหลายสายพันธุ์ได้อีก

หน้า 38


The Unnatural History of the Sea เบิ่งมองท้องทะเล (3)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3966 (3166)

ภาค 2 ของหนังสือเป็นรายละเอียดของผลกระทบของการทำประมงหลังเกิดการประดิษฐ์เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และบนฐานความคิดที่ว่าทรัพยากรทางทะเลมีไม่จำกัด ภาคนี้มี 10 บท ผู้เขียนชี้ว่าจริงอยู่การทำประมงทั่วโลกจับปลาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปีละ 85 ล้านตันเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และการเลี้ยงปลาทะเลแพร่ขยายออกไป อย่างกว้างขวาง แต่เขานำข้อมูลมาเสนอเพื่อแย้งว่าการจับปลาได้มากขึ้น เกิดจากการขยายพื้นที่และจับปลาพันธุ์ใหม่แทนพื้นที่ และปลาพันธุ์ที่หมดไป การเลี้ยงปลาทำลายป่าโกงกางทั่วโลกไปแล้วถึงราว 50%

ผู้เขียนย้อนกลับไปดูการจับปลาและล่าสัตว์บางอย่างในบางพื้นที่อีกครั้ง เริ่มด้วยเรื่อง ของวาฬในทางตอนเหนือ ของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งครั้งหนึ่งมีพะยูนจำนวนมากแต่ถูกล่าจน สูญพันธุ์ ส่วนนากทะเล แมวน้ำ และวาฬ ยังมีอยู่เพราะชาติในย่านนั้นตกลงกันหยุดล่า ในปัจจุบันย่านนั้นไม่มีปลาคอดให้จับแล้ว แต่ยังมีแซลมอนกับพอลล็อก การทำประมง ในย่านนั้นชี้ให้เห็นวิวัฒนาการบางอย่าง เช่น หลังจากมีมาตรการห้ามจับ จำนวนนากทะเล และแมวน้ำก็ฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนวาฬยังไม่ฟื้น เมื่อวาฬขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอาหารของวาฬพิฆาตมีน้อย วาฬพิฆาตซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วาฬหากอยู่ในสายพันธุ์ของโลมา และไม่มีใครล่าก็หันไปกินนากทะเล และแมวน้ำแทน วาฬพิฆาตจึงมีจำนวนมาก และเป็นเจ้าทะเลอยู่ในขณะนี้ ความไม่สมดุลสร้างปัญหาให้แก่นักอนุรักษ์ เพราะอาจจะต้องเลือกฆ่าวาฬพิฆาตเป็นบางส่วนเพื่อรักษา นากทะเลและแมวน้ำไว้

สำหรับการจับปลาในย่านทะเลเหนือ เขานำข้อมูลมาเสนอว่าเมื่อจำนวนปลาใน ย่านนั้นลดลง ชาวประมงก็ส่งเรือออกไปไกล ขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีใหม่ช่วยให้ทำเช่นนั้นได้สะดวกโดยเฉพาะการมีเรือโรงงานทำปลา และแช่แข็งเดินทางไปด้วย ในขณะเดียวกัน ชาวเอเชียก็มีเรือหาปลาซึ่งมีเทคโนโลยีก้าวหน้าดังกล่าวมากขึ้น ฉะนั้นการแข่งขันจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น จนปลาหลายชนิดหมดไปและทำให้ประเทศเล็กๆ เช่น ไอซ์แลนด์ ประกาศขยายน่านน้ำของตนจาก 3 ไมล์ทะเลเป็น 12 ไมล์เมื่อปี 2501 การประกาศเช่นนั้นนำไปสู่การพิพาทอย่างรุนแรงกับอังกฤษซึ่งส่งเรือรบเข้าไปคุ้มครองเรือประมงของตน อย่างไรก็ตาม ความเห็นของสังคมโลกค่อยๆ เปลี่ยนไปจน ในที่สุดประเทศส่วนใหญ่ยอมรับการขยายเขตเศรษฐกิจออกไปเป็น 200 ไมล์ทะเลดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การจับปลาจะลดลง ตัวอย่างเช่น ทั้งแคนาดา และสหรัฐอเมริกา ประกาศเขตเศรษฐกิจ 200 ไมล์ทะเลในปี 2520 เมื่อเรือประมง จากต่างประเทศไม่สามารถเข้าไปจับปลา ในเขตนั้นได้ เรือประมงของแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ก็จับปลากันอย่างเมามัน ในเวลาเพียง 15 ปีปลาคอดซึ่งเป็นทรัพยากร ที่สำคัญที่สุดของย่านนั้นก็ร่อยหรอลงทำให้รัฐบาลแคนาดา ต้องประกาศห้ามจับปลานั้น เป็นเวลา 2 ปี แต่เนื่องจากจำนวนปลา ไม่ยอมฟื้นคืนชีพขึ้นมาดังที่คาด รัฐบาลจึง ห้ามจับปลาคอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ยกเว้น ในบางกรณีเท่านั้น

เมื่อปราศจากปลาคอดซึ่งชอบกิน เม่นทะเล ประชากรของเม่นทะเลก็เพิ่มขึ้น แบบก้าวกระโดดทันทีและกินสาหร่ายจนเตียน ชาวประมงหันมาจับเม่นทะเลเพื่อเอาไข่ขาย ให้แก่ชาวเอเชีย แต่พวกเขาไม่ได้หยุดแค่นั้น หากหันไปจับปลาอย่างอื่นและสัตว์น้ำทุกชนิด ที่ขายได้โดยเฉพาะกุ้งมังกรและหอยต่างๆ จนทำให้ประชากรของสัตว์จำพวกนั้นลดลงอย่างรวดเร็วด้วย

ในภาคแรกผู้เขียนได้พูดถึงเรื่องอ่าว เชสซาพีคไว้เล็กน้อยโดยเฉพาะในด้านที่ เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของปลาสเตอร์เจิน ซึ่งให้ทั้งเนื้อ และไข่คาเวียร์ นอกจากปลาสเตอร์เจินแล้ว อ่าวนี้ยังมีทรัพยากรอย่างอื่นอีกมากเช่นเดียว กับอ่าวอื่นๆ ทั่วโลกรวม ทั้งอ่าวขนาดใหญ่ในเม็กซิโกตอนช่วงต่อกับ รัฐแคลิฟอร์เนียด้วย เขานำมาเล่าในภาคนี้ เพื่อ เป็นตัวอย่างของผลกระทบต่ออ่าวของ การทำประมงอย่างไม่ยั้งคิด อ่าวนี้เคยมี หอยนางรมอุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่หลังจาก ชาวประมงนำ เรือคราดขนาดใหญ่ซึ่งอาศัยเครื่องจักรพลังสูงขุดหอยแทนการขุดด้วยมือ เพียงไม่นาน ที่อยู่ของมันก็ถูกทำลายจนในปัจจุบันนี้มีหอยนางรมเหลืออยู่น้อยจนรัฐต้องจำกัดการขุด นอกจากหอยนางรมแล้วอ่าวนี้ เคยมีปลาขนาดเล็กคล้ายปลาซาร์ดีนซึ่งอยู่กันเป็นฝูงมหึมาเช่นเดียวกับในทะเลเหนือ แต่ปลาชนิดนี้กำลังจะสูญพันธุ์เช่นกัน เพราะการจับไปทำปลาป่นและปุ๋ย เมื่อขาดปลาขนาดเล็ก ปลากะพงชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของ ชาวอเมริกันก็ขาดอาหาร และมีแนวโน้มที่จะ สูญพันธุ์ตามไปด้วยซ้ำร้ายในปัจจุบันอ่าว เชสซาพีคยังถูกคุกคาม ด้วยสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร และจากโรงงาน อ่าวซึ่งครั้งหนึ่ง แสนอุดมสมบูรณ์จึงอยู่ในสภาพของคนป่วยหนัก เช่นเดียวกับอ่าวจำนวนมากทั่วโลก

ผู้เขียนย้อนกลับไปดูย่านทะเลแคริบเบียน อีกครั้งหลังจากที่เล่าเรื่องการล่าเต่ากระ และพะยูนจนเกือบสูญพันธุ์ หลังจากชาวยุโรปเข้าไปตั้งหลักแหล่ง ในตอนนี้เขาเล่าถึง การทำลายปะการังซึ่งเป็นตัวอย่างของการทำลายทั่วโลก เนื่องจากบางประเทศในเขตนี้ เช่น เฮติ และจาเมกา มีประชากรหนาแน่น และยากจนมาก พวกเขาทั้งจับปลา และทำลายปะการังรอบๆ เกาะจนเกือบหมดด้วยกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การตัดไม้ทำลายป่าทำให้ ดินถล่มทลายและไหลไปลงทะเลจนทำให้ปะการังขาดอากาศหายใจ การล่าปลาโดยใช้ระเบิด และการลากอวนที่ทำลายปะการัง ป่าปะการังเป็นฐานของการสร้างแนวหินโสโครกซึ่งมีความสำคัญต่อการเพาะพันธุ์ ของสัตว์ทะเล เนื่องจากปลารอบๆ เกาะจาเมกาหายากขึ้นทุกวัน ในยุคนี้ชาวจาเมกาจึงหันไปกินปลาที่มีเนื้อน้อยและ ไม่ค่อยมีใครกินมาก่อนโดยวิธีใหม่ที่เรียกว่า "การดื่มชาปลา" นั่นคือเอาปลาตัวเล็กๆ หรือปลาที่มีแต่ก้างลงต้มทั้งตัวในหม้อเป็นเวลานาน จนเนื้อของมันละลายออกไปอยู่ในน้ำต้ม หลังจากนั้นก็ตักเอาก้าง เกล็ด และครีบออก แล้วดื่มน้ำต้มนั้นเป็นน้ำชา อย่างไรก็ตามย่าน แคริบเบียนมิได้เป็นเช่น เฮติ และจาเมกาเสียทั้งหมด บางประเทศได้ประกาศเขตหวงห้าม จับปลาไว้ในวงกว้าง ประเทศเหล่านั้นยังมี ปลาในน่านน้ำของตน อย่างสมบูรณ์

กระบวนการที่นำไปสู่ความจำเป็นของ ชาวจาเมกาที่ต้องดื่มน้ำต้มปลาแทนเนื้อปลานั้น มีอยู่ทั่วไป และเริ่มขึ้นตั้งแต่มีการจับปลาทะเลนั่นคือ ประมงและนักล่าเลือกจับปลาขนาดใหญ่ก่อน หลังจากปลาขนาดใหญ่หมดก็จับตัว ที่เล็กลงทั้งปลาในสายพันธุ์เดียวกันและ ต่างสายพันธุ์ ผู้เขียนนำข้อมูลพร้อมภาพ จำนวนมากมาเสนอเพื่อชี้ให้เห็นว่าในสมัยที่ ชาวยุโรปอพยพไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกาใหม่ๆ ปลาบางชนิดตัวใหญ่มากและหนักเป็น ร้อยกิโลกรัม

แต่เมื่อปลารุ่นนั้นหมดไป ปลาที่จับได้มีขนาดเล็กลงเพราะมันโตไม่ทัน ยังผลให้คน รุ่นหลัง คิดว่ามาตรฐานของปลาสายพันธุ์นั้น คือตัวขนาดเล็กดังที่เห็น ในทำนองเดียวกัน คนในยุคนี้คิดว่าฝูงปลาบางชนิดที่มีอยู่ในทะเลนั้น มีขนาดใหญ่เพราะพวกเขาไม่เคยเห็น ฝูงขนาดมหึมาที่มีอยู่ในอดีต และด้วยเหตุนั้น ในปัจจุบันนี้จึงไม่ค่อยมีใครรู้สึกเดือดร้อน กับการทำลายทรัพยากรทางทะเลเพราะ เขาไม่เคยเห็นความอุดมสมบูรณ์ของทะเล ในอดีต

กระบวนการล่าจากปลาขนาดใหญ่ไปสู่ ปลาขนาดเล็ก และจากสายพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกสายพันธุ์หนึ่งนั้น เป็นกระบวนการล่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมาช้านาน ยิ่งเมื่อการค้าเปิดกว้างขึ้น การล่ายิ่งเข้มข้นขึ้นเพราะตลาดใหม่ มักมีรสนิยมต่างออกไปจากตลาดท้องถิ่น เปิดโอกาสให้เกิดการล่าสัตว์ขนาดที่เล็กลง หรือคนละสายพันธุ์มากขึ้น เช่น การเปิดตลาดของจีนนำไปสู่การล่าปลาขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งในอ่าวของเม็กซิโก และหอยเป๋าฮื้อ นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียจนหมด เพราะชาวจีน ชอบกินกระเพาะปลาซึ่งมาจากปลาชนิดนั้น และชอบหอยเป๋าฮื้อเป็นชีวิตจิตใจจนยอมจ่ายแทบไม่อั้น

นอกจากนั้นการล่าบางวิธีทำกันอย่าง ทิ้งๆ ขว้างๆ จนก่อให้เกิดความเสียหาย ใหญ่หลวง เช่น การล่าฉลามเพื่อตัดเอา เฉพาะครีบแล้วโยนตัวทิ้ง การลากอวนที่ต้องการเฉพาะปลาที่มีราคาสูง ส่วนปลาอื่น ที่ติดมาด้วยถูกโยนทิ้ง

หน้า 46


The Unnatural History of the Sea เบิ่งมองท้องทะเล (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3967 (3167)

การทำประมงส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในทะเลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งมา เป็นเวลานานยกเว้นในกรณีของ การล่าวาฬเท่านั้น เพราะวาฬมีค่าสูงคุ้มกับ การล่า ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน นอกจากนั้นทะเลลึกมักไม่มีฝูงปลาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับพื้นที่ ใกล้ชายฝั่ง อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ในกลางทะเลลึกมีกระแสน้ำอุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นทะเล ซึ่งก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแพลงตอน อันเป็นโซ่ข้อแรกของวงจรชีวิตในทะเล พื้นที่เหล่านี้จึงอุดมสมบูรณ์คล้ายโอเอซิสในกลางทะเลทราย นอกจากนั้นปลาขนาดใหญ่ยังอพยพเป็นระยะทางไกลๆ จากฝั่งมหาสมุทรหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่งโดยผ่านทะเลลึก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น การค้นหาปลาจำพวกนี้ก็ทำได้ ง่ายขึ้น การล่าปลาในทะเลลึกจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้มข้นในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา

อานุภาพของเทคโนโลยีเอื้อให้การล่ามีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เช่น ข่ายหลังหนึ่งอาจยาวถึง 90 กิโลเมตร ข่ายฆ่าทุกอย่างที่ว่าย ผ่านเข้าไปติดไม่เฉพาะปลาที่ต้องการเท่านั้น มันจึงได้สมญาว่าเป็นกำแพงเพชฌฆาต ความสามารถในการฆ่าสัตว์โดยไม่เลือกนี้ เป็นแรงจูงใจให้องค์การสหประชาชาติห้ามใช้ข่ายในการทำประมงมาตั้งแต่ปี 2535 อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น เช่น เบ็ดราว ก็มิได้ลดการ ฆ่าสัตว์อื่นลง เพราะสายเบ็ดไนลอนที่เหนียว และยาวหลายกิโลเมตรและมีเบ็ดเป็นหลักพัน หลักหมื่น ก็มีสัตว์อื่นมากินแล้วตายโดยไม่จำเป็นด้วย เช่น เต่าทะเล การจับปลาขยายออกไปสู่ทะเลลึกทั่วโลก และชาวญี่ปุ่นกลายเป็นชาติจับปลาที่ใหญ่ที่สุดมาตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การจับปลาขนาดใหญ่ในทะเลลึก เป็นไปอย่างเข้มข้นจนจำนวนปลาเริ่มลดลง เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทูน่าหลายสายพันธุ์ ปลาดาบ ปลาเลื่อยหรือปลาฉลาม ทูน่าบางสายพันธุ์ เช่น ทูน่าสีนำเงิน เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นมาก ตัวหนึ่งอาจมีราคาเป็นแสนดอลลาร์ ทำให้พวกมันถูกตามล่าไม่ว่าจะแฝงอยู่แห่งหนไหนในโลก

ไม่เฉพาะข่ายและเบ็ดราวเท่านั้นที่ใช้กันในทะเลลึก ตอนนี้เทคโนโลยีมีอานุภาพสูงมาก จนเอื้อให้อวนสามารถลงไปลากได้ในทะเลลึกด้วย ทั้งนี้เพราะในกลางทะเลลึกนั้นไม่ได้ลึกมาก จนทั่วไปหมด หากมีย่านที่เป็นเนินราบใต้น้ำ พื้นที่เหล่านี้มักมีทั้งปลา ปะการังและสัตว์อื่นอีกสารพัด แต่เมื่ออวนเข้าไปลาก สิ่งเหล่านั้นก็ถูกทำลายจนเตียนไปเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในทะเลนอกชายฝั่ง มันจึงเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ไม่รอดพ้น จากการทำลายของการทำประมง

ในภาค 3 ผู้เขียนมองสภาพของท้องทะเลและเสนอการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นท้องทะเล ให้คืนกลับมาเป็นแหล่งอาหารสำคัญเช่นเดิมอีกครั้ง ภาคนี้ มีด้วยกัน 5 บท และเริ่มด้วยการพูดถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้การจับปลามีประสิทธิภาพสูงยิ่ง เช่น เรือลากอวนมีเครื่องสะท้อนเสียง ซึ่งทำให้ประมงมองเห็นภาพพื้นทะเลใต้ ท้องเรือ มีเรดาร์เพื่อค้นหาฝูงปลาและมีระบบบ่งชี้ตำแหน่งบนผิวโลกจากดาวเทียม ส่วนเรือประมง ที่ใช้เบ็ดก็มีสายเบ็ดที่ทำด้วยเส้นใยไนลอนที่แสนเหนียวและใส ซึ่งเอื้อให้ผูกเบ็ดได้นับพันแต่ปลาไม่สามารถมองไม่เห็นมันได้ นอกจากนั้นเทคโนโลยียังทำกลิ่นล่อปลาด้วยสารเคมีและหลอกปลาด้วยแสงไฟที่ติดไว้ใกล้ๆ เบ็ดได้อีก เทคโนโลยีจำพวกนี้มีใช้ในเรือตกปลาเพื่อการกีฬาด้วย แม้แต่การ ล่าปลาโดยใช้วิธีดั้งเดิม เช่น ฉมวกและไซ ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสรุปในขณะนี้ ปลาหาที่หลบซ่อนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งในเขตของประเทศด้อยพัฒนาซึ่งไม่มีเรือจับปลาแบบทันสมัยของตัวเอง ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านั้นยอมเซ็นสัญญาให้เรือหาปลาสัญชาติอื่นเข้าไป จับปลาในเขตของตนได้ ในหลายๆ กรณีสัญญา เหล่านั้นทำให้ประเทศด้อยพัฒนาเสียเปรียบ แต่ผู้นำยอมเซ็นเพราะได้ค่าตอบแทนใต้โต๊ะ

ทั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ปลาที่จับได้ก็ไม่เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะปลาในทะเลมีน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญด้านท้องทะเลจึงพยายามหาวิธีแก้ไข ผู้เขียนมองว่าวิธีต่างๆ ที่ทำกันมายังไม่ได้ผลเต็มที่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งในด้านเทคนิคและด้านการเมือง เขาจึงเสนอมาตรการ 7 อย่าง ซึ่งเขานำข้อมูลมาสนับสนุนว่าเพราะอะไรมันจึงจะทำให้ทะเลฟื้นคืนชีพกลับมาเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม มาตรการเหล่านี้มีบางประเทศนำไปใช้จนได้ผลแล้ว แต่มันจะต้องแพร่กระจายออกไปทั่วโลกจึงจะได้ผลตามต้องการ (1) ลดศักยภาพการประมงลงจากระดับปัจจุบันซึ่งมีมากเกินระดับของทรัพยากรแล้ว เช่น ประมงในทะเลเหนือมีศักยภาพเกินอยู่ถึง 40% (2) ห้ามนักการเมืองเข้าร่วมพิจารณาการอนุญาต หรือห้ามจับปลาและสัตว์ทะเล (3) ยกเลิกวิธีตั้งโควตาแล้วใช้วิธีกำหนดจำนวนวันสำหรับจับปลาได้ พร้อมทั้งกำหนดเทคโนโลยีที่ใช้ด้วย (4) ห้ามประมงทิ้งสิ่งที่จับได้ การกำหนดให้ประมงต้องเก็บทุกอย่างที่จับได้จะกระตุ้นให้เขาเลือกจับเฉพาะปลาที่มีราคาสูง (5) สนับสนุน การใช้เทคโนโลยีที่จับเฉพาะปลาที่ต้องการ พร้อมกับลดปลาที่พลอยติดมาด้วย (6) ห้ามใช้เครื่องมือที่สร้างความเสียหายสูงในบางกรณีและบางพื้นที่ เช่น อวนบางชนิด และ (7) ตั้งเขตสงวนพันธุ์ สัตว์ทะเลให้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าในปัจจุบัน

ในบรรดาข้อเสนอทั้งหมดนี้ เขามีรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการที่ 7 มากที่สุด อันที่จริงแนวคิดที่จะประกาศเขตสงวนพันธุ์สัตว์ทะเล มีมาหลายสิบปีแล้ว และหลายสิบประเทศได้ประกาศเขตดังกล่าว แต่เขตสงวนส่วนใหญ่ยังมีลักษณะของเสือกระดาษ นั่นคือไม่มีความเคร่งครัดในการดูแล ประสบการณ์บ่งว่าในเขตสงวนขนาดเล็กๆ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ สัตว์ส่วนใหญ่ซึ่ง ครั้งหนึ่งถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนเข้าไปศึกษาเขตสงวนพันธุ์หลายแห่ง ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลกและพบว่า แม้ชาวประมงจะต้องเลิกจับปลาในเขตหวงห้าม แต่หลังจากเวลาผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง พวกเขาสามารถจับปลาได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะปลาที่อยู่ในเขตหวงห้ามมีจำนวนมากและทะลักออกไปให้จับนอกเขต ผู้เขียนมองว่าแนวคิดเรื่องการสงวนรักษาพันธุ์สัตว์ในทะเลไม่น่าจะต่างกับแนวคิดเรื่องการสงวนรักษาพันธุ์สัตว์และพืชบนพื้นดิน ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในขณะนี้พื้นดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ทั่วโลกมีรวมกันถึง 12% ของผืนแผ่นดินทั้งหมด แต่เขตสงวนพันธุ์สัตว์ทะเลคิดได้เป็น 0.6% ของท้องทะเลเท่านั้น

หลังจากศึกษาข้อมูลต่างๆ ผู้เขียนมองว่า ถ้าเราจะรื้อฟื้นทะเลให้กลับคืนมาเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ชาวโลกจะต้องช่วยกันขยายเขตสงวนพันธุ์สัตว์ออกไปให้ครอบคลุมพื้นที่ราว 30% ของท้องทะเลและให้มันกระจัดกระจายกันออกไปในแหล่งเพาะพันธุ์สำคัญๆ ทั่วโลก เขามองว่าสังคมโลกมีทุนและการสนับสนุนอย่างเพียงพอ และจะทำได้สำเร็จในที่สุด

ข้อคิดเห็น : แม้หนังสือเล่มนี้จะมีขนาดใหญ่ แต่เนื้อหาไม่ได้ครอบคลุมวิวัฒนาการด้านการจับปลาและสัตว์ทะเลทั่วโลก ผู้เขียนยอมรับในข้อจำกัดนี้เพราะเขาบอกว่าเขาไม่มีข้อมูลเพียงพอ อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เขานำมาเสนอ เพียงพอสำหรับนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เรากำลังทำกับท้องทะเลเช่นเดียวกับเราได้ทำกับพื้นดิน ด้วยการตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำพื้นที่มาผลิตอาหาร การกระทำนั้นนำไปสู่การเพิ่มตัวเลขที่มักนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า จีดีพี ซึ่งชี้บ่งความมั่งคั่ง แต่เราหารู้ไม่ว่าเรากำลังรื้อฝาและหลังคาบ้านมาเผาเพื่อเอาตัวเลขอันดูงามหรูนั้น เราคงทำได้ไม่นานก่อนบ้านของเราจะพัง แม้ข้อสรุปจะออกมาในรูปนี้ แต่ผู้เขียนหนังสือยังมองโลกในแง่ดีที่คิดว่า เรายังมีเวลาที่จะแก้ปัญหาได้ทัน ฉะนั้นการ นำเสนอของเขาจึงเป็นแบบการเล่าเรื่องเบาๆ พร้อมรูปภาพสลับกับข้อมูลหนักๆ อันเป็นการทำให้หนังสือชวนอ่านขึ้น อย่างไรก็ตามนั่นอาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการนำเสนอเท่านั้น หาก ผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบายหลงประเด็น และเห็นว่าปัญหาที่เขานำมาเสนอไม่หนักหนาสาหัสและเร่งด่วน มันจะเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง

หน้า 46