หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศจีนปี 2008

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.จักรพันธ์ ติระศิริชัย  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ในปีนี้ มีความกังวลกันมากถึงภาวะซบเซาที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียคือ ประเทศจีนที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังนั้นในวันนี้เราจึงจะวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจมาให้ทราบกันนะครับ

ในปี 2007 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตรา 11.4% นับเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 13 ปี และอัตราการเติบโตเฉลี่ยใน 5 ปีล่าสุดอยู่ที่ 10.6% อย่างไรก็ตามการเติบโตในไตรมาสที่สี่ปี 2007 นั้นในอัตรา 11.2% แม้จะต่ำกว่าไตรมาสที่สามที่เติบโตอยู่ที่ 11.5% แต่เป็นผลจากรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงการควบคุมการปล่อยเงินกู้ของธนาคารต่างๆ หลายประการ เช่น ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 6 ครั้ง จาก 6.12% ในต้นปี 2007 เป็น 7.47% ในสิ้นปี 2007

ออกกฎระเบียบการปล่อยเงินกู้ที่เข้มงวดขึ้น การควบคุมและแทรกแซงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ การบังคับใช้ภาษีส่งออกระบบใหม่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีการคำนวณภาษีขึ้นกับปริมาณพลังงานที่ใช้ในการผลิต และปริมาณมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิต เป็นต้น

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นมากทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อในธันวาคมอยู่ที่ 6.5% และเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 6.9% นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนในปีที่ผ่านมาสูงถึง 4.8%

สำหรับแนวโน้มของปี 2008 นั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะชะลอความร้อนแรงลง อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ของจีนในปี 2008 ลงสู่ 9.6 % จากเดิม 10.8 % และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อ จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 % ในปีนี้ จาก 3.8%ที่คาดไว้ในเดือนกันยายน

การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2008 นี้จะลดลงจากปีที่แล้ว และอัตราเงินเฟ้อจะต่ำกว่าในปีก่อนแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้ยังมีค่าเฉลี่ยของผลสำรวจประมาณการจาก Bloomberg ที่ได้ประมาณค่า GDP ของจีนในปี 2008 ไว้ที่ 10.3% และอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 4.1% ด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้

หนึ่ง การเติบโตสูงของจีนนั้นมีรับแรงผลักดันหลักมาจากความต้องการในประเทศ ซึ่งประกอบด้วยการบริโภค และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ทางรัฐบาลจีนอาจดำเนินมาตรการในการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และควบคุมอัตราเงินเฟ้อต่อไป ได้แก่ การเพิ่มกฎระเบียบในการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตามคาดว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จะไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา นอกจากนี้วิกฤตการณ์ในตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน อาจจะส่งผลกระทบต่อบริษัทแม่ของนักลงทุนต่างชาติที่ไปทำการลงทุนในประเทศจีน ดังนั้นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในปีนี้มีแนวโน้มว่าจะชะลอลงเช่นกัน

สอง การส่งออกจะชะลอจากการชะลอตัวของความต้องการของสหรัฐอเมริกาทั้งนี้สหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของจีนไปสู่อเมริกาอยู่ที่ 19.1% ในปี 2007) ประสบปัญหา ซับไพร์มและอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้นั้น

อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยบวกต่ออัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2008 นี้ คือมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้การมีความเป็นได้ว่า รัฐบาลจีนอาจจะผ่อนคลายนโยบาย/มาตรการบางประการที่เคยควบคุมไว้ หากการบริโภคภายในประเทศไม่เติบโตตามเป้าที่กำหนดไว้

แต่อัตราเงินเฟ้อเงินเฟ้ออาจจะสูงมากว่าระดับ 4.8% ในปีก่อนหน้าที่อาจจะสูงกว่า 5% ได้ เนื่องจาก (1) การแข็งค่าของเงินหยวน (2) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (3) การเพิ่มขึ้นของราคาธัญพืช และอาหารที่การผลิตลดลงในขณะที่ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเทศจีนต้องนำเข้าข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลืองจากต่างประเทศจากเดิมที่เคยส่งออกธัญพืชอาหารหลัก นอกจากนี้และภาวะอากาศที่หนาวเย็นที่ยาวนานมากผิดปกติ และครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตเกษตรในปีนี้

กล่าวโดยสรุปคือ เศรษฐกิจจีน ยังน่าจะเติบโตได้อัตราที่สูงในอัตราประมาณ 10% ได้เพราะเศรษฐกิจจีน พึ่งพาความต้องการภายในประเทศมากกว่าการค้ากับต่างประเทศ ที่สำคัญคือรัฐบาลจีน สามารถควบคุมการใช้จ่ายและการลงทุนได้ ผ่านมาตรการการควบคุมปัจจัยการผลิตตลอดจน การควบคุมอัตราดอกเบี้ย การควบคุมปริมาณเงินผ่านการควบคุมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้จีนยังมีความจำเป็น ต้องให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงต่อไปอีก ในการสร้างงานรองรับแรงงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ในอัตราหลายสิบล้านคนในแต่ละปี