|
||||||||||||||
|
มาตรฐานที่ไร้ความรู้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1434 เพราะไปร่วมสัมมนาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและกระทรวงยุติธรรมร่วมกันจัดที่ปัตตานี ทำให้ผมได้มีโอกาสนั่งกินอาหารร่วมกับนักศึกษาหนุ่มกลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัย พวกเขาเรียนจบจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม แล้วจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมถามเขาว่า เขาอ่าน-เขียนตัวอักษรยาวีได้คล่องหรือไม่ เขาบอกว่าคล่อง ผมถามว่าเขาอ่านภาษาอาหรับออกหรือไม่ เขาบอกว่าออก เพื่อความแน่ใจ ผมถามย้ำว่าอ่านออกหมายความว่าอ่านรู้เรื่องนะ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกเสียงได้ (ดังเช่นผมอ่านภาษาดัตช์ออก แต่ไม่รู้เรื่องเสียเป็นส่วนใหญ่) เขายืนยันว่าเขาอ่านภาษาอาหรับได้ทั้งออกเสียงและรู้เรื่อง ผมคุยกับอาจารย์ของพวกเขาในภายหลัง ท่านบอกว่าในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ภาษาต่างประเทศที่ผู้สอบสามารถทำคะแนนได้สูงสุดของประเทศทุกปี ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะครับ แต่เป็นภาษาอาหรับ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมอ่าน-เขียนภาษามลายูถิ่นได้ เพราะเป็นภาษาน้ำนมของเขาเอง และด้วยเหตุดังนั้นเขาจึงสามารถเดาภาษามาเลเซียและภาษาอินโดนีเซียได้ด้วย เพราะเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่เขียนด้วยอักษรรูมี (ละติน) เท่านั้น แต่เพราะเขาถูกบังคับให้เรียนภาษาอังกฤษ อักษรรูมีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา ในความเป็นจริงเขาไม่ได้เดาด้วยซ้ำ เพราะเขาอ่าน-เขียนภาษามาเลเซีย (ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับภาษาอินโดนีเซีย) ได้คล่อง และเพราะจบมาตรฐานมัธยมในโรงเรียนไทยจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดได้ เขาย่อมอ่าน-เขียนภาษาไทยได้คล่องอย่างแน่นอน เฉพาะที่เขาพูดกับผมก็คล่องเหมือนคนอื่นทั่วไป คือพูดไทยได้โดยไม่ต้องคิดศัพท์ เพียงแต่เป็นคนละสำเนียงกับคนกรุงเทพฯ เท่านั้น ผมอุทานในใจด้วยภาษาไม่สุภาพที่ผมใช้กับตัวเองเสมอมาว่า "ตายห่ะ" นักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยรู้ภาษาที่ถูกจัดว่าเป็น "ต่างประเทศ" ชนิดที่ใช้ประโยชน์ในการศึกษาได้ทันทีถึง 2 ภาษา คืออาหรับและบาฮาซา (มาเลเซีย-อินโดนีเซีย) ส่วนภาษาอังกฤษก็คงรู้ได้ไม่ค่อยดีเหมือนนักศึกษาไทยทั่วไป แต่ก็พอเป็นฐานสำหรับพัฒนาต่อไปให้รู้จนได้ หากมหาวิทยาลัยไทยมีกึ๋นมากกว่านี้ ผมยังไม่เคยพบนักศึกษาปีหนึ่งที่เคยพบมาในชีวิตคนใดที่มีความสามารถทางภาษาต่างประเทศระดับนี้มาก่อน ส่วนตัวผมเองเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยปีที่หนึ่ง ไม่รู้ภาษาต่างประเทศระดับที่ใช้การได้ขนาดนี้สักภาษาเดียว (แม้แต่ภาษาลาวซึ่งตอนนั้นยังไม่เคยเห็นกับตาสักทีเลย) ทั้งนี้ ยังไม่นับ "ความรู้" ของพวกเขา ซึ่งได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่ระดับตาดีกาจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีทั้งเนื้อหาและฐานคิดที่สามารถปรับใช้ในการศึกษาแบบฆราวาส (secular) ของมหาวิทยาลัยไทยได้ (ซึ่งผมจะพูดถึงข้างหน้า) แต่ด้วยคุณภาพของ "วัตถุดิบ" ระดับนี้แหละครับ ที่ผมได้ยินผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและเหนือไปกว่านั้นบ่นเสมอว่า เด็กมลายูมุสลิมจากภาคใต้มีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิท? ยาลัยได้ หรือที่หลุดรอดเข้ามาได้ ก็มักตกซ้ำชั้นหรือถูกให้ออกไปเพราะทำคะแนนไม่ถึงสักที แม้แต่ช่วยด้วยการกันโควตาให้เป็นพิเศษ ก็ยังไม่อาจทำให้นักศึกษาเหล่านี้จบการศึกษาไปได้อย่างราบรื่นนัก แม้แต่ช่วยด้วยการเปิดชั้นติวเป็นพิเศษให้แก่นักศึกษาเหล่านี้ ก็ยังค่อนข้างล้มเหลวอยู่ดี เพราะ "เข็นไม่ขึ้น" ผมได้ยินเสียงบ่นเช่นนี้มาหลายสิบปี ซ้ำซากอยู่เช่นนี้โดยไม่มีใครย้อนกลับมาคิดถึง "มาตรฐาน" ที่ว่านักศึกษาไต่ไม่ถึงเลย ปัญหาอยู่ที่นักศึกษาหรือปัญหาอยู่ที่มาตรฐานกันแน่ ผมคิดว่าเวลาเราคิดถึง "มาตรฐาน" ของอะไรก็ตาม เรามักคิดถึงการแข่งขันเช่นกีฬาประเภทลู่และลาน ทุกคนอยู่ในกรอบกติกาอันเดียวกัน ใครกระโดดได้สูงสุด เขาก็บรรลุมาตรฐานสูงสุด ที่เหลือก็ถูกจัดให้ลดหลั่นลงมาตามลำดับ วิ่งเร็วก็เหมือนกัน จนถึงวิ่งช้าเหมือนเต่าหรือกระโดดได้สูงไม่เกินเต่า ก็ถือว่าตกจากมาตรฐาน ฉะนั้น ไม่ได้ "มาตรฐาน" จึงมีแต่ต่ำกว่าเส้นสมมติอันหนึ่งที่เราตั้งขึ้น (หรือถูกหลอกให้ตั้งขึ้น) เสมอ ไม่มีวันที่เราจะนึกถึงมาตรฐานที่ต่างกัน แต่ไม่ต่ำจากกัน เพราะมาตรฐานมีได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องมีอยู่เพียงอย่างเดียว แข็งโป๊กอย่างนี้อาจเหมาะสำหรับการแข่งขันกีฬา แต่ถ้ามหาวิทยาลัยแข็งโป๊กอย่างนี้ มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงโรงงานอุตสาหกรรมอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถพัฒนาความรู้ที่สังคมมีอยู่ (หรือศัพท์ซึ่งนิยมใช้ในปัจจุบันคือ "ต่อยอด") ให้งอกงาม และเป็นประโยชน์แก่คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้ นอกจากนายจ้าง ถ้าถือว่าเด็กมลายูมุสลิมเหล่านี้เป็น "วัตถุดิบ" ก็เห็นอยู่นะครับว่าเป็น "วัตถุดิบ" ที่มีคุณภาพสูงแค่ไหน ที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถเอา "วัตถุดิบ" มาใช้ได้นั้น เพราะโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีกึ๋น หรือเพราะเด็กไม่มีกึ๋นกันแน่ คุณภาพของ "วัตถุดิบ" เหล่านี้ด้านภาษาต่างประเทศผมได้ชี้ให้เห็นไปแล้วนะครับ และอยากเตือนให้นึกถึงภาษิตฝรั่งเศสบทหนึ่ง ที่ว่า "Connaitre la nouvelle langue, c"est vivre la nouvelle vie" แปลว่ารู้ภาษาใหม่ภาษาหนึ่ง คือมีชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง คุณค่าของการรู้ภาษาใหม่ไม่ใช่เพื่อเอาไปอ่านตำราหรือเอาไปรับใช้นายจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญกว่าคือการได้มีชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่งต่างหาก มีชีวิตใหม่ก็คือภาษาใหม่ให้ความสามารถแก่เราที่จะเข้าถึงระบบคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของเศรษฐกิจ, การเมือง, วัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรา ทำให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง ที่แตกต่างจากอารมณ์ความรู้สึกในภาษาของเราเอง สร้างพลังให้แก่ตัวเราเองที่เข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้มากขึ้น ชีวิตที่อยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายอย่างราบรื่นทั้งทางกายและใจ คือชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่หรือครับในโลกที่กลายเป็นโลกาภิวัตน์ของปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยมีสมรรถภาพจะ "ต่อยอด" ความรู้เช่นนี้ของเด็กมลายูมุสลิมแค่ไหน ห้องสมุดมีหนังสือในภาษาอาหรับให้เด็กได้อ่านให้กว้างขวางขึ้นไป จากคัมภีร์ศาสนาที่เขาเคยเรียนมาแค่ไหน มีวรรณคดีอาหรับ (ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ใหญ่อันหนึ่งของโลกนะครับ) ให้เด็กได้อ่านหรือไม่ มีดีวีดีหนังซึ่งคนอาหรับปัจจุบันสร้างขึ้นมากมายไว้ให้เด็กยืมไปดูบ้างไหม ฯลฯ ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงตำราและหนังสือประเภทอื่นๆ ในภาษาอาหรับ ซึ่งต้องมีอีกจำนวนมากที่นักศึกษาสามารถใช้ประโยชน์ในการเรียนได้ เพราะภาษาอาหรับก็เหมือนภาษาที่มีชีวิตทั้งหลายในโลก ย่อมถูกใช้เพื่อถ่ายทอดสารของโลกปัจจุบันอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพหรือควอนตัม ไม่ว่าจะเป็นกายวิภาคหรือจิตวิทยา และแน่นอน ยังไม่พูดถึงครูบาอาจารย์ซึ่งคุ้นเคยกับงานวิชาการใหม่-เก่าในภาษาอาหรับ ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่มีเลย "มาตรฐาน" อันศักดิ์สิทธิ์ที่มหาวิทยาลัยและสกอ.ยึดถือจึงออกจะเป็นมาตรฐานที่พิกลพิการ เพราะทำให้มหาวิทยา? ลัยไม่สามารถพัฒนา "วัตถุดิบ" อันทรงคุณค่าในหมู่เด็กไทยจำนวนหนึ่งไปสู่ศักยภาพสูงสุดของเขาได้ แต่แทนที่จะตั้งข้อสงสัยกับมาตรฐานที่พิกลพิการนี้ กลับไปตั้งข้อสงสัยกับเด็ก นอกจากนี้ คำอธิบายว่า เด็กที่มาจากโรงเรียนสอนศาสนาขาดความรู้พื้นฐานสำหรับการศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็เป็นคำอธิบายที่ฟังทะแม่งๆ อยู่เหมือนกัน ต้องคิดกันให้ชัดนะครับว่า วิชาการศาสนาที่เรียนๆ กันมานั้นไม่ใช่ "ความรู้" เพราะอะไร เพราะตัวเนื้อหาที่ได้เรียนรู้หรือเพราะวิธีวิทยากันแน่ ผมคิดว่าเพราะตัววิธีวิทยาต่างหากที่ทำให้ต่างจากวิชาทางโลกย์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัย เพราะการเรียนศาสนาไม่ได้ใช้เหตุผลเชิงประจักษ์อย่างวิชาของ "ฆราวาส" แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเรียนศาสนาในทุกศาสนาล้วนมีส่วนหนึ่งที่ใช้วิธีวิทยาของเหตุผลเชิงประจักษ์อยู่ด้วยทั้งนั้น (เช่นมุสลิมบางกลุ่มอธิบายการไม่กินหมูว่า หมูมีโรคที่ติดต่อถึงคนได้ง่ายอยู่หลายอย่าง หรือชาวพุทธบางกลุ่มอธิบายปฏิจจสมุปบาทเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ) วิธีวิทยาซึ่งใช้ในวิชา "ฆราวาส" ของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของคนที่เรียนมาทางศาสนา ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนศาสนาอาจมีวิธีวิทยาในการเข้าถึงความจริงที่หลากหลายกว่านักเรียนที่เรียนมาทางโลกย์ด้วยซ้ำ ซึ่งเหมาะกับการแสวงหาความรู้ของวิชาการปัจจุบันมากกว่าเสียอีก เพราะทุกแขนงวิชาการในปัจจุบันล้วนตระหนักถึงข้อจำกัดในเชิงวิธีวิทยาเชิงประจักษ์กันแล้วทั้งนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เอาเข้าจริงแล้ว การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของไทยนั้นให้ความสำคัญแก่วิธีวิทยาน้อยเกินไปเอง (สอนอะไรมากกว่าอย่างไรหรือทำไม) จึงไม่ใส่ใจจะพัฒนาวิธีวิทยาอันหลากหลายที่นักเรียนศาสนามีอยู่ให้มีพลังเพิ่มขึ้น เฉพาะในเรื่องวิธีวิทยานั้น ผมคิดว่ามีฐานคิดบางอย่างในการเรียนศาสนาอิสลามที่เอื้อต่อการเรียนวิชา "ฆราวาส" ด้วยซ้ำ เช่น การไม่ให้กินดอกเบี้ย ให้คำอธิบายในการพิจารณาระบบเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งซึ่งท้าทายเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันได้อย่างดี อย่างน้อยก็ดีกว่าการยอมรับว่าดอกเบี้ยเป็นธรรมชาติ-ธรรมดาของระบบเศรษฐกิจอย่างที่นักเรียนทั่วไปได้รับมา หรือระบบกฎหมายอิสลามรู้จักการจัด "ศักดิ์" ของกฎหมายมานานแล้ว และเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้ในฐานะมุสลิมด้วย เมื่อผมเข้ามหาวิทยาลัยปีที่ 1 ทั้งผมและเพื่อนยังไม่รู้เลยครับว่ากฎหมายมี "ศักดิ์" (และนักกฎหมายไทยโดยทั่วไปก็ยังไม่แม่นเรื่องนี้ เพราะจัดให้รัฐธรรมนูญมี "ศักดิ์" ต่ำสุดอยู่เสมอ) ผมคิดว่า ตราบเท่าที่มหาวิทยาลัยยังคิดถึงภาระหน้าที่ของตนอย่างระบบอุตสาหกรรม "มาตรฐาน" ของมหาวิทยาลัยก็จะเป็นมาตรฐานเดียวและแข็งโป๊กอย่างนี้ หมดโอกาสที่จะ "ต่อยอด" ความรู้ความสามารถของเด็กไทยส่วนใหญ่ได้ (ซึ่งก็คือความรู้ของสังคมไทยโดยรวมนั่นเอง) มากไปกว่าเตรียม "วัตถุดิบ" เข้าสู่ตลาดงานจ้าง เป็นแค่ "อุตสาหกรรมต้นน้ำ" ของอุตสาหกรรมรับจ้างทำของในเมืองไทยเท่านั้น และอย่านึกว่าเด็กมลายูมุสลิมเท่านั้นที่ถูกถือว่าต่ำกว่า "มาตรฐาน" ของมหาวิทยาลัย พระเณรที่เรียนมาทางสายพระพุทธศาสนา ก็ถูกถือว่าต่ำกว่า "มาตรฐาน" เหมือนกัน และถ้าคิดให้ดีก็รวมไปถึงนักดนตรีไทย, เถ้าแก่ร้านชำ, คนขับแท็กซี่, ผู้จัดการเรือข้ามฟาก, ครูโขน-ละคร, ปราชญ์ชาวบ้าน, ฯลฯ ซึ่งล้วนมีความรู้ที่ไม่ได้ "มาตรฐาน" ของมหาวิทยาลัยทั้งนั้น หน้า 91
|