|
||||||||||||||
|
จานบินในโลกที่แตกต่าง
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1435 อาจารย์เบน แอนเดอร์สัน เคยบอกผมว่า ประเทศที่มีรายงานการพบเห็นยูเอฟโอหรือยูโฟมากที่สุดในโลกปัจจุบันคืออเมริกา และที่ตามมาติดๆ ในตอนนี้คือจีน ส่วนประเทศยุโรปไม่เคยมีใครเคยเห็นเลย หรือนานแสนนานจึงมีรายงานสักทีหนึ่ง เช่น แถวสแกนดิเนเวีย หรือเยอรมันหรือยุโรปตะวันออก นัยะของความหมายก็คือ เมื่อไรที่ประเทศนั้นๆ รู้สึกว่าตัวเป็นศูนย์กลางของโลก ผู้คนก็จะพากันพบเจ้าวัตถุบินเคลื่อนที่ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอะไรนี้บ่อยขึ้น ก็จริงนะครับ โลกกว้างใหญ่ไพศาลอย่างนี้ เหตุใดมนุษย์ต่างดาวจึงเจาะจงจะลงจอดในประเทศนั้นๆ ประหนึ่งมนุษย์ต่างดาวรู้การเมืองโลกพอจะลงจอดในจุดสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจและการเมือง ถ้ารู้อย่างนั้นก็น่าจะจอดเมืองไทยหรือฮ่องกง จะได้กินต้มยำกุ้งหรือเป๋าฮื้อน้ำแดงอร่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ ฉะนั้น ยูโฟจึงจะปรากฏให้เห็นตามสำนึกของคนว่ากูอยู่หรือไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของโลก ผมควรกล่าวด้วยว่า การเห็นยูโฟโดยไม่มีสำนึกว่าเราอยู่ในศูนย์กลางของโลกก็เกิดขึ้นได้นะครับ แต่ไม่ถี่หรือมากเท่าไรนัก จะเป็นเพราะมียูโฟจริงๆ ปรากฏเพ่นพ่านไปทั่วโลกหรืออย่างไรผมไม่ทราบได้ แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสำนึกดังกล่าว ดังเช่น ตัวผมเองโชคดีได้เคยประสบมา เมื่อเป็นเด็กและเติบโตที่อำเภอศรีราชานั้น ผมและเพื่อนเคยเห็นยูโฟอยู่ร่วมสัปดาห์ จะปรากฏให้เห็นในเวลาค่อนข้างแน่นอน คือตอนสายๆ และมีทิศทางการเคลื่อนที่ชัดเจนคือจากตะวันออกไปตะวันตก ค่อยๆ โผล่จากยอดเขาเตี้ยๆ และเคลื่อนที่ช้าๆ ลำตัวเป็นโลหะที่ส่งประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ไม่มีปีกหรือใบพัด พวกเราคอยจ้องดูตามเวลานัดหมายกับมนุษย์ต่างดาวเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้น เมื่อตะวันเบี่ยงไปตามฤดูกาล ตอนสายของวันที่ 8 ยูโฟก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือยอดเขาตามเคย แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่นตรงที่เราได้เห็นปีกและใบพัดอย่างชัดเจน และยิ่งเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นเครื่องบินธรรมดาๆ นี่เอง เพียงแต่บินต่ำกว่าเครื่องบินโดยสารมากเท่านั้น พวกเราร่วมกันวิเคราะห์ว่า นั่นคือเครื่องบินของกองทัพเรือ ซึ่งบินขึ้นจากฐานทัพเรือที่สัตหีบ คงจะทำการฝึกบินตามตารางเวลาที่แน่นอน และทิศทางที่แน่นอน ผมจึงรู้สึกโชคดีที่ได้คำตอบภายในสัปดาห์เดียว ไม่-อย่างนั้น ป่านนี้ผมคงได้พบยูโฟและมนุษย์ต่างดาวบ่อยมากตลอดชีวิต เพราะคงคิดว่ากูนี่แหละวะเป็นศูนย์กลางของโลก เมื่อตอนเป็นเด็ก สังคมไทยส่วนหนึ่งรู้จักยูโฟ (และมักเรียกว่าจานบิน) และมนุษย์ต่างดาว (ที่ไม่ใช่เปรตหรือเทวดา) แล้ว ความรู้นี้แหละที่จุดจินตนาการของเด็กๆ อย่างพวกเรา รวมทั้งของนักเขียน เช่น ป.อินทรปาลิต และท่านอื่นๆ ด้วย การพบเห็นยูโฟของเราจึงไม่เกี่ยวกับสำนึกความเป็นศูนย์กลางของโลก จะว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่เชิง กล่าวคือโลกในสำนึกของสังคมไทยตอนนั้นยังแคบๆ ถึงจะรู้ว่าโลกนั้นใหญ่โตมโหฬาร แต่ส่วนที่เกี่ยวถึงเรานั้นก็แคบนิดเดียว และในโลกที่แคบๆ นี้ จะว่าเราสำนึกว่าเราเป็นศูนย์กลางก็ได้ พูดแบบสมัยปัจจุบันก็คือ เรายังไม่มีสำนึกถึงโลกาภิวัตน์น่ะครับ จึงไม่เหมือนอเมริกาและจีนในปัจจุบัน ความคิดว่าศูนย์กลางของโลกหรือของสากลจักรวาลอยู่บนพื้นโลก และจริงชนิดที่เราจับต้องได้นั้น เป็นความคิดใหม่นะครับ ความคิดของคนโบราณดูจะออกไปทางนามธรรมมากกว่ารูปธรรม คนจีนอาจเชื่อว่าอาณาจักรของตัวเป็นอาณาจักร "กลาง" ก็จริง แต่ความเป็น "กลาง" นั้นไม่ใช่ตัวแผ่นดิน (ซึ่งขยายมากขึ้นตามลำดับในประวัติศาสตร์) เท่ากับอารยธรรม เช่น หลักความถูกต้องดีงาม, ตัวหนังสือ, กาพย์กลอน, ดนตรี, ระบบปกครอง ฯลฯ เช่นเดียวกับพวกกรีก-โรมัน คนโบราณที่คิดอะไรค่อนไปทางรูปธรรมมากหน่อยเหมือนจีนคือฝรั่งคริสเตียน ที่ไปทำสงครามครูเสดก็อ้างว่า ไปปลดปล่อยดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานไว้ให้จากพวกมิจฉาทิฏฐิ แต่จะถือว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้คือศูนย์กลางของโลกในทัศนะฝรั่งสมัยนั้นก็ไม่น่าจะใช่ ส่วนความคิดว่าจะต้องหาว่า สวนอีเดนอยู่ไหน เรือโนอาห์ไปขึ้นฝั่งที่ไหน ฯลฯ นั้นเพิ่งมาเกิดสมัยหลัง (คือหลังยุคภูมิธรรมหรือยุคสร้างแสงสว่าง) คนไทยโบราณคิดว่าศูนย์กลางของโลกคือเขาพระสุเมรุ ซึ่งไม่ใช่หิมาลัยแน่ แม้ว่าอาจเป็นได้ว่าต้นความคิดในอินเดีย คงจะมาจากเทือกเขานี้ก็ตาม แต่ยอดเขานี้เป็นที่อยู่ของพระเจ้า และเป็นเสาให้แผ่นดินตั้งอยู่ ไม่ใช่ที่มนุษย์จะจัดทัวร์ไปเที่ยวเล่นได้ เพราะมีป่าหิมพานต์และแม่น้ำล้อมรอบอีก 7 สาย ตั้งอยู่เพียงในความฝัน แต่ไกลเกินกว่าความใฝ่ฝันจะไปถึงได้ ยังมีศูนย์กลางของโลกในวรรณกรรมไทยบางชิ้นอีกอย่างหนึ่ง คือพุทธบัลลังก์ หรือที่ประทับของพระพุทธเจ้าใต้ร่มโพเมื่อตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ณ ที่แห่งนี้ เมื่อไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลก ก็ล้างไม่ถึง น้ำท่วมโลกเพื่อดับไฟบรรลัยกัลป์ก็ท่วมไม่ถึง เมื่อน้ำเริ่มลดจนเกิดแผ่นดินขึ้นใหม่ ก็ลดจากจุดนี้ไปจนกลายเป็นศูนย์กลางของโลก พุทธบัลลังก์อาจมีจริงและไปถึงได้ แต่ความเป็น "ศูนย์? กลาง" ก็ศักดิ์สิทธิ์เสียจนบริษัททัวร์พุทธคยาพาไปไม่ถึง ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้ามีความคิดถึงศูนย์กลางของโลก คนโบราณมักคิดถึงอะไรที่เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม พวกเขาอาจคิดว่ามีมนุษย์ต่างดาวก็ได้ (ดังที่บางคนแสดงให้เห็นจากภาพเขียนฝาผนังโบราณ) แต่มนุษย์ต่างดาวไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมใครเป็นการเฉพาะ ต่างจากอเมริกันและจีนในปัจจุบัน ซึ่งมนุษย์ต่างดาวคอยส่งสัญญาณ "หว่อเอยี่ยว visit หนี่ very often" อยู่เป็นประจำ อันที่จริง ในเมืองไทยโบราณ แม้แต่คิดถึงศูนย์กลางแห่งชีวิตที่เป็นรูปธรรม ก็มักคิดถึงเจดียสถาน เช่น คนเหนือต่างก็มีเจดียสถานประจำวันเกิดในที่ต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและเมืองมอญ-พม่า คนภาคกลางตอนล่าง (ชั้นในของราชอาณาจักรอยุธยาและบางกอก) คิดถึงพระพุทธบาทที่สระบุรี คนภาคใต้คิดถึงพระบรมธาตุนครฯ เป็นต้น แต่เมื่อเราเปิดประเทศและสมองของเรา เข้าไปรับรู้และผูกพันกับโลกกว้างมากขึ้นตามลำดับ ศูนย์กลางของโลกที่เราเคยรู้จักก็หมดความสำคัญลง แม้แต่ศูนย์กลางแห่งชีวิตก็เปลี่ยนไปสู่ศูนย์การค้าแทนเจดียสถาน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในโลกาภิวัตน์ไม่มีศูนย์กลางของโลกแก่คนทั่วไปอีกแล้ว ยกเว้นแต่คนอเมริกันและจีน ซึ่งพากันพบเห็นจานบินและมนุษย์ต่างดาวอยู่เสมอ โลกาภิวัตน์จึงไม่ได้มีความหมายแต่เพียงความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดในทางเศรษฐกิจ, การเมือง และสังคม-วัฒนธรรมเท่านั้น แต่หมายถึงการสิ้นสุดของโลกหน้าด้วย วัฒนธรรมไร้โลกหน้าอาจเกิดขึ้นก่อนในโลกตะวันตก แต่ก็แผ่ขยายไปทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุดังนั้นศูนย์กลางของโลก จึงต้องเคลื่อนย้ายมาอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบนผืนโลกนี้ โดยมียูโฟและมนุษย์ต่างดาวเป็นดรรชนีชี้วัด อย่างไรก็ตาม มีคนในสองชุมชนใหญ่ที่ยังยึดมั่นกับศูนย์กลางของโลกที่เชื่อมโยงกับโลกหน้าอยู่ในโลกาภิวัตน์ หนึ่งคือชุมชนฮินดูในอินเดียเหนือ ซึ่งยังยึดแม่น้ำคงคาซึ่งเชื่อมโยงกับเขาไกรลาศเป็นศูนย์กลางของโลก แต่อินเดียก็กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และเป็นไปได้ว่าในอนาคตอีกไม่ไกลนัก ผู้คนจำนวนมากขึ้นในอินเดียก็อาจได้พบยูโฟและมนุษย์ต่างดาวถี่ขึ้นเช่นกัน ที่น่าสนใจกว่าคือชุมชนมุสลิม นอกจากกว้างใหญ่ไพศาลกว่าอินเดียเหนือมากแล้ว- ทั้งอาณาบริเวณและจำนวนผู้คน- ก็ยังยึดมั่นกับหินกะบะห์อย่างไม่เสื่อมคลาย ผู้คนนับเป็นพันล้านบ่ายหน้าไปยังหินก้อนนี้พร้อมกันในเวลาละหมาด 5 ครั้งต่อวัน ไม่ว่าเขาจะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของโลกนี้สักเพียงไรก็ตาม มีคนเดินทางไปแสวงบุญที่วิหารหินกะบะห์นับเป็นล้านทุกปี เป็นปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องในเมกกะมากว่า 1,000 ปี และไม่ว่าโลกาภิวัตน์ทางการเงิน, การค้า, วัฒนธรรม ฯลฯ จะขยายตัวไปอย่างไร โลกาภิวัตน์ของมุสลิมก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงสืบมา นั่นก็คือศูนย์กลางของโลกคือประจักษ์พยานแห่งพระเจ้าองค์เดียว หรือ "โลกหน้า" นั่นเอง และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่า ในบรรดาชุมชนทางศาสนาต่างๆ ชุมชนของศาสนาอิสลามน่าสนใจที่สุด เพราะในท่ามกลางกระแสของฆราวาสวิสัย (Secularism) ซึ่งนำไปสู่ทุนนิยม, รัฐประชาชาติ, เสรีนิยมสุดโต่ง, บริโภคนิยม, และโลกาภิวัตน์ นั้น มีแต่ชุมชนมุสลิมและศาสนาอิสลามเท่านั้น ที่ยังยืนหยัดในคติธรรมของตนอย่างมั่นคง ผมไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีนักคิดมุสลิมที่พยายามจะเอาหลักธรรมในศาสนาของตนขึ้นมาเผชิญการท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ ตรงกันข้ามมีมากและหลากหลายสำนักอย่างยิ่งทีเดียว เพียงแต่ว่าการเผชิญการท้าทายของแต่ละสำนักคิด ล้วนตั้งอยู่บนฐานคิดในศาสนาทั้งสิ้น ไม่ใช่การละทิ้งศาสนาเพื่อสมาทานทุนนิยมหรือโลกาภิวัตน์หรือบริโภคนิยมอย่างตื้นๆ ดังที่เราพบได้ในหลายสังคมของศาสนาอื่น ถ้าเปรียบเทียบในเมืองไทย ก็เหมือนความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นกระแสเดียวในพุทธศาสนาไทย ที่เผชิญการท้าทายของโลกสมัยใหม่ด้วยฐานคิดตามคติธรรมในพระพุทธศาสนาจริงๆ และอาจจะเป็นเพราะเหตุนั้นกระมัง ที่ทำให้ประเทศซึ่งมีมนุษย์ต่างดาวมาเยี่ยมเยือนมากที่สุด รู้สึกว่ามุสลิมเป็นมนุษย์ต่างดาวเสียยิ่งกว่ามนุษย์ที่ติดมากับจานบิน หน้า 91
|