|
||||||||||||||
|
ความท้าทายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
แจงสี่เบี้ย : ดร. ทรงธรรม ปิ่นโต กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2551 เนื่องจากสัปดาห์ถัดไปติดวันหยุดหลายวันจึงต้องส่งต้นฉบับก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้เป็นวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งพอจะทราบผลการเลือกตั้งเบื้องต้น จึงขอถือโอกาสนี้...สวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านทุกท่าน และขอแสดงความยินดีกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ถึงแม้ว่าเรายังไม่ทราบว่ารัฐบาลใหม่จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยก็สบายใจได้อีกขั้นหนึ่งว่า การเลือกตั้งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก็ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี และเท่าที่ผมติดตามสื่อจากต่างชาติ ก็ดูจะให้การตอบรับที่ดี ซึ่งก็น่าจะทำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจสบายใจได้อีกระดับหนึ่ง สำหรับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยนั้น ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้กล่าวไปแล้วเมื่อคราวก่อนว่ามีภูมิต้านทานค่อนข้างดี ถ้าเปรียบเหมือนร่างกายก็มีความแข็งแรงดีพอสมควร อย่างน้อยก็ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถฟันฝ่าอุปสรรคและความผันผวนทั้งปัญหาราคาน้ำมันแพง และความยุ่งเหยิงจากตลาดการเงินโลกมาได้ อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ท้าทายด้านเศรษฐกิจหลายประการที่เป็นเหมือนของขวัญวันปีใหม่ให้กับรัฐบาลใหม่ไปคิดต่อ ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตว่าผมไม่ได้ใช้คำว่าปัญหา แต่ใช้คำว่าท้าทายแทน เพราะอยากให้เรามองในเชิงบวก ทั้งนี้อาจแบ่งการท้าทายเป็น 2 ประเภท ประเภทเเรกเป็นความท้าทายในระยะสั้นเเละประเภทที่สองเป็นความท้าทายระดับโครงสร้าง ความท้าทายระยะสั้นประการเเรกนั้น ในปี 2550 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราขยายตัวได้ดีพอใช้ ใกล้ๆ ร้อยละ 5 การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากภาคการส่งออก การที่ภาคส่งออกเราปรับตัวและมีความสามารถในการแข่งขันสูงจนขยายตัวได้ดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ และว่ากันตามจริงต้องถือเป็นผลงานร่วมกันทั้งภาคเอกชนเเละภาครัฐที่ช่วยกันบุกตลาดใหม่โดยต่อเนื่อง และโดยเฉพาะภาครัฐที่ช่วยกันสร้างบรรยากาศด้านเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ทั้งนี้ต้องถือเป็นโชคดีของประเทศเราด้วยที่การส่งออกขยายตัวได้ดีในช่วงที่ความต้องการในประเทศตกต่ำจากการขาดความมั่นใจและความไม่แน่นอนทางการเมืองตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผมเองยังจินตนาการไม่ออกว่าในปี 2550 ถ้าการส่งออกเราขยายตัวไม่ดีเช่นนี้เศรษฐกิจในประเทศเราคงต้องลำบากกันมาก กระนั้นก็ตามในปีที่ผ่านมานักธุรกิจเเละพ่อค้าหลายกลุ่มกลับบ่นถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศว่าไม่ค่อยดีนักค้าขายค่อนข้างฝืดเคือง ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจกระจุกอยู่กับภาคส่งออกเป็นสำคัญ เเละยิ่งกว่านั้นถ้าเราเจาะลึกลงไปก็จะเห็นว่าการส่งออกที่ขยายตัวดีอยู่ในอุตสาหกรรมขั้นสูงโดยเฉพาะในกลุ่ม high technology ทั้งกลุ่มคอมพิวเตอร์ ยานยนต์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อขายในประเทศขยายตัวได้ไม่ดีนัก ดูได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ส่วนใหญ่ผลิตขายในประเทศช่วง 9 เดือนแรกขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 เทียบกับ MPI ที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลักที่ขยายตัวถึงร้อยละ 15.5 ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขทั้งดัชนีการบริโภคและดัชนีการลงทุนภาคเอกชนที่ 3 ไตรมาสแรกขยายตัวเพียงร้อยละ 0 และหดตัว 2.0 ตามลำดับ ถ้าหากปล่อยให้โครงสร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ต่อไปจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย กล่าวคือ การที่การบริโภคในประเทศไม่ฟื้นตัวจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางเเละขนาดเล็กซึ่งไม่ใช่บริษัทข้ามชาติ และผลิตสินค้าป้อนความต้องการในประเทศเป็นหลัก อาจประสบปัญหาและอาจกระทบต่อการจ้างงานได้ ยิ่งกว่านั้นหากเรายังพึ่งพิงการส่งออกมากๆ ต่อไป เศรษฐกิจเราจะอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกสูงมาก และจะมากยิ่งขึ้นในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและขาดความสมดุลเช่นปัจจุบัน นอกจากนี้การที่การลงทุนที่ชะงักงันในช่วงสองปีที่ผ่านมาไม่เพียงกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเเต่ยังทำให้ความสามารถในการเเข่งขันต้องล้าหลังไปจากการเสียโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ขณะที่ประเทศคู่เเข่งไม่ได้หยุดตามเรา ความท้าทายระยะสั้นประการที่สองเกี่ยวกับปัญหาปากท้องของประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่ต้องปรับตัวกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมาเเละกำลังต้องปรับตัวกับคลื่นการปรับราคาสินค้าอีกจำนวนมากที่กำลังจะตามมา ถึงเเม้ว่าในเเง่เศรษฐกิจมหภาคไม่สู้เป็นปัญหามากนัก เพราะทุกประเทศก็ประสบปัญหาน้ำมันเเพงเหมือนกัน เงินเฟ้อของเราก็ไม่น่าสูงกว่าประเทศอื่นจนเราเสียเปรียบด้านการเเข่งขัน (เพราะต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นเท่าๆ กัน) นอกจากนี้เงินที่ประเทศส่งออกน้ำมันได้รับก็ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกนี้ส่วนหนึ่งก็ทำให้เราส่งออกสินค้าไปยังประเทศเหล่านี้ได้สูงขึ้นมาก ความท้าทายจึงอยู่ที่เราจะช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร ส่วนตัวของผมเองไม่เห็นด้วยกับการใช้จ่ายเงินอุดหนุน โดยทั่วไปไม่ว่าจะใช้วิธีตรึงราคาเเก๊สหรือน้ำมันก็ตาม เพราะกลุ่มคนมีสตางค์ก็จะได้ประโยชน์เเละทำให้เกิดการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพด้วย จึงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องใช้ทั้งศาสตร์เเละศิลป์เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย โดยส่งผลกระทบข้างเคียงให้น้อยที่สุด สำหรับความท้าทายในระดับโครงสร้างขอยกยอดไว้คราวต่อไปครับ ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย **
|