หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดูไบ...ไม่ไปไม่รู้ (สึก)

เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร. วิรไท สันติประภพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ผมได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องความอลังการของเมืองดูไบมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสผ่านไปสัมผัสด้วยตนเอง จนกระทั่งพรรคพวกในแวดวงตลาดเงินตลาดทุน ชักชวนกันไปเยี่ยมชม Dubai International Financial Center (DIFC) และพิสูจน์ความมั่งคั่งของดูไบ จึงเพิ่งจะได้มีโอกาสไปสัมผัสดูไบเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานี้เอง

ดูไบเป็นเมืองที่ยากจะเข้าใจถ้าไม่ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ยากที่จะรู้สึกถึงความอลังการและความมั่งคั่งของดูไบ ที่ส่วนใหญ่ถูกเนรมิตขึ้นมาในช่วง 10 ปีหลังนี้เอง ต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าผู้ครองนคร Sheikh Mohammed Al Maktoum ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของดูไบให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน และให้มีแหล่งรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การท่องเที่ยว และบริการด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งที่อยู่ของเศรษฐีมีเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจของดูไบขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทะเลทรายของดูไบจึงถูกเนรมิตขึ้นมาเป็นเมืองใหม่ และเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีการแบ่ง zoning สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่น่าเชื่อว่า GDP ของดูไบที่เคยพึ่งพาน้ำมันกว่าร้อยละ 50 ในปี 1985 ได้ลดการพึ่งพาลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ในปัจจุบัน และท่านเจ้าผู้ครองนครได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ลดต่ำกว่าร้อยละ 1 ในปี 2010

Dubai International Financial Center (DIFC) เป็นหนึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น โดยหวังให้ดูไบเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ที่ทัดเทียมศูนย์กลางทางการเงินหลักๆ ของโลก และต้องการให้เงินของเศรษฐีอาหรับ คงอยู่ในภูมิภาค เพื่อช่วยส่งเสริมการลงทุนในแถบตะวันออกกลางได้อย่างต่อเนื่อง การกำหนดยุทธศาสตร์ ให้ดูไบเป็นศูนย์กลางทางการเงินนั้น เหมาะสมยิ่ง เพราะถ้าดูแผนที่จากฮ่องกงไปจนถึงลอนดอน ไม่มีศูนย์กลางทางการเงินใหญ่ๆ ที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์กลางทางการเงินอื่นๆ เลย ดังนั้นบทบาทและขอบเขตของดูไบ จึงไม่ได้อยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่จะครอบคลุมตั้งแต่อินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศมุสลิมที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตได้อีกมาก ดูไบจึงมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการเงินที่ทัดเทียมกับฮ่องกง สิงคโปร์ หรือลอนดอน และจะเป็นศูนย์กลางของ Islamic Finance ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

วิธีคิดและวิธีสร้าง DIFC น่าสนใจยิ่ง เพราะดูไบตั้งหลักว่าจะต้องเป็น world class จึงต้องเข้าใจความต้องการ ของสถาบันการเงิน และบริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลก ต้องตระหนักถึงข้อจำกัด และจุดอ่อนของระบบการเงิน และระบบกฎหมายของตัวเอง จึงไม่ดันทุรังที่จะเอาระบบที่ตนเองมีอยู่เป็นที่ตั้ง แต่ดูไบสร้าง DIFC ขึ้นมาใหม่ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก DIFC จึงมีหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินระดับ world class ใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแยกออกจากธนาคารกลางที่กำกับดูแลสถาบันการเงินท้องถิ่น DIFC มีระบบกฎหมายและศาลของตนเอง โดยอิงกับระบบ Common Law ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่ต้องไปศาลท้องถิ่นเวลามีกรณีพิพาท สถาบันการเงิน และบริษัทที่จดทะเบียนใน DIFC สามารถนำเงินเข้าออกได้อย่างเสรีและที่สำคัญคือ ได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีทางตรงใดๆ ทั้งสิ้นเป็นเวลา 50 ปี และมีสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นภาษีต่ออีก 50 ปี DIFC เพิ่งเปิดดำเนินการมาไม่ถึง 5 ปี แต่มีบริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาจดทะเบียนใน DIFC แล้วประมาณ 540 บริษัท ธนาคาร Standard Chartered ใช้ดูไบเป็นศูนย์ปฏิบัติการแห่งที่สองรองจากสิงคโปร์ และไม่นานมานี้ Halliburton บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้ย้ายสำนักงานใหญ่จาก Houston มาอยู่ที่ดูไบ

ดูไบไม่ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นเฉพาะแต่ในทะเลทราย แต่ยังได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในทะเลด้วย หลายคนคงได้ยินโครงการ The Palm ที่สร้างเกาะเป็นรูปต้นปาล์มออกไปในทะเล เพื่อเป็นย่านที่อยู่อาศัยใหม่ สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในดูไบ และมหาเศรษฐีดังๆ ของโลก ต้องยอมรับว่าถ้าไม่ได้เห็นโครงการนี้ด้วยตัวเองก็คงไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และความสามารถด้านเทคโนโลยีของการสร้างเมืองใหม่ขึ้นกลางทะเล เมื่อ The Palm แล้วเสร็จจะมีผู้อยู่อาศัยหลายแสนคน มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้าน และคฤหาสน์ที่เหมาะสำหรับขนาดกระเป๋าเงินของคนแต่ละกลุ่ม มีระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าของดูไบ ขณะนี้ The Palm โครงการแรกขายหมดแล้ว และกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ให้คนเข้าไปอยู่ได้ The Palm โครงการที่สองและที่สามกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไปพร้อมๆ กับ The World และ The Universe ซึ่งทำเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยรูปแผนที่โลก และแผนที่จักรวาลอยู่กลางทะเล สองโครงการหลังนี้ขายให้เฉพาะมหาเศรษฐีที่ต้องการเป็นเจ้าของเกาะ ไม่มีถนนเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ ต้องเดินทางด้วยเรือยอชท์หรือเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น

โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดูไบอาจจะสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า "เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ" ดูไบไม่ใช่รัฐเดียวในตะวันออกกลาง ที่ต้องลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน และต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตนให้แข่งขันได้ในระยะยาว รัฐใกล้เคียง เช่น อาบูดาบี กาตาร์ หรือบาห์เรน ต่างต้องกำหนดยุทธ์ศาสตร์ของตนเองและเดินเครื่องลงทุนแข่งกับดูไบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์โลจิสติกส์ทางการบิน และการพัฒนาศูนย์กลางทางการเงิน ส่งผลให้ดูไบหยุดนิ่งไม่ได้ และโครงการต่างๆ ของดูไบ ต้องตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นชัดเจน ทั้งการสร้างโรงแรม Burj Al Arab ให้เป็นโรงแรม 7 ดาวแห่งแรกในโลก การพัฒนาสายการบิน Emirates ให้เป็นสายการบินอันดับต้นๆ ของโลกในเวลาไม่กี่ปี การสร้างสนามบินและเมืองการบินที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะฮ่องกง และการสร้างลานสกีขึ้นในศูนย์การค้ากลางทะเลทราย ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ในเมืองที่มีประชากรท้องถิ่นเพียงสองแสนคน

โครงการต่างๆ ที่เสร็จแล้ว และกำลังเกิดขึ้นในดูไบทำให้รู้สึกได้ถึงวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหารจัดการ ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีเงิน มีรสนิยม และใช้เงินเป็น กล้าที่จะฝันและสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ คงต้องรอดูอีก 5 ปี หรือ 10 ปีว่าโครงการต่างๆ ที่ลงทุนไปนั้นจะเกิดผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ดูไบเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจด้านต่างๆ หรือไม่ แต่ขณะนี้ไปดูไบแล้วก็ได้แต่ "ดูไป บ่นไป" ว่าเมืองไทยคงตามใครไม่ทันอีกแล้ว