|
||||||||||||||
|
จากสมานฉันท์สู่ทะเลาะกันอย่างสันติ
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10891 คงดีถ้าคนไทยเราจะสมานฉันท์กันได้ในปีใหม่นี้ แต่เมื่อดูผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ประกอบกับแนวโน้มการเมืองรอบหลายปีหลังแล้ว ผมคิดว่าเราควรตั้งเป้าต่ำลงมา ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง คือเอาแค่ให้คนไทยทะเลาะกันอย่างสันติได้ก็พอ! ทั้งนี้ เพราะคะแนน ส.ส. แบบสัดส่วนของพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ศกก่อน จำนวน 12,331,381 เสียงนั้นแสดงซ้ำและต่อยอดแบบแผนปรากฏการณ์: - -11 ล้านเสียงของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 -19 ล้านเสียงของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 -16 ล้านเสียงของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2549 และ -10.7 ล้านเสียงที่ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2550 ตัวเลขคะแนนเสียงเหล่านี้เมื่อนำมาวางเคียงข้างคะแนน ส.ส.แบบสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศตนเป็นขั้วตรงข้าม กับพรรคไทยรักไทยในอดีต และพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จำนวน 12,138,960 คะแนนแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักแน่นชัดเจนคงเส้นคงวาระหว่างประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ ในสังคมไทย - โดยแต่ละกลุ่มต่างก็มีจำนวนพอฟัดพอเหวี่ยงกันกว่าสิบล้านคน- ชนิดที่มิอาจปฏิเสธลบล้างได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ผมคิดว่านี่คือการแสดงออกทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมของความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมไทยปัจจุบัน ระหว่าง [ชนชั้นนายทุนใหญ่รุ่นใหม่ + ชนชั้นเกษตรกร-แรงงานนอกระบบในเมือง - ที่มีพรรคไทยรักไทยในอดีต และพรรคพลังประชาชนทุกวันนี้ เป็นตัวแทน] VS. [ชนชั้นนำแต่เดิม + คนชั้นกลาง - ที่มีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลาง และเล็กอื่นๆ เป็นตัวแทน] หากฟังคำว่า "ชนชั้น" แล้วแสลงใจ จะเรียกเสียใหม่ว่าเป็นความขัดแย้งเชิง "โครงสร้าง" ก็ได้ กล่าวคือโดยเนื้อแท้แล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว ส่วนกลุ่มพรรคพวกหรือส่วนเครือข่ายอุปถัมภ์, มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร ที่จะขอให้เลิกทะเลาะกัน เลิกแล้วต่อกันและหันหน้ามารักกัน แล้วจะพลันทำจริงตามนั้นได้, แต่เป็นความขัดแย้งที่ตั้งวางหยั่งรากอยู่ในฐานะ, ผลประโยชน์และความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายกับกลุ่มอื่นๆ ฝ่ายอื่นๆ ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองทางภาววิสัยของประเทศ พวกเขาต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กับรัฐ, ทุน, โลกาภิวัตน์, และทรัพยากรทางเศรษฐกิจสังคม แตกต่างกันไปโดยฐานะตำแหน่งที่แต่ละกลุ่มตั้งอยู่ในโครงสร้าง และเพราะความแตกต่างนี้แหละ ที่ทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาขัดแย้งกันทางการเมือง ความขัดแย้งนี้จะดำรงคงอยู่และแสดงออกไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่โครงสร้างนั้นยังคงอยู่ หรือจนกว่ามันจะถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขไป การเมืองไทยได้เข้าสู่ยุคการเมืองเรื่องชนชั้น (class politics) อย่างเปิดเผยแจ่มชัดแล้ว การสมานฉันท์ หรือเลิกทะเลาะกัน จึงเกิดขึ้นได้ยากภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ในสภาพเช่นนี้ ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ตรงจะหาทางจัดการอย่างไรให้ความขัดแย้งนั้นไม่ลุกเลยลามปามไปสู่ความรุนแรง ทว่าอยู่ในกรอบของการเมืองเรื่องชนชั้นตามวิถีทางประชาธิปไตย (democratic class politics) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือทำอย่างไรจะให้คนไทยต่างชนชั้นสามารถทะเลาะกันอย่างสันติได้มากกว่า ประสบการณ์อันพลิกผันปั่นป่วนของการเมืองไทยในรอบสองสามปีที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนแก่เราว่า เพื่อให้คนไทยต่างกลุ่มต่างชนชั้นสามารถทะเลาะกันได้อย่างสันติ เพื่อให้การเมืองเรื่องชนชั้น ในสังคมไทยดำเนินไปได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย มีเงื่อนไขจำนวนหนึ่งที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายพึงธำรงรักษาและปกป้องไว้ให้ได้ กล่าวคือ: - 1) กองทัพต้องไม่ใช้กำลังเข้าแทรกแซงยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง ความจริงแล้วทุกฝ่ายต้องไม่ใช้กำลังรุนแรงเข้ามาล่วงล้ำก้าวก่ายบิดผันหักเหบงการ บังคับให้กระบวนการทางการเมือง เฉไฉไขว้เขวไปจากครรลองปกติโดยชอบของมัน - แต่ก่อนอื่นและเหนืออื่นใด เราต้องเน้นหนักไปที่กองกำลังติดอาวุธของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีพระบรมราโชวาท 2 องค์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการใช้กำลังอาวุธของกองทัพอย่างน่าสนใจ ได้แก่พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นายทหารและนายตำรวจชั้นนายพล ที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้น และเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมศกก่อน ความตอนหนึ่งว่า:- "ท่านเป็นทหารไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องประหัตประหารใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ว่าท่านจะต้องทำคำ (ปฏิญาณ) ให้ศักดิ์สิทธิ์ และถ้าทำด้วยมีความเข้มแข็ง ในกรณีใดก็ตาม ท่านก็จะปลอดภัย และทำให้บ้านเมืองปลอดภัย ทำให้บ้านเมืองมีความสุข มีความเรียบร้อย" (อ้างจาก "ให้ ทหาร-ตำรวจ เข้มแข็ง ในหลวงรับสั่ง "บ้านเมืองในระยะนี้ดูท่าทางไม่ค่อยเรียบร้อยนัก", ประชาไทออนไลน์, 22 ธ.ค.2550) และพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ตุลาการศาลทหารฯที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมศกก่อน ความบางตอนว่า: - ".....ทหารถือว่ามีอาวุธ แต่ความยุติธรรมของตุลาการ ก็เท่ากับเป็นอาวุธอีกอย่าง ถ้าท่านรักษาความดีของตุลาการก็จะไม่ต้องใช้อาวุธที่ประหัตประหาร ฉะนั้น ท่านได้ปฏิบัติปฏิญาณตนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการยืนยันว่าท่านมีหน้าที่และหน้าที่ท่านจะสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ จะทำให้ประเทศชาติมีความสุขความสงบอยู่ตลอด ไม่จำเป็นที่ประหัตประหารกัน..... ".....ถ้ามีคนเอาเปรียบคนอื่น จะทำให้บ้านเมืองไปไม่รอด ก็ขอให้ท่านดูแลความยุติธรรม ไม่ใช่ในกองทัพท่านเอง แต่ว่าทั่วไป จะได้ไม่ต้องประหัตประหารกัน..... "ประเทศไทยอยู่เย็นเป็นสุขมานาน แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าคนเขาจะเอาเปรียบกัน ในการเอาเปรียบกันไม่ดี จะต้องให้มีคนไม่เอาเปรียบ รักษาความสงบสุขต่อไป ขอให้ท่านมีความสำเร็จดีในงานของท่าน และมีความเข้มแข็ง รักษาความยุติธรรม ไม่ใช่ในกองทัพท่านเอง แต่ทั่วไป ให้คนเขาไว้ใจว่าทหารเป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม..... "กองทัพจะรักษาประเทศชาติได้ ไม่ใช่ด้วยอาวุธประหัตประหาร แต่ว่าด้วยความดี....." (อ้างจาก "บ้านเมืองต้อง"ยุติธรรม" "ในหลวง"ตรัส ปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้", มติชนรายวัน, 18 ธ.ค.2550, น.1) 2) ทุกฝ่ายต้องไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมือง ดังตอนหนึ่งในคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม.48 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมศกก่อน ว่า: - ".....ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิด กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวกไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดี บางส่วนให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ "การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1....." (อ้างจาก "อ้างสถาบัน-สร้างความแตกแยก จำคุก "สนธิ" 3 ปี หมิ่น "ทักษิณ"", ประชาไทออนไลน์, 25 ธ.ค.2550) 3) ทุกฝ่ายต้องช่วยกันพิทักษ์ปกป้องและขยับขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพกับพื้นที่ประชาธิปไตย อันเป็นสมบัติร่วมทางการเมืองของประชาชน ระบอบเสรีประชาธิปไตยเป็นกรอบกติกาและวิถีทางจัดการความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชนชั้นต่างๆ ให้คลี่คลายไปได้โดยสันติ เพื่อให้ระบอบดังกล่าวดำเนินงานไปได้ จักต้องปกป้องรักษาพื้นที่ 2 ส่วนในสังคมเอาไว้ให้เข้มแข็งมั่นคงและหาทางขยับขยายมันให้กว้างขวางออกไป ได้แก่: - พื้นที่สิทธิเสรีภาพ - ซึ่งก่อนอื่นหมายถึงสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลพลเมืองและหลักนิติธรรม และ พื้นที่ประชาธิปไตย - ซึ่งก่อนอื่นหมายถึงหลักความเสมอภาคและอำนาจอธิปไตยของประชาชน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ประชาธิปไตยต่างผลัดกันถูกคุกคามจำกัดลิดรอนอย่างหนักหน่วงตามลำดับ หะแรกโดยรัฐบาลประชาธิปไตยไม่เสรีของนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต่อมาโดยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญและเผด็จการครึ่งใบของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 และรัฐบาลนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ น่าสังเกตว่าทุกครั้งที่พื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ประชาธิปไตยถูกบีบกดให้หดตัว ปฏิกิริยาตอบกลับในแง่ความขัดแย้งทางชนชั้น ก็ยิ่งลุกลามร้อนแรง และการเมืองไทยก็ยิ่งล่อแหลมเข้าใกล้ความรุนแรงไปอีกขีดขั้นหนึ่ง หน้า 6
|