|
||||||||||||||
|
ปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายรัฐบาลใหม่
มุมมองบ้านสามย่าน : นวลน้อย ตรีรัตน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2551 กว่าบทความนี้จะตีพิมพ์ เข้าใจว่าภาพของคณะรัฐบาลชุดใหม่คงจะมีความชัดเจนกันแล้ว ซึ่งแม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เสถียรภาพของรัฐบาลจะต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ถ้าดูจากโพลล์ก่อนการเลือกตั้งของหลายสำนักที่สอบถามประชาชนว่า เป็นห่วงเรื่องใดมากที่สุด คำตอบของโพลล์สำนักต่างๆ ค่อนข้างตรงกัน ก็คือ เป็นห่วงเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชนมากที่สุด คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะในอัตราที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากปัญหาขีดความสามารถของไทย และตลาดโลกเริ่มชะลอตัว ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง มาจากปัจจัยรุมล้อมมากมาย ทั้งจากการที่ประเทศคู่แข่งเก่งขึ้น ขณะที่เรายังย่ำอยู่กับที่ จากปัญหาภายในจำนวนมาก ตั้งแต่ปัญหาการเมือง ความไม่แน่นอนของรัฐบาลที่มีผลทำให้มีการขยับเขยื้อนแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นไปค่อนข้างช้า หรือหลายเรื่องไม่มีความคืบหน้า ปัญหาต้นทุนภายในจากโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาหรือปรับปรุงเทคโนโลยีรวมถึงการวิจัยและพัฒนาทางด้านการผลิต และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นไปอย่างล่าช้ากว่าคู่แข่งในตลาดโลกมาก นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น กำลังซื้อภายในที่ลดลง เงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นระเบิดเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังรอรัฐบาลใหม่มาแก้ปัญหา ขณะเดียวกันกำลังซื้อในตลาดต่างประเทศก็ลดลง เช่น ตลาดสหรัฐอเมริกา ก็กำลังประสบกับปัญหาวิกฤติสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนหรือวิกฤติซับไพร์ม ที่ยังส่งผลต่อเนื่อง และอาจจะส่งผลต่อปัญหาหนี้ประเภทอื่นๆ ตามมาด้วย และส่งผลไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย ปัญหาเหล่านี้จะแก้อย่างไร ปัญหาภายในทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น การกระจายรายได้ที่แย่ลง จะดำเนินการอย่างไร ท่ามกลางความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศ ที่หวังว่าภายหลังการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยจะกลับคืนมาอย่างเต็มรูป ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะกลับคืนมา และการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นเวลาที่เราท่านทั้งหลายจะต้องกลับไปสำรวจ วิเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เป็นบทเรียน สำหรับในปีใหม่ต่อไป ก็เลยได้มีโอกาสกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง คุณธรรมสำหรับนักบริหาร ซึ่งคุณพีระพงศ์ ถนอมพงษ์พันธ์ ส่งมาให้นานแล้วในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย เขียนโดยท่านเจ้าคุณพระราชวรมุนี วัดประยุรวงศาวาส มีหลายบทที่กล่าวถึงคุณธรรมสำหรับนักบริหาร ขอยกตัวอย่างมาเพียง 2 บท คือบทที่กล่าวถึงปัญหาเรื่องการทุจริต และบทที่กล่าวถึงวิธีการบริหาร ในบทที่กล่าวถึงปัญหาเรื่องการทุจริต ท่านเจ้าคุณได้เล่าถึงเรื่อง มีสวนสัตว์แห่งหนึ่ง ได้เสือโคร่งใหม่มาหนึ่งตัว ทางผู้บริหารได้ตั้งงบประมาณเอาไว้เป็นเงินหนึ่งบาทต่อวันตามค่าเงินในสมัยนั้น คนเลี้ยงเสือได้เบิกเงินไปซื้อเนื้อเลี้ยงเสือ แต่ได้ยักยอกเอาไว้ 1 สลึง เสือได้กินอาหารไม่พอ ก็ผอมลง มีคนร้องเรียนไปที่ผู้บริหารว่าทำไมเสือไม่อ้วน ผู้บริหารก็ส่งคนลงมาตรวจ ผู้ตรวจก็รู้ความจริงว่ามีการยักยอก จึงขอเงินค่าปิดปาก 1 สลึง ทำให้เสือยิ่งผอมลง มีคนร้องเรียนขึ้นไปอีก ผู้บริหารก็ส่งผู้ตรวจระดับสูงยิ่งขึ้นลงมาตรวจ ผู้ตรวจท่านนี้เมื่อลงไปตรวจ ก็รู้ความจริง จึงขอแบ่งเงินค่าปิดปากอีก 1 สลึง เสือจึงเหลือค่าอาหารเพียง 1 สลึงเท่านั้น อาการก็แย่ลง ผู้อำนวยการจึงส่งผู้ตรวจสูงสุดลงไปอีก ผู้ตรวจท่านนี้ลงไปได้ 3 วัน เสือก็ตาย เพราะเขาไปขอส่วนแบ่ง 1 สลึงสุดท้าย เป็นค่าปิดปาก ซึ่งเรื่องเล่าดังกล่าวมาจากโคลงโลกนิติ (298) "เบิกทรัพย์วันละบาท ซื้อ มังสา นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้น เสือตาย" ถ้าเป็นเรื่องสมัยนี้ ก็อาจจะมีความแตกต่าง เพราะถ้าค่าอาหารเสือที่พอดีอยู่ที่วันละ 1 บาท ผู้บริหารคงจะตั้งงบประมาณเอาไว้ที่ 1 บาท 2 สลึง เป็นแน่ โดยจะมีการยักยอกไว้ที่ต้นทาง 2 สลึงก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่ไปจัดซื้อในงบประมาณ 1 บาท สำหรับบทที่กล่าวถึงวิธีการบริหาร ท่านเจ้าคุณเขียนถึงวิธีการบริหารงาน 3 แบบ คือ 1. อัตตาธิปไตย ซึ่งหมายถึง การถือตนเป็นใหญ่ นักบริหารประเภทอัตตาธิปไตย ถือตนเองเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ เชื่อมั่นตนเอง คิดว่าฉลาดกว่าคนอื่น ไม่ต้องรับฟังความเห็นจากคนอื่น ไม่อดทนต่อการวิจารณ์ นิยมใช้พระเดชมากกว่าพระคุณ เมื่อบริหารงานนานๆ ก็จะไม่มีคนกล้าคัดค้านหรือทัดทาน 2. โลกาธิปไตย หมายถึง การถือคนอื่นเป็นใหญ่ นักบริหารประเภทนี้ไม่มีจุดยืนเป็นของตนเอง รับฟังผู้อื่นมาก แต่ถ้ามีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน จะไม่ตัดสินใจอะไร ปล่อยให้ตีกันไปเอง ทะเลาะ ถกเถียงกันไป 3. ธรรมาธิปไตย หมายถึง การถือธรรมเป็นหลักการสำคัญ นักบริหารงานประเภทนี้ ยึดความสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง เพื่อให้งานสำเร็จ ยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย รวมถึงคนที่ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แยกเรื่องงานออกจากความขัดแย้งส่วนตัว นักบริหารประเภทนี้จะเปิดโอกาสให้คนที่ตนเองไม่ชอบได้ทำงานด้วย ถ้าเป็นคนมีความสามารถ ในหน้ารองสุดท้ายของหนังสือ มีการตีพิมพ์คำสอนของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งกล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ที่มีคุณค่า "กิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น เป็นกิจกรรมที่ครองเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของมนุษย์ เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของมนุษย์นั้น ใช้ไปในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถ้าจะให้เศรษฐศาสตร์มีคุณค่าอย่างแท้จริงในการแก้ไขปัญหามนุษย์ ก็จะต้องให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตก็ดี การทำงานก็ดี การบริโภคก็ดี การแจกจ่ายก็ดี เป็นกิจกรรมในการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต และพัฒนาศักยภาพเพื่อชีวิตที่ดีงาม เราสามารถทำให้กิจกรรมในทางเศรษฐกิจทุกอย่าง เป็นกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ตลอดเวลา และนี่เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐศาสตร์มีคุณค่าที่แท้จริง" ทั้งสามข้อคิดจากหนังสือดีๆ เป็นของฝากปีใหม่ สำหรับทุกท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลใหม่ ท่านจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างไร ก็ขอให้ระลึกถึงว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนไทยหรือไม่
|