|
||||||||||||||
|
เตรียมตัวกันให้ดีสำหรับปี
2551
In Step with AFET Futures : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2551 ก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี สำหรับวงการทางการเงิน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีที่ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก มีความผันผวนมาก ซึ่งคงสามารถพูดได้ว่าส่วนใหญ่ ล้วนเกิดมาจากปัญหาซับไพร์ม ที่มีต้นตอมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงได้ยินได้ฟังปัญหาซับไพร์มดังกล่าวมาแล้วในสื่อต่างๆ มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว หากพิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดจากซับไพร์มจากสถาบันการเงินทั่วโลกแล้ว ตอนนี้หากคิดรวมกันคร่าวๆ ก็เกินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์แล้ว (มากกว่าประมาณ 3.4 ล้านล้านบาทแล้ว) ซึ่งเป็นเหตุให้ในช่วงปีที่ผ่านมา หุ้นสถาบันการเงินชื่อดังหลายแห่ง ต่างปรับตัวลดลงกันอย่างถ้วนหน้า (เช่น CITIGROUP บริษัทแม่ของ CITIBANK ตกลงมาถึง 48% จากปี 2549) ค่าดัชนีความผันผวนจาก VOLATILITY INDEX ในตลาด CHICAGO BOARD OPTIONS EXCHANGE (CBOE) ซึ่งเป็นค่าที่นิยมใช้อ้างอิงในการวัดความผันผวนของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา ก็มีค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 20% หรือแปลง่ายๆ ก็คือ ตลาดหุ้นในสหรัฐในปี 2550 มีความผันผวนเพิ่มขึ้น หรือมีความเสี่ยงมากขึ้น จากปี 2549 ถึงประมาณเกือบ 20% (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน 2007 MARKET IN REVIEW ใน CNBC.COM) ในปี 2551 นี้ ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินและตลาดทุนก็ดูเหมือนจะยังไม่สงบลงง่าย ๆ นะครับ โดยนักเศรษฐศาสตร์จากหลายค่ายก็ยังคาดว่าปัญหาซับไพร์ม อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาฟองสบู่แตก ของอสังริมทรัพย์ของอเมริกา (หลังจากที่ถูกตีและปั่นมาแล้วหลายปีแล้ว) ปัญหาฟองสบู่อสังริมทรัพย์ในสหรัฐ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ครับ เพราะว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาบ้านของคนอเมริกันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าของบ้านในสหรัฐจำนวนมาก จึงสามารถใช้บ้านของตนเสมือนเครื่อง ATM ที่จะเบิกเงินสดส่วนเกินที่เกิดจากปรับตัวเพิ่มขึ้น ของราคาบ้าน ด้วยวิธีทางการเงิน เช่น HOME-EQUITY LOAN และ CASH-OUT REFINANCE ทั้งๆ ที่อัตราค่าเฉลี่ยการออมของคนสหรัฐได้แตะ 0% แล้วมาตั้งแต่ปี 2548 แต่การที่มีบ้านเป็นตู้ ATM นั้น ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐส่วนใหญ่จึงยังไม่หยุดการใช้จ่าย สังเกตได้จากตัวเลขการใช้จ่ายเงินในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคในสหรัฐยังใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ (แต่ก็ต่ำกว่าประมาณการที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้แล้ว) แต่เนื่องมาจากในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาราคาบ้านในสหรัฐได้ดิ่งตัวลงมาแล้ว จึงทำให้บ้านอาจจะไม่สามารถเป็นตู้ ATM ให้คนอเมริกันอีกต่อไป ผมเชื่อว่าคงอีกไม่นานเราคงได้เห็นการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการปัญหาหนี้เน่าบัตรเครดิตที่อาจจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ หลายท่านอาจหวังที่จะเห็นธนาคารกลางของสหรัฐ หรือ FED ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนอย่างที่นาย GREENSPAN ได้ลดดอกเบี้ย FED FUND RATE ไว้เหลือเพียงแค่ 1% เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว เพราะว่าในตอนนี้ค่าเงินดอลลาร์ (USD) อยู่ในทิศทางขาลง การปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างไม่บันยะบันยัง จะเป็นการซ้ำเติมค่าเงิน อ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้คนในโลกนี้ขาดความเชื่อมั่นในเงินสหรัฐ ปัจจุบันความเชื่อมั่นในเงิน USD เริ่มลดลงแล้ว ดังตัวอย่างของ ซูเปอร์โมเดล GISELE BUNDCHEN ปฏิเสธที่จะรับค่าตัวจากบริษัท P&G สัญชาติอเมริกัน เป็นเงิน USD แต่จะรับเป็นเงิน EURO แทน และตัวอย่าง นักร้องเพลง RAP สัญชาติอเมริกัน JAY-Z กลับกวัดแกว่งแบงก์EURO แทนที่จะใช้แบงก์ USD ในมิวสิควิดีโอเพลง BLUE MAGIC สอดคล้องไปกับเสียงเรียกร้องจากผู้นำบางประเทศ (ที่ไม่ค่อยถูกกับสหรัฐ) เช่น ท่านฮูโก ชาเวซ ผู้นำเวเนซุเอลา ที่แพ็คคู่มากับ ท่านมาห์มุด อามาดิเนจาด ผู้นำอิหร่าน ในความพยายามที่จะเรียกร้องให้กลุ่มประเทศโอเปค (ในการประชุมช่วงปลายเดือนพ.ย. 2550 ที่ผ่านมานี้) ให้หันมาค้าขายน้ำมันกันหันมาใช้เงินสกุลอื่น เช่น EURO แทน เงิน USD ทั้งนี้ท่านอามาดิเนจาด ก็ให้เหตุผลของท่านจากบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า "THEY GET OUR OIL AND GIVE US A WORTHLESS PIECE OF PAPER." หรือก็น่าคิดครับว่าในสายตาของท่านอามาดิเนจาดนั้นค่าเงิน USD เป็นเพียงเศษกระดาษที่ไม่มีค่าอะไรเท่านั้น แต่ท้ายสุดข้อเสนอดังกล่าวก็มิได้มีการตอบรับจากที่ประชุมโอเปคแต่อย่างไร หลายท่านอาจจะมองตามตำราว่าการอ่อนค่าลงเรื่อยๆ ของค่าเงินจะเป็นการดีสำหรับประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะจะเป็นการกระตุ้นการส่งออกและช่วยลดการนำเข้า แต่สำหรับเงิน USD ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นสกุลเงินของโลก อาจจะไม่เป็นการดีนักต่อสถานภาพของการเป็นสกุลเงินของโลกดังกล่าว (เพราะปัจจุบันมี EURO เป็นคู่แข่งแล้ว) และเมื่อค่าเงิน USD อ่อนค่าลง สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายไล่มาตั้งแต่ น้ำมัน ทองคำ สินค้าเกษตร ต่างก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะว่าสินค้าโภคภัณฑ์นี้เหล่านี้ต่างมีคุณค่าในตัวของมันเอง ทำให้เป็นผลดีผู้คนบางกลุ่ม ที่รายได้มีความสัมพันธ์กับสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านั้น ในขณะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนผู้อุปโภคบริโภคทั่วโลกเป็นวงกว้าง ซึ่งก็คือปัญหาเงินเฟ้อที่ FED จะตระหนักถึงก่อนที่จะประกาศปรับลดดอกเบี้ยในครั้งต่อๆ ไป จึงเป็นที่น่าจับตามองต่อไปครับว่าในปี 2551 นี้ สภาพเศรษฐกิจโลกที่ผูกอยู่กับสหรัฐพอสมควรนั้นจะเป็นอย่างไร ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมอยู่ได้หรือไม่ แล้วราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวไปในทิศทางใด พวกเราคนไทยคงคอยต้องเฝ้าระวังด้วยความพอเพียงและความไม่ประมาทครับ
|