หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ว่าด้วย "กรีน" โปรดักต์ระดับโลก

คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์  โดย รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค teerayout@acc.chula.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3976 (3176)

ทุกวันนี้ กระแสห่วงใยสุขภาพและใส่ใจสังคมมาแรงมากๆ ทำให้ทุกๆ กิจการต้องมีการนำเอาแนวคิดทางด้าน ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เข้ามาใช้ในการดำเนินงานของกิจการ รวมถึงเพื่อสร้าง ความสามารถทางการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ และหนึ่งในกลยุทธ์หลัก ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการของตน มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงๆ นั่นก็คือ การพยายาม เคลมว่า สินค้าของตนเป็น "กรีนโปรดักต์" และทำการโฆษณาสื่อสารกับลูกค้าถึงความเป็นผลิตภัณฑ์ "สีเขียว"

การที่ผลิตภัณฑ์ใดจะเป็น "กรีน" หรือไม่นั้น ต้องพินิจพิจารณากันให้ลึกซึ้ง เพราะเกือบทั้งหมดของสินค้าที่ประกาศปาวๆ ว่าสินค้าของตน "กรีน" นั้น ไม่ได้ "กรีน" จริงๆ ดังที่อ้างโดยอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ประกอบการเอง ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการรับผิดชอบ ต่อสังคมและการเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียวจริงๆ หรืออาจจะเป็นเพราะว่ากิจการต้องการกล่าวอ้างสรรพคุณจนเกินความเป็นจริงไป

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ที่ป่าวร้องว่าสินค้าของตนเองปลอดภัยไร้กังวล ไม่มีสารพิษ ไม่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งใส่ใจตอบแทนคืนกลับสังคมนั้น แท้จริงแล้ว หาเป็นยังงั้นไม่ ซึ่งเคสที่เกิดขึ้น และเป็นที่ฮือฮาคือ สินค้าอาหารออร์แกนิกส์หลายประเภท ที่ผลิตจากประเทศต้นทุนต่ำๆ เพื่อนบ้านเรานั้น ปรากฏว่าเมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับ จากองค์กรตรวจสอบมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศแล้ว พบว่าหลอกลวงกันเสียมาก

เนื่องจากทั้งกระบวนการของการผลิตไม่ได้มาตรฐานอย่างที่เคลมไว้ ทั้งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีในการปราบปรามศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้ออร์แกนิกส์ อย่างที่คุยไว้ สิ่งเดียวที่พยายามทำให้เป็นออร์แกนิกส์ก็คือ การเอาสติ๊กเกอร์ที่เขียนว่าสินค้าของตนเป็นออร์แกนิกส์เท่านั้น ซึ่งการกระทำแบบนี้เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค กันเลยทีเดียว และทำให้ผู้บริโภคเริ่มแคลงใจ ถึงความเป็นกรีนโปรดักต์ที่แต่ละบริษัทพยายามสื่อสารกับลูกค้าออกมา

การที่จะเป็นกรีนโปรดักต์ ตามมาตรฐานระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ได้นั้น ไม่ใช่จะมองกันแค่ตัวผลิตภัณฑ์ว่า ไม่มีสารพิษต่อผู้บริโภคอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ คุณภาพของวัตถุดิบ คุณภาพมาตรฐานของซัพพลายเออร์ กระบวนการขนส่ง กระบวนการผลิต หีบห่อ กระบวนการควบคุมคุณภาพสินค้าขั้นสุดท้าย จนกระทั่งส่งถึงมือลูกค้า เรียกว่าต้นน้ำยันปลายน้ำกันเลยทีเดียว

ทำให้ต้องเริ่มมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน และให้การรับรองถึงความเป็น "กรีน" จากองค์กรกลางระหว่างประเทศที่เชื่อถือได้ สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผู้ให้ความสนใจกันมาก เพราะเป็นแหล่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากเป็นอันดับต้นๆ ทีเดียว

เริ่มจากประเด็นแรก คือ จากตัวผลิตภัณฑ์ การสิ้นเปลืองพลังงานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในด้านของการใช้สินค้านั้น (หากเป็นสินค้าที่ ต้องใช้พลังงานนะครับ หากเป็นสินค้าประเภทอื่นก็ไม่คำนึงถึงข้อนี้) น้ำหนักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากน้ำหนักมาก ก็จะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองใน การขนส่งมากเกินความจำเป็น

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าดังกล่าว ว่าสามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ และรีไซเคิลได้ ในสัดส่วนมากหรือน้อย เมื่อเทียบกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ของตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ เอง หากหมดอายุหรือเลิกการใช้งานแล้ว จะสามารถรีไซเคิลได้ และไม่ทิ้งของเสียตกค้างไว้ให้กับ สภาพแวดล้อม

ในด้านของผลิตภัณฑ์ ยังคำนึงถึงความคงทนถาวร (long-lasting products) ด้วย โดยควร จะต้องสามารถใช้งานได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ กับลูกค้า และไม่เสื่อมโทรมสูญสิ้นไปก่อนเวลา อันควร ประเด็นนี้บางท่านอาจคิดว่าไม่น่าจะมีความสำคัญมากนัก แต่ที่นักสิ่งแวดล้อมให้ความสนใจ เนื่องจากว่า หากสินค้านั้นเสื่อมสิ้นไปก่อนเวลาอันควรก็จะทำให้ต้องสิ้นเปลืองพลังงานมารีไซเคิล มาผลิตใหม่อีก ซึ่งกระบวนการผลิตนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

ด้านของหีบห่อ ต้องใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถรีไซเคิลได้ ไม่มีสารพิษ หรือสารต้องห้ามที่จะเป็นมลพิษต่อสภาพแวดล้อม อยู่ในหีบห่อเป็นอันขาด รวมถึงขนาดและน้ำหนักของหีบห่อจะต้องเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองต่อการขนส่ง

ส่วนประเด็นทางด้านกระบวนการผลิตนั้น แน่นอนว่าจะต้องไม่ใช้พลังงานมากเกินไป โดยเน้นการเปรียบเทียบ กับเทคโนโลยีการผลิต รุ่นก่อนๆ ว่ามีอัตราการสิ้นเปลืองมากหรือน้อยกว่ากระบวนการผลิตเดิมหรือไม่ และหากสามารถใช้พลังงานทดแทนได้ จะยิ่งดีมาก รวมถึงใน การผลิตนั้น จะต้องไม่ปลดปล่อยสารพิษหรือ สารตกค้างออกมาสู่สภาพแวดล้อมมากเกินกว่า ค่ามาตรฐานที่กำหนด หรือจะให้ดีก็คือลดน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบจะเหลือศูนย์นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมองรวมไปถึงการจัดซื้อจัดหา ว่าต้องเป็น green purchasing ด้วย เริ่มตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบที่จะซื้อ การคัดเลือก ซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน อาจต้องเข้าไปตรวจสอบซัพพลายเออร์รายหลักๆ ของตนทั้งหมดด้วย จนถึงการขนส่งมายังแหล่งผลิตของกิจการว่าเหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ดังที่วอล-มาร์ต ได้ดำเนินการแล้ว กับการตรวจสอบซัพพลายเออร์ของตนเพื่อเข้าสู่มาตรฐานในการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

ท้ายที่สุดก็คือ ควรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพียงพอต่อการใช้สินค้าบริการดังกล่าวของลูกค้าอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ โดยควรต้องมีฉลาก มีคู่มือ และหรือเอกสารต่างๆ ที่บ่งบอกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ อย่างครบถ้วน

ที่กล่าวมาทั้งหมด ถือเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาให้ใบรับรองการเป็นกรีนโปรดักต์ กับสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและช่วยสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความเป็น "กรีน" ของสินค้าได้อย่างเต็มที่

และสำหรับทุกท่านที่ต้องการอัพเดตแนวคิดการจัดการล้ำสมัย ทางภาควิชาพาณิชยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ "ก้าวใหม่ในโลกธุรกิจ" ที่จะรวบรวมแนวคิดใหม่ๆ ทางการจัดการทั้งบลูโอเชี่ยน Strategic CSR, Talent Management, Supply Chain Excellence ฯลฯ ปลายเดือนมีนาคมนี้

หน้า 39