|
||||||||||||||||||||||||||||
|
อันดับของไทยในเศรษฐกิจโลก
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ผ่านช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันมาหลายวันแล้ว ช่วงนี้หลายคนคงมีโอกาสมองย้อนกลับไปว่าชีวิตในปีที่ผ่านมาของเรา เป็นอย่างไร และคาดหวังอะไรจากปีใหม่นี้บ้าง ดูเหมือนว่าทีมงานของ World Economic Forum จะเข้าใจจิตวิทยามวลชนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้เลือกเอาช่วงใกล้ปลายปี (31 ตุลาคม) เป็นช่วงเปิดตัวรายงานผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารประเทศ นักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชนที่สนใจ ได้นำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการในปีต่อไปของตนเอง ปีนี้ประเทศไทยถูกจัดไว้อันดับที่ 28 ซึ่งต่ำกว่ามาเลเซียถึงเจ็ดอันดับ ถึงจะทิ้งห่างเวียดนามอยู่หลายช่วงตัวแต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามไต่อันดับขึ้นมาได้ค่อนข้างเร็ว
ในการจัดอันดับนั้น ผู้จัดอันดับแบ่งการวิเคราะห์ปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขัน ออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน ปัจจัยกลุ่มแรก คือ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งประกอบไปด้วย 1.โครงสร้างเชิงสถาบัน ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทางการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐ 2.โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การติดต่อคมนาการและสื่อสาร รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการทำธุรกิจในประเทศ 3.เสถียรภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยวิเคราะห์จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การนำเข้าส่งออก การลงทุน การออม การสะสมทุน นโยบายในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน ความมั่นคงของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และภาคการเงิน 4.คุณภาพของประชากร โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาขั้นสูง ควบคู่ไปกับสุขภาพของประชาชน และปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศ ปัจจัยกลุ่มที่สอง เป็นการประเมินประสิทธิภาพของกลไกตลาด ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพและระดับการพัฒนาของตลาดสินค้า ตลาดแรงงาน และตลาดการเงิน เนื่องจากมีผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่าตลาดที่มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกบิดเบือนโดยนโยบายที่รัฐใช้เพื่อแทรกแซงตลาด มีส่วนช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทของประเทศนั้นในระยะยาว ปัจจัยกลุ่มที่สาม ให้น้ำหนักไปที่ระดับความสามารถของบริษัทในประเทศว่า จะสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองได้มากน้อยแค่ไหน โดยมองภาพย่อยเกี่ยวกับแนวทางในการบริหารจัดการธุรกิจ และการบริหารจัดการการผลิต ว่ามีประสิทธิภาพระดับใด ควบคู่ไปกับความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงความสามารถนำเอาของที่มีอยู่มาปรับปรุงต่อยอดให้ดีขึ้น แตกต่างกว่าสินค้าที่มีอยู่ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ ผลการจัดอันดับออกมาแบบนี้ คิดแล้วมันน่าเจ็บใจ ประเทศไทยเริ่มต้นพัฒนามาก่อนมาเลเซียตั้งนาน แต่กลับโดนเขาทิ้งห่างไปได้ หากเราย้อนไปดูประวัติการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่เราพยายามเจริญรอยตาม จะพบว่าประเทศเหล่านี้ ไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างอิสระ ตรงกันข้าม รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ เข้ามามีบทบาท ในการกุมบังเหียนทางเศรษฐกิจ อย่างเต็มตัว โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รู้จักการจัดอันดับความสำคัญก่อนหลังของนโยบายเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ นโยบายในการพัฒนาของประเทศไทยที่ผ่านมานั้น มุ่งเน้นแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในเชิงปริมาณ โดยมิได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการพัฒนา ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่สมดุลนี้ได้ขยายช่องว่างระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขยายตัวเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพควบคู่กันไปให้ห่างกันมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในหลายปีที่ผ่านมา ความสามารถในการแข่งขันของเรามีแต่จะลดลง เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซียซึ่งเคยเป็นคู่แข่งที่สูสีกันมาในอดีต การอยู่ในเศรษฐกิจโลกนั้น วิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่พอ ต้องวิ่งให้เร็วกว่าคนอื่นด้วย แค่วิ่งช้ากว่าคนอื่นก็ตกหลังไปแล้ว ยิ่งโดนคนแซงไปมากเท่าไหร่ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ส่งผลประทบไปยังมิติอื่นของสังคมไทย เศรษฐกิจตกต่ำ สังคมเกิดความเครียด การเมืองวุ่นวาย สุดท้ายก็มีแต่จะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ แค่นี้เราก็ย่ำแย่พอดูแล้ว ขอฝากให้รัฐบาลใหม่ช่วยกันคิดหน่อยแล้วกันว่าในปีใหม่นี้และปีต่อๆ ไป เราจะทำอย่างไรกันดี
|
||||||||||||||||||||||||||||