|
||||||||||||||
|
ดูไบ...ไม่ไปไม่รู้
(สึก)
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร. วิรไท สันติประภพ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ผมได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องความอลังการของเมืองดูไบมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสผ่านไปสัมผัสด้วยตนเอง จนกระทั่งพรรคพวกในแวดวงตลาดเงินตลาดทุน ชักชวนกันไปเยี่ยมชม Dubai International Financial Center (DIFC) และพิสูจน์ความมั่งคั่งของดูไบ จึงเพิ่งจะได้มีโอกาสไปสัมผัสดูไบเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานี้เอง ดูไบเป็นเมืองที่ยากจะเข้าใจถ้าไม่ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ยากที่จะรู้สึกถึงความอลังการและความมั่งคั่งของดูไบ ที่ส่วนใหญ่ถูกเนรมิตขึ้นมาในช่วง 10 ปีหลังนี้เอง ต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าผู้ครองนคร Sheikh Mohammed Al Maktoum ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของดูไบให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน และให้มีแหล่งรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การท่องเที่ยว และบริการด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งที่อยู่ของเศรษฐีมีเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจของดูไบขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทะเลทรายของดูไบจึงถูกเนรมิตขึ้นมาเป็นเมืองใหม่ และเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีการแบ่ง zoning สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่น่าเชื่อว่า GDP ของดูไบที่เคยพึ่งพาน้ำมันกว่าร้อยละ 50 ในปี 1985 ได้ลดการพึ่งพาลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ในปัจจุบัน และท่านเจ้าผู้ครองนครได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ลดต่ำกว่าร้อยละ 1 ในปี 2010 Dubai International Financial Center (DIFC) เป็นหนึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น โดยหวังให้ดูไบเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ที่ทัดเทียมศูนย์กลางทางการเงินหลักๆ ของโลก และต้องการให้เงินของเศรษฐีอาหรับ คงอยู่ในภูมิภาค เพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุนในแถบตะวันออกกลางได้อย่างต่อเนื่อง การกำหนดยุทธศาสตร์ ให้ดูไบเป็นศูนย์กลางทางการเงินนั้น เหมาะสมยิ่ง เพราะถ้าดูแผนที่จากฮ่องกงไปจนถึงลอนดอน ไม่มีศูนย์กลางทางการเงินใหญ่ๆ ที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์กลางทางการเงินอื่นๆ เลย ดังนั้นบทบาทและขอบเขตของดูไบ จึงไม่ได้อยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่จะครอบคลุมตั้งแต่อินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศมุสลิมที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตได้อีกมาก ดูไบจึงมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการเงินที่ทัดเทียมกับฮ่องกง สิงคโปร์ หรือลอนดอน และจะเป็นศูนย์กลางของ Islamic Finance ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย วิธีคิดและวิธีสร้าง DIFC น่าสนใจยิ่ง เพราะดูไบตั้งหลักว่าจะต้องเป็น world class จึงต้องเข้าใจความต้องการ ของสถาบันการเงิน และบริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลก ต้องตระหนักถึงข้อจำกัด และจุดอ่อนของระบบการเงิน และระบบกฎหมายของตัวเอง จึงไม่ดันทุรังที่จะเอาระบบที่ตนเองมีอยู่เป็นที่ตั้ง แต่ดูไบสร้าง DIFC ขึ้นมาใหม่ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก DIFC จึงมีหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินระดับ world class ใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแยกออกจากธนาคารกลางที่กำกับดูแลสถาบันการเงินท้องถิ่น DIFC มีระบบกฎหมายและศาลของตนเอง โดยอิงกับระบบ Common Law ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่ต้องไปศาลท้องถิ่นเวลามีกรณีพิพาท สถาบันการเงิน และบริษัทที่จดทะเบียนใน DIFC สามารถนำเงินเข้าออกได้อย่างเสรีและที่สำคัญคือ ได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีทางตรงใดๆ ทั้งสิ้นเป็นเวลา 50 ปี และมีสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นภาษีต่ออีก 50 ปี DIFC เพิ่งเปิดดำเนินการมาไม่ถึง 5 ปี แต่มีบริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาจดทะเบียนใน DIFC แล้วประมาณ 540 บริษัท ธนาคาร Standard Chartered ใช้ดูไบเป็นศูนย์ปฏิบัติการแห่งที่สองรองจากสิงคโปร์ และไม่นานมานี้ Halliburton บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จาก Houston มาอยู่ที่ดูไบ ดูไบไม่ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นเฉพาะแต่ในทะเลทราย แต่ยังได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในทะเลด้วย หลายคนคงได้ยินโครงการ The Palm ที่สร้างเกาะเป็นรูปต้นปาล์มออกไปในทะเล เพื่อเป็นย่านที่อยู่อาศัยใหม่ สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในดูไบ และมหาเศรษฐีดังๆ ของโลก ต้องยอมรับว่าถ้าไม่ได้เห็นโครงการนี้ด้วยตัวเองก็คงไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และความสามารถด้านเทคโนโลยีของการสร้างเมืองใหม่ขึ้นกลางทะเล เมื่อ The Palm แล้วเสร็จจะมีผู้อยู่อาศัยหลายแสนคน มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้าน และคฤหาสน์ที่เหมาะสำหรับขนาดกระเป๋าเงินของคนแต่ละกลุ่ม มีระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าของดูไบ ขณะนี้ The Palm โครงการแรกขายหมดแล้ว และกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ให้คนเข้าไปอยู่ได้ The Palm โครงการที่สองและที่สามกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไปพร้อมๆ กับ The World และ The Universe ซึ่งทำเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยรูปแผนที่โลก และแผนที่จักรวาลอยู่กลางทะเล สองโครงการหลังนี้ขายให้เฉพาะมหาเศรษฐีที่ต้องการเป็นเจ้าของเกาะ ไม่มีถนนเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ ต้องเดินทางด้วยเรือยอชท์หรือเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดูไบอาจจะสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า "เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ" ดูไบไม่ใช่รัฐเดียวในตะวันออกกลาง ที่ต้องลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน และต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตนให้แข่งขันได้ในระยะยาว รัฐใกล้เคียง เช่น อาบูดาบี กาตาร์ หรือบาห์เรน ต่างต้องกำหนดยุทธ์ศาสตร์ของตนเองและเดินเครื่องลงทุนแข่งกับดูไบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์โลจิสติกส์ทางการบิน และการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงิน ส่งผลให้ดูไบหยุดนิ่งไม่ได้ และโครงการต่างๆ ของดูไบ ต้องตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นชัดเจน ทั้งการสร้างโรงแรม Burj Al Arab ให้เป็นโรงแรม 7 ดาวแห่งแรกในโลก การพัฒนาสายการบิน Emirates ให้เป็นสายการบินอันดับต้นๆ ของโลกในเวลาไม่กี่ปี การสร้างสนามบินและเมืองการบินที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะฮ่องกง และการสร้างลานสกีขึ้นในศูนย์การค้ากลางทะเลทราย ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ในเมืองที่มีประชากรท้องถิ่นเพียงสองแสนคน โครงการต่างๆ ที่เสร็จแล้ว และกำลังเกิดขึ้นในดูไบทำให้รู้สึกได้ถึงวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหารจัดการ ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีเงิน มีรสนิยม และใช้เงินเป็น กล้าที่จะฝันและสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ คงต้องรอดูอีก 5 ปี หรือ 10 ปีว่าโครงการต่างๆ ที่ลงทุนไปนั้นจะเกิดผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ดูไบเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจด้านต่างๆ หรือไม่ แต่ขณะนี้ไปดูไบแล้วก็ได้แต่ "ดูไป บ่นไป" ว่าเมืองไทยคงตามใครไม่ทันอีกแล้ว
|