|
||||||||||||||
|
สมรภูมิการเมือง
vs สมรภูมิธุรกิจ
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2551 สวัสดีปีใหม่ 2551 นะครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ในตอนแรกผมก็ได้วางแผนไว้ว่า ฉบับขึ้นปีใหม่นั้นจะเขียนถึงเรื่องของอนาคตของการจัดการที่ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว แต่เนื่องจากกระแสการเมืองหลังการเลือกตั้ง ทำให้ผมเองอดไม่ไหวว่าจะต้องขอยกยอดเกี่ยวกับเรื่องของการอนาคตการจัดการไปครั้งต่อไป โดยสัปดาห์นี้ ขอเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหน่อยแล้วกันนะครับ แต่เพื่อไม่ให้ผิดหลักการเดิมก็เลยขอเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสมรภูมิการแข่งขันทางการเมือง กับสมรภูมิการแข่งขันของธุรกิจนะครับ ช่วงที่มีการเลือกตั้งเสร็จใหม่ๆ แล้ว ได้มีโอกาสติดตามข่าวสารต่างๆ ทางด้านการเมือง ก็มีความรู้สึกเหมือนกับการติดตามกรณีศึกษาทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจขององค์กรธุรกิจทั่วๆ ไป เนื่องจากคำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์และการบริหารองค์กรจะผุดขึ้นมาในใจผมตลอดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า Industry Consolidation Strategic Alliances Ethics and Corporate Governance Shareholder Value Innovation EQ เป็นต้น ลองมาดูกันนะครับว่า สมรภูมิการเมืองกับธุรกิจนั้นมีความใกล้เคียงกันเพียงใด เริ่มแรกลองดูภาพใหญ่ก่อนก็ได้นะครับ ในธุรกิจนั้นมีการศึกษาจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่ายิ่งอุตสาหกรรมมีการพัฒนาและเจริญขึ้นเท่าใด อุตสาหกรรมนั้นจะมีลักษณะของการเป็น Consolidate มากขึ้น นั้นคือ จากในอดีตที่อุตสาหกรรมประกอบด้วย บริษัทต่างๆ ขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก เมื่อพัฒนาการถึงขึ้นหนึ่งก็จะเหลือบริษัทใหญ่ๆ อยู่เพียงแค่ไม่กี่บริษัท สังเกตได้จากบริษัทยาต่างๆ หรือบริษัทผลิตรถยนต์ ก็ได้ครับ ทีนี้ถ้าเปรียบการเมืองเหมือนเป็นอุตสาหกรรมๆ หนึ่ง ผมก็คิดว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อการเมืองพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าสู่ภาวะ Consolidate เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมครับ เหมือนกับหลายๆ ประเทศ ที่เขาจะมีพรรคการเมืองหลักๆ อยู่เพียงไม่กี่พรรคแล้วแต่ละพรรคก็มีขนาดใหญ่กัน ทีนี้เมื่อกลับมาดูประเทศไทย ผมเองก็นึกว่าการเมืองไทยจะพัฒนาเข้าสู่ภาวะ Consolidate ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกันครับ แต่พอเลือกตั้งคราวนี้เสร็จกลับดูเหมือนจะเป็นวัฏจักรจะกลับเข้าสู่ภาวะเดิมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วใหม่ ที่ประกอบด้วย พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้เกิดข้อสังเกตสองประการนะครับ นั้นคือ ถ้าไม่ใช่เพราะการเมืองไทยมีพัฒนาที่สวนกลับกับสิ่งที่ควรจะเป็น ก็เป็นเพราะทฤษฎีทางด้านธุรกิจไม่สามารถนำมาใช้กับการเมืองไทยได้ ทีนี้มาดูคำที่สองบ้างนะครับ นั่นคือคำว่า Innovation หรือนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ของทางภาคธุรกิจในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากองค์กรธุรกิจต่างๆ จะต้องอาศัยเรื่องของนวัตกรรมเป็นแนวทางในการเจริญเติบโต และการสร้างความแตกต่าง ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ของนวัตกรรมออกมากันเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Open Innovation หรือ Blue Ocean Strategy ทีนี้ลองหันมาดูการเมืองไทยกันบ้าง ดูเหมือนว่าคำๆ นี้ จะยังไม่แพร่หลายเท่าไรนะครับ หรืออาจจะเป็นคำที่สื่อได้ยาก ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ไม่ง่าย ทำให้เคยมีอดีตพรรคการเมืองหันไปใช้คำอื่นที่ประชาชนเข้าใจได้ง่ายกว่า ได้แก่คำว่า "คิดใหม่ ทำใหม่" ซึ่งในช่วงนั้นก็สามารถสร้างสีสันและแนวทางสำหรับการเมืองในมิติใหม่ๆ ได้พอสมควร อย่างไรก็ดี พอมาเลือกตั้งคราวนี้ดูเหมือนว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ก็จะกลับไปแข่งขันในทะเลแดงเดือด (Red Ocean) กันเหมือนเดิม นโยบายและวิธีการต่างๆ ก็ไม่สร้างความโดดเด่นหรือแตกต่างได้อย่างชัดเจน ทำให้เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากก็ไม่รู้จะเลือกพรรคไหน เนื่องจากขาดความแตกต่าง หรือ Differentiated ที่ชัดเจน ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า ทฤษฎี Red Ocean Strategy จะสามารถนำมาใช้ได้กับการเมืองไทยหรือไม่ นั่นคือ พอสินค้าหรือบริการไม่มีความแตกต่างกันแล้ว สุดท้ายผู้บริโภคก็ย่อมจะเลือกที่ราคาเป็นหลัก ถ้านโยบายและแนวทางของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีความแตกต่างกันแล้ว คำถามคือสุดท้ายประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองไหน เพราะอะไร ถ้าเขียนถึงเรื่องนวัตกรรมแล้วไม่เขียนถึงเรื่อง Corporate Governance (ซึ่งคำในไทยก็เรียกกันหลากหลายครับ ทั้งบรรษัทภิบาล หรือธรรมาภิบาล) ก็กระไรอยู่นะครับ เนื่องจากเดี๋ยวนี้ก็เป็นอีกคำที่ฮิตไม่แพ้นวัตกรรม ในประเด็นนี้เรายังเห็นภาพที่ไม่ชัดเจนเท่าไรจากภาคการเมือง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีองค์กรกลางที่เข้ามาช่วยในการตรวจสอบกันอยู่แล้ว แต่กระแสข่าวในเชิงลบก็ยังออกมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งพรรคการเมืองบางพรรคมีความโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม แต่ขาดระบบธรรมาภิบาลในการกำกับ ก็อาจจะส่งผลเสียในการนำนวัตกรรมทางการเมืองไปใช้ โดยไม่ก่อให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใสได้ ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ครับ เนื่องจากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตหรือการทำธุรกิจ เราจะให้ความสำคัญกับ EQ กันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ IQ อย่างเดียว แถมนักจิตวิทยาก็พยายามคิดค้นอะไรใหม่ๆ ออกมาเรื่อย อาทิเช่น ความฉลาดทางสังคม สำหรับนักการเมืองนั้น ถ้าจะมีความฉลาดทางการเมืองก็คงจะเรียกเป็น PQ (Political Intelligence) ซึ่งนักการเมืองที่มีประสบการณ์แก่กล้าทั้งหลายคงจะมีกันเยอะ แต่ดูเหมือนยังมีนักการเมืองจำนวนหนึ่งเหมือนกันนะครับ ที่ยังขาดความฉลาดทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ ในสถานการณ์ต่างๆ พรรคการเมืองอาจจะต้องเริ่มปลูกฝัง EQ ให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ เหมือนกับที่องค์กรธุรกิจต่างๆ ก็พยายามพัฒนา EQ ให้กับพนักงานใหม่ๆ เพื่ออนาคตของประเทศที่ดีขึ้น
|