หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมืองไทยกับทีวีสาธารณะ

โดย อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10891

ในปี พ.ศ.2551 นี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าไปสู่ช่วง "เปลี่ยนผ่าน" ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การสื่อสารมวลชน จากผลของการผ่านร่างพระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.... โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ขั้นตอนต่อจากนี้ คือการพิจารณานำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อบังคับใช้กฎหมายและดำเนินงานเกี่ยวกับทีวีสาธารณะต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกสัมปทานการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์จากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์ เป็นทีไอทีวี รวมทั้งมีมติแปลงสภาพกิจการ โดยยกระดับไปสู่บทบาทของการเป็นทีวีสาธารณะ ได้ทำให้ฝันของการ "ปฏิรูปสื่อ" ใกล้ความเป็นจริงเข้ามาทุกที

เนื้อหาหลักของร่าง พ.ร.บ.นี้ คือการจัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะ ด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สินและรายได้ขององค์การ

อย่างไรก็ตาม ความสับสนและปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงพัฒนาการของวงการโทรทัศน์ไทย รวมถึงที่ไปและที่มาของการบริหารกิจการสถานีทุกช่อง ตลอดช่วงระยะเวลาร่วมครึ่งค่อนศตวรรษ

องค์กรและบริษัทผู้ผลิตรายการ ตลอดจนพนักงาน เจ้าหน้าที่และนักวิชาชีพบางส่วน คงต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้วงการทีวีใช้วิธีหารายได้จากการขายโฆษณาเป็นหลัก ดังนั้น รายการส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปในทางการตอบสนองความนิยม ซึ่งสำรวจวัดออกมาเป็น "เรตติ้ง"

แต่สิ่งที่กลไกตลาดเชิงพาณิชย์ได้ละทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย คือความเอาใจใส่ต่อกลุ่มประชาชนทุกภาคส่วนภายในสังคม ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นผู้ชมรายการโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน แต่ทว่าอาจมิใช่กลุ่มเป้าหมายของรายการส่วนใหญ่ ที่ต้องการมุ่งเน้นผลกำไรทางธุรกิจ

ผลที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่าประชาชนคนส่วนน้อย ผู้พิการ คนชราและเยาวชน ตลอดจนกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Subcultures) ต้องพลอยถูกมองข้ามความสำคัญ เพราะสื่อต่างๆ มัวแต่หันไปพิจารณาเฉพาะเรื่องกำลังซื้อของผู้บริโภค

อันที่จริง สรรพสิ่งในสังคมสมัยนี้ได้เดินหน้าไปไกลเกินกว่า "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" เดิมๆ ของวงการโทรทัศน์กระแสหลัก เพราะสาเหตุจากแรงผลักทางเทคโนโลยีควบคู่ไปการตื่นตัวของผู้ชม ซึ่งเป็นปมเด่นของวัฒนธรรมยุคสารสนเทศและโลกาภิวัตน์ทางด้านการสื่อสาร

นวัตกรรมการสื่อสารออนไลน์และการหันกลับมาเป็นฝ่ายรุกของผู้รับสาร ทำให้กระบวนการรับ-ส่งข้อมูลและข่าวสาร เกิดการย้อนศรป้อนกลับในอัตรา/ปริมาณที่มากมหาศาล จนยากยิ่งต่อการแทรกแซง หรือแม้กระทั่งปิดกั้น คุกคามและควบคุม ดังเช่นที่เคยเป็นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้เอง การรีบเร่งจัดตั้งทีวีสาธารณะขึ้นมาในประเทศไทย จึงเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญของการปฏิวัติภูมิทัศน์ ด้านสื่อและการสื่อสาร (Media&Communication Landscape) โดยยึดหลักแนวทางตอบสนองความต้องการ ของประชาชนทุกกลุ่มผู้เป็นเจ้าของประเทศ เพื่อเป้าหมายในการเสริมสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะ และสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง

กระบวนทัศน์ใหม่ที่ว่านี้ มีความสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งโน้มนำไปสู่กระบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองอย่างเข้มแข็ง ของคนกลุ่มต่างๆ รวมจนถึงการแสวงหาแนวทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางสภาวะอันผันผวนของสังคมโลก

ในอดีต สภาพธุรกิจของวงการโทรทัศน์ไทยอาศัยปัจจัยทางด้านโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองแบบ "อำนาจนิยม" และ "ทุนนิยมอุปถัมภ์" จนทำให้กิจการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการทีวี ไม่อาจหลีกหนีจากร่มเงาอิทธิพลของกลุ่มชนชั้นนำ ผู้ถือครองอำนาจรัฐและกลุ่มทุนผลประโยชน์ ซึ่งต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน

มาตรการเชิงโครงสร้างต่างๆ ทั้งเรื่องความเป็นเจ้าของและที่มาของรายได้ ตลอดจนนโยบายด้านกำกับดูแลรายการและการสร้างความมีส่วนร่วม ฯลฯ ได้พยายามวางประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยหวังว่าประสบการณ์ทั้งในและนอกประเทศ จะสามารถกำหนดเขตปลอดอำนาจรัฐ/ทุนขึ้นมาให้ได้

ในเมื่อสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ต่างได้ครอบครองสิทธิสัมปทานอันยาวนาน โดยดำเนินงานผ่านกลไกตลาด ภายใต้การถือครองของสำนักนายกรัฐมนตรีและกองทัพบก ขณะที่ช่อง 11 เป็นสถานีของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารให้กับรัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งหลาย จึงอาจกล่าวได้ว่าสถานีโทรทัศน์ในเมืองไทย โดยทั่วๆ ไปประกอบด้วย "ทีวีธุรกิจ" และ "ทีวีราชการ"

กระนั้นก็ดี กงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังทำให้สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ก่อกำเนิดเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งถึงแม้ทีวีสาธารณะแห่งแรกนี้อาจมีลักษณะแปลกใหม่ และคงต้องใช้เวลาไม่น้อยในการสร้างความนิยม และพลังศรัทธาให้เกิดขึ้นมาในหมู่ประชาชนผู้ชมโทรทัศน์

แต่ความสำเร็จและผลลัพธ์ระยะยาวต่อประเทศชาติ น่าจะคุ้มค่าสมกับที่หลายฝ่ายได้พยายามฟันฝ่าอุปสรรคและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสื่อมาเป็นระยะเวลานับสิบปี

หน้า 6